ที่อยากจะเจอกันอีกครั้ง เพราะอยากสนิทกับคุณมากขึ้น
‘ฉันเป็นคนที่ค่อนข้างประหม่าเวลาเจอผู้คน’

ยิ่งเวลาที่ต้องพูดคุยท่ามกลางคนหมู่มากแล้ว 
เสียงจะสั่นโดยควบคุมไม่ได้ น่าอายมาก 

แม้บางทีที่พูดคุยกันแค่ในกลุ่มเล็กๆ พอถึงตาฉันพูดเมื่อรู้สึกว่ากำลังเป็นจุดสนใจ ฉันก็จะหน้าแดงขึ้นมาเฉยๆเสียอย่างนั้น
มันน่าแปลก ทั้งที่เขาก็เป็นเพื่อนคนนึงในกลุ่ม แต่เรากลับไม่ค่อยได้พูดคุยกันเท่าไหร่นัก อาจจะเป็นเพราะเขาเองที่เป็นคนนิ่งๆ หรือฉันเองก็เป็นคนขี้อายด้วย     เลยปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ วันที่อาจจะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้เจอเขาที่โรงเรียน

ฉันตัดสินใจรวบรวมความกล้าพยามชวนเขาคุย 
ตอนที่พวกเพื่อนของเราหันไปทักทายเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน ทำให้เหลือแค่ฉันกับเขายืนอยู่ด้วยกันสองคน 
เขาไม่ใช่คนขี้อายแต่ก็ไม่ใช่คนที่ชอบชวนคุยก่อน
ฉันจึงตัดสินใจทำลายความเงียบนั้นด้วยตัวเอง ฉันตั้งคำถามเกี่ยวกับคณะที่เขาฝันอยากเข้า ผิดคาด จากท่าทีนิ่งเฉย เขาตั้งใจเล่าให้ฉันฟังด้วยดวงตาเป็นประกาย ถึงการตัดสินใจตั้งแต่วันแรกที่จะเดินทางสายนี้ ว่าเค้าต้องรวบรวมกำลังใจขนาดไหน

‘รอยยิ้มของเขาขณะที่กำลังเล่า
มีพลังทำลายล้างสูงมาก’

ฉันพยามทำท่าทางเหมือนกำลังตั้งใจฟังให้มากที่สุด ทั้งที่กำลังประหม่าอย่างหนัก ใจนึงก็ดีใจที่เขาเปิดใจคุยกับฉันมากกว่าที่คิด อีกใจก็กังวลเพราะไม่รู้จะเอาตาไปไว้ที่ไหน สุดท้ายก็รวบรวมความกล้า พยามมองหน้าเขาตรงๆเหมือนเวลาคุยกับคนอื่นๆ 

แต่ที่ๆเรายืนอยู่เป็นเอาท์ดอร์ แสงอาทิตย์ที่ส่องมาทำให้ฉันเห็นว่าที่จริงแล้วตาของเขาเป็นสีน้ำตาล น้ำตาลมากกว่าคนตาสีดำปกติทั่วไป
ฉันรีบหลบสายตาไปมองที่อื่นทันที รู้สึกหน้าร้อนผ่าวเหมือนเวลาที่เราเผลอไปมองพระอาทิตย์แล้วต้องหลุบตาลง มันเจิดจ้าเกินไป 
ฉันไม่สามารถมองเขาตรงๆได้ เหมือนกับที่มองคนอื่นๆ ทั้งที่ฉันชอบดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นมากเหลือเกิน 
โดยเฉพาะเวลาที่มันโดนแสงแดด 

ฉันโคตรหมดหวัง คนเราจะสนิทกับคนนึงได้อย่างไรเมื่อเราไม่สามารถแม้แต่จะมองหน้าของเขา
ฉันรู้สึกเกลียดตัวเองที่งี่เง่าและทำอะไรไม่ได้เลย 
เลยได้แต่หวังว่าเราจะสอบติดที่เดียวกัน 
แล้วฉันจะมีโอกาสได้เจอเขาอีกครั้ง 
เขาผู้มีชื่อจริงที่แปลว่าพระจันทร์แต่เจิดจ้าราวกับพระอาทิตย์
SHARE

Comments