วันแรกที่รู้ว่าตัวเองป่วย

เราสงสัยมาเป็นปีว่าตัวเองจะเป็น แต่พอมาวันนี้เรากลับแน่ใจมากๆที่จะไม่เตรียมเงินค่ายาไปเผื่อ
ความรู้สึกทุกอย่างมันถาโถมเข้ามาตอนที่อยู่หน้าคลินิก แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจเข้าไป เราบอกเขาไปว่ามาปรึกษาหมอ และจัดการกรอกข้อมูลส่วนตัวลงไปในกระดาษสี่เหลี่ยมแผ่นเล็กๆ 

ระหว่างที่นั่งรอ ฟังเสียงเปียโนคลอเบาๆ เรารู้สึกอยากจะร้องไห้ซะอย่างงั้น และน้ำตามันก็ไหลออกมา พยายามบอกตัวเองว่าอย่าร้องนะ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เราปาดน้ำตา ต่อหน้าผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง หาจังหวะเดินเข้าห้องน้ำ หยิบทิชชู่มาเช็ดคราบน้ำตาที่แก้ม คิดในใจว่ารองพื้นจะออกหมดยังวะ รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยที่ตัวเองยังมีอารมณ์ขั้นอยู่บ้าง เราเดินออกมานั่งรอไม่ถึงห้านาที เขาก็เรียกชื่อ เราเปิดประตูเลื่อน เริ่มทักทายหมอโดยการสวัสดี และนั่งลง

หมอเริ่มต้นถามว่าเรียนที่ไหน เรียนอะไร คงจะเป็นแค่คำถามเบสิคที่หมอถามคนที่มาปรึกษาในวัยเดียวกับเรา แต่พอหมอถามว่าที่มาวันนี้เป็นเพราะอะไร น้ำตาก็ไหลออกมาอีกรอบ เราบอกหมอว่า แค่หมอถามแค่นี้หนูก็จะร้องแล้ว (มานึกตลกคำพูดตัวเองก็ตอนนี้) หมอหยิบทิชชู่ยื่นให้เรา หลังจากตั้งสติ สูดหายใจลึกๆ เราบอกว่า 'หนูไม่มีความสุข' หลังจากนั้นเรื่องราวเลวร้ายของเราก็พรั่งพรูออกมา

หมอพูดดีมากๆ รับฟังเราอย่างตั้งใจไม่ละสายตาเลย ไม่พูดแทรก รอเราเล่าจนจบถึงค่อยถาม 
หมอบอกว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า เป็นอาการเรื้อรัง จะเป็นๆหายๆ แบบนี้ แต่อาการยังไม่หนัก หมอบอกจะจัดยาให้เรา แต่เราบอกไปว่าไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็นเลยไมไ่ด้เตรียมค่ายามาเผิื่อ หมอบอกข้อดีของการกินยา บอกว่าการที่เรากินยาไม่ได้แปลว่าเราผิดปกติ ตอนแรกหมอบอกว่าไม่เป็นไร หมอจะให้ยาไปก่อน แต่เราดูลังเลมากๆ หมอเลยยอมไม่ให้ยาเรา แต่ต้องไปทำตารางให้คะแนนความสุขของตัวเองในแต่ละวัน แล้วอีก2อาทิตย์มาพบหมออีก 

ระหว่างคุยกับหมอเราร้องไห้ตลอด จนออกจากคลินิกเราก็ยังร้องระหว่างทางกลับบ้าน เราบอกแม่เป็นคนแรก และกลับมาบอกเพื่อน ความรู้สึกตอนที่เราบอกเพื่อนสนิท มันเป็นอะไรที่โคตรสมเพชตัวเอง สงสารเพื่อน ที่มีเพื่อนแบบเรา เขาบอกว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม แค่ห่วงเรามากขึ้น และเราขอบคุณโลกนี้มากๆที่ได้เจอแม่กับเพื่อนที่เข้าใจเราจริงๆ

เราไม่ได้แปลกใจ ไม่ยินดียินร้ายเมื่อได้ยินชื่อโรคนี้ แต่เราสงสารคนรอบข้างที่พยายามรักษาความสัมพันธ์ แบกรับอารมณ์บ้าๆของเรา มานานเป็นปี แต่ไม่นานหรอกนะ เรารู้สึกได้ว่ามันจะดีขึ้น รอเราอีกหน่อย อย่าเพิ่งหมดความอดทนกับคนอย่างเราเลย

และสุดท้ายนี้เป็นคำพูดของหมอก่อนเราจะกลับ

'คนเราทำผิดพลาดกันได้ สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเป็น นั่นไม่ใช่ตัวเรา โทษตัวเองให้น้อยลง ชื่นชมตัวเองให้มากขึ้น อย่างน้อยๆเรายังตื่นมาทำอะไรด้วยตัวเอง แม้จะเป็นแค่กิจวัตรประจำวันธรรมดา แต่เราก็ไม่ได้เป็นภาระใคร' 
SHARE
Writer
cozylikeapillow
learner
the girl who try to write and who always a little sad

Comments

friday25TH
4 months ago
เป็นกำลังใจให้นะครับ :)
Reply
cozylikeapillow
4 months ago
ขอบคุณมากนะคะ :)