วิธีเรียกคืนเวลาให้ตัวเอง
ความน่าสะพรึงคือ ตอนนี้เป็นเดือน 7 แล้วล่ะค่ะ
ปี 2018 ก้าวเข้าสู่เดือนกรกฎาคมแล้ว
ประเด็นอยู่ตรงที่ เรายังไม่ทันรู้สึกเลยว่าได้เขียนอะไรลงไปในปฏิทินเดือนมิถุนายน เวลาเดือน 6 ของเราก็หายไปเสียแล้ว ...อาการแบบนี้มันเกิดกับเราอยู่ล่ะค่ะ

แปลง่ายๆ ได้ว่า งานเราไม่คืบหน้าเลยค่ะ


เพราะมีปัญหาแบบนี้ ก็เลยคิดว่าถึงเวลาต้องเอาจริงเอาจังกับการจัดการเวลาของตัวเองแล้ว หลังจากลองผิดลองถูกมา ตอนนี้คิดว่าพบวิธีที่เหมาะกับสไตล์ของตัวเองแล้วค่ะ ก็เลยขอเขียนเก็บไว้เตือนตัวเอง เพราะมั่นใจมากว่าในอีก 8 เดือนข้างหน้าเราก็จะมีปัญหา "ไม่มีเวลา" เกิดขึ้นอีกแน่นอน 555 ถ้าถึงตอนนั้นนี่คือวิธีที่เราอยากจะบอกตัวเองค่ะ



1 Rescue Time 
เวลาจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรสักอย่าง เราจะเริ่มต้นด้วยการสำรวจตัวเองก่อน 
Rescue Time เป็นชื่อของ Application ที่ใช้สำรวจวิธีการใช้เวลาค่ะ ในแอปจะแสดงชัดเลยว่าเราจมอยู่กับแอปไหนนานแค่ไหน กี่ชั่วโมง กี่นาที

โชคดีว่าเราไม่ได้เป็นคนติดเกม การใช้เวลาแบบ “หมดไปไม่รู้ตัว” ของเราส่วนมากจึงหมดไปกับการเล่น Facebook, ดูคลิปใน YouTube ไปเรื่อยๆ, และคลิกดูสินค้าไม่จบไม่สิ้นในเว็บช้อปปิ้งออนไลน์ค่ะ

Rescue time ไม่ได้ช่วยเรียกคืนเวลากลับมา แต่มันสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมการใช้เวลาได้ค่ะ ซึ่งถ้าเราใช้ Facebook เพื่อตอบข้อความของลูกค้าหรือดู YouTube เพื่อพักผ่อนหรือเพื่อการเรียนรู้ มันก็โอเค เพียงแต่ว่าเรามีช่วงเวลาที่ “ใช้ไปแบบไม่รู้ตัว” อยู่มากเกินไปและเราไม่พอใจกับมันค่ะ

พอรู้ตัวว่าปัญหาของเราอยู่ตรงไหนมันก็จะค่อยๆ แก้ไขได้ทีละเปลาะนะคะ



2 เปลี่ยนจากการดู Youtube มาฟัง Podcast

การเปลี่ยนอุปนิสัยมันไม่ง่ายเลย และเพราะเราไม่ได้ใช้ไอโฟนด้วย พอจะเริ่มฟังพอดคาสต์นี่เราไม่รู้จริงๆ ว่าต้องทำยังไง แต่สุดท้ายก็มีผู้รู้ใจดีช่วยตอบค่ะ ทุกวันนี้เราใช้ Podcast Addict เป็นแอปสำหรับฟังพอดคาสต์ค่ะ ใช้งานง่ายสะดวก ไม่รวน คำอธิบายประกอบชัดเจนอ่านง่าย และหา Channel ใหม่ๆ ง่ายค่ะ

โดยพื้นฐานแล้วเราไม่ค่อยดูทีวีค่ะ หลายปีมานี้ก็เปลี่ยนมาดู YouTube แทน 
แต่ช่วงหลังมานี้ รายการใน YouTube Channel ต่างๆ เค้าทำมาได้น่าดูน่าสนใจมากขึ้นจนหยุดดูไม่ได้ค่ะ ไม่ว่าจะคลิปสั้นคลิปยาว คลิปคุณสู่ขวัญก็อยากดู Produce48 ก็ต้องตาม Blackpink ขึ้นไลฟ์ที่นั่นที่นี่ก็อยากดู มีข่าวทีมหมูป่าติดถ้ำก็ตามดูหมด ไม่ว่าจะข่าวภาษาไทย ข่าวภาษาอังกฤษ มีคนแปลคลิปข่าวญี่ปุ่นมาก็นั่งดูเข้าไปอีก เวลาที่หมดไปกับแอปดูรายการต่างๆ มันเยอะชนิด... ไม่สามารถยอมรับการจัดสรรเวลาของตัวเองได้อีกต่อไปค่ะ

ไม่ใช่ว่ารายการบันเทิงไม่ดีนะ
เรารู้ว่าทุกคนที่สร้างสรรค์สื่อออกมาเขาก็ตั้งใจทำกันทั้งนั้นแหล่ะค่ะ
...มันผิดที่เราเองเนี่ยแหละ 
ก็เหมือนการกินบุฟเฟ่ต์ คือกินเยอะไม่รู้ตัว 
และแน่นอนว่า การกินมากไปไม่ดีต่อสุขภาพร่างกาย 


ความโชคดีของเราคือบรรดา Youtuber ที่เราติดตาม เค้าพากันพร้อมใจไปทำพอดคาสต์ค่ะ ที่เรามาเริ่มสนใจฟังพอดคาสต์ก็เพราะสาเหตุนี้ล่ะ พอหลายคนเริ่มแตกไลน์มาลง platform ใหม่เราก็ตามค่ะ บางคนก็ใช้คลิปเดียวกันกับยูทูปมาลงพอดคาสต์ บางคนก็ขยันมาก ทำคลิปใหม่เลย เนื่องจากเป็นคนที่เราชื่นชมผลงานเค้าอยู่แล้ว พอเค้ามีช่องพอดคาสต์ เราก็ตามไปฟังต่อได้แบบสบายๆ น่ะค่ะ

ความดีความงามของพอดคาสต์ก็คือ มันเหมือนวิทยุ เราสามารถเปิดเสียงไว้แล้วทำอย่างอื่นไปด้วยได้ เราชอบฟังตอนหั่นผักหั่นผลไม้ค่ะ(พอดีว่าเป็นคนเงอะงะ หั่นผักหั่นผลไม้ช้ามากค่ะ) กับเปิดฟังตอนแต่งหน้าแต่งตัว จะมีพอดคาสต์บางช่องที่ช่วยเรื่องสมาธิค่ะ ก็จะเปิดคลอไป หรือบางช่อง น้ำเสียงคนพูดหนักแน่นมาก เหมาะไว้เปิดฟังตอนออกกำลังกาย เราก็จะเปิดฟังตอนวิ่งค่ะ

ข้อดีของพอดคาสต์คือ มันสะดวกกว่าวิทยุ เพราะมันจะมีชื่อคลิปชัดเจน มีคำอธิบายว่าคลิปนี้จะพูดเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง เรารู้ก่อนเปิดฟังเลยว่าจะได้ฟังเรื่องอะไร บาง channel เค้าแยกเป็นนาทีให้เลยว่านาทีที่เท่าไร คุยเรื่องอะไรกันบ้าง ก็เลื่อนไปฟังได้ตามนั้นเลยค่ะ
 
ล่าสุดก็เจอช่องพอดคาสต์ภาษาไทยสนุกๆ ด้วย ก็คือช่อง Omnivore ของคุณโตมรกับคุณทีปกรณ์นั่นเอง สนุกดีค่ะ น่ารักดี
 
เราเป็นพวกอะนาล็อกนะคะ กว่าจะเปิดประสบการณ์พอดคาสต์ได้ถึงล่าช้ามาขนาดนี้ 555 แต่ถึงจะมาช้าแต่เราก็มาแล้วนะ และเราชอบมากๆ ค่ะ ดีใจที่ได้รับสารอาหารดีๆ การฟังพอดคาสต์มันปลุกพลังดีนะคะ เพราะแต่ละคนที่มาคุยไม่มีใครเหมือนกันเลย เราชอบฟังการคิด การวิเคราะห์และมุมมองในการใช้ชีวิตของแต่ละคน เยี่ยมมาก สนุกจริงๆ



3 พลังของ baby steps และ planner

วิธีจะกินสเต็กชิ้นโตๆ ก็คือ ต้องหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำก่อนเอาเข้าปาก
 
มันก็เป็นตรระกะง่ายๆ นะคะ แต่ทำไมถึงละเลยเจ้า baby steps อยู่บ่อยๆ นะ...

พอบอกตัวเองว่าได้เวลาเริ่มต้นงานเขียนชิ้นใหม่ ให้เวลารีเสิร์ช 3 เดือนนะ แต่จนแล้วจนรอด เวลาผ่านไปแล้ว 1 เดือนชนิดไม่เห็นความคืบหน้าใดๆ ทั้งสิ้น

ตอนพลิกปฏิทินเข้าสู่เดือน 7 เรานี่แทบช็อคเลย เดี๋ยวนะ เวลาเดือนมิถุนายนของฉันโดนใครปล้นไป!

ตอนแรก ตั้งใจจะอ่านหนังสือหนึ่งกองไปเรื่อยๆ เพื่อเก็บข้อมูล แต่ดูเหมือนการ “ทำไปเรื่อยๆ“ ไม่น่าใช่วิธีการที่ดีเท่าไร

เราเลยตั้งหลักใหม่ หยิบหนังสือขึ้นมาดู พิจารณาว่าเล่มนี้มีกี่บท แล้วลองประเมินว่าวันนึงจะอ่านได้กี่บทใน 2-3 ชั่วโมงจากนั้นก็เขียนลงไปในตารางเวลา(planner) ของเราเลยค่ะ ลงวันที่ไปเลยให้เรียบร้อย ไล่ไปทีละบทจนจบครบเล่ม ทำให้มันเป็นเหมือนงาน และถ้าหากมีใครจะมาชวนเราไปไหนในช่วงเวลานั้น ก็ปฏิเสธไปเลยว่าไม่ว่างเพราะทำงานอยู่ (ก็มันเป็นงานจริงๆ นี่คะ)

เราลองใช้ planner แบบ 100 วัน กับแบบรายชั่วโมง แต่มันดูไม่ค่อยเหมาะกับนิสัยของเราเท่าไร สุดท้ายก็ใช้เจ้า planner ปกติที่เป็นรายเดือนเนี่ยล่ะค่ะ

พอลงรายการหนังสือที่ต้องอ่านแบบแยกบทลงไปแล้ว ตารางเราแน่นไปอีกนานมากเลยค่ะ 

ส่วนหนึ่งมันก็เป็นการผูกมัดตัวเองนะ 
การเขียนให้เห็นชัดๆ มันก็เป็นการบอกตัวเองให้รู้ว่ายังมีอะไรให้ต้องทำอีกมากนะ... เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกลมาก ถ้าไม่ลงมือทำ มันก็จะไม่ได้เดินหน้าไปไหนสักทีนะ 


4 Say No - เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ

สืบเนื่องจากข้อ 3 การลงตารางเวลาไว้แบบนั้น มันทำให้เรามีเหตุผลที่จะตอบตัวเองว่าตอนนี้ “เราไม่ว่าง” เพราะเรามีเรื่อง “จำเป็นต้องทำ”

สำหรับเพื่อนหรือคนรอบข้างคงไม่ได้มองว่าการอ่านหนังสือเป็นเรื่องสำคัญอะไรเท่าไร สำหรับเขา เจ้าสิ่งที่เราทำอยู่ เค้าก็คงมองว่าไม่ต่างอะไรกับงานอดิเรกหรอกค่ะ


“ทำไมอ่ะ แล้วต้องทำเฉพาะตอนนี้ด้วยเหรอ เดี๋ยวค่อยทำไม่ได้เหรอ” 
เคยได้ยินประโยคประมาณนี้ไหมคะ? 

การเป็น people pleaser มันเจ็บปวดนะคะ 
และเพราะเราอยากถูกมองว่าเป็นคนดี ถึงได้ยอมๆ เค้าไป

“ไปก็ได้ เดี๋ยวค่อยหาเวลาอื่นมาทำทีหลังแล้วกัน  มันก็ไม่ได้รีบร้อนขนาดจะต้องทำเดี๋ยวนี้ขนาดนั้นหรอก” 

ก็เพราะว่าคิดแบบนี้...
แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้มีเวลากลับมาทำงานชดเชยหรอก 

งานถึงได้ไม่คืบหน้า เจ้าสิ่งที่ตั้งใจไว้ก็เลยไม่เคยเดินหน้าไปถึงไหน 
สุดท้าย ก็มาหัวเสียกับตัวเอง แล้วก็พาลไปโทษคนอื่น


มันไม่ใช่ความผิดของเพื่อนหรือคนรอบตัวหรอกนะที่จะเห็นว่าเราว่างอยู่ตลอดเวลา
เราไม่แสดงออกให้ชัดเจนเองนี่นาว่า “เราไม่ว่าง”

ดังนั้น การลงตารางเวลาเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นเพื่อบอกตัวเอง, เพื่อย้ำเตือนตัวเอง, แล้วก็เพื่อจัดการตัวเองเนี่ยแหละว่าก่อนจะตอบรับนัดใคร ช่วยดูก่อนว่าตัวเองว่างไหม ถ้าไม่ก็ตอบไปเรียบเรียบๆ ว่า “ติดงาน”

ส่วนหนึ่งแล้วเพราะว่างานเขียนเป็นงานที่โชว์ work in process ยากด้วยล่ะนะ
ถ้าเป็นจิตรกรมันก็มีภาพร่างให้เห็น
ถ้าเป็นคนทำหนัง มันก็มีสตอรี่บอร์ด มีการประชุมวางแผน
ถ้าเป็นดีไซเนอร์ มันก็มีการวาดภาพเสื้อผ้าหรือออกไปเดินเลือกเนื้อผ้าแบบต่างๆ มาให้หยิบจับเปรียบเทียบ หาซิป หากระดุม

แต่ธรรมชาติของงานเขียนมันโชว์อะไรให้ใครเห็นไม่ได้เลยจนกว่า First Draft จะเสร็จออกมานี่นา หรือถ้าจะโชว์ได้มันก็คือกระดาษ 1 ปึก, หนังสือที่เอามาไว้เปิดหาข้อมูล 1 กอง, หรือไม่ก็โฟลเดอร์ที่เต็มไปด้วยรูปภาพและไฟล์ Word 1 ไฟล์ ถ้าหากเพื่อนหรือคนรอบตัวเห็นของแบบนี้แล้วก็คงจะยิ่งไม่เข้าใจกันไปใหญ่ว่า “ไอ้ของพวกนี้เรียกว่าความคืบหน้าได้ด้วยเหรอ?”
 
เรียนรู้ที่จะเคารพในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ และหัดปฏิเสธนะคะ
โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องหัดปฏิเสธให้เป็นค่ะ



5 ปิดเสียงโทรศัพท์ แล้ววางไว้ห่างๆ ตัว

ถ้าใครต้องประสานงานกับทีมหรือลูกค้าแบบเรียลไทม์หรือเฝ้าหน้าจอเพื่อ day trade คงไม่สามารถทำข้อนี้ได้ แต่ถ้าตำแหน่งและความรับผิดชอบของเราไม่ได้เรียกร้องความฉับไวขนาดนั้น ปิดเสียงโทรศัพท์และวางมันไว้ไกลๆ ตัวเลยค่ะ มันไม่มีอะไรที่รีบขนาดนั้นหรอก

โทรศัพท์นี่เป็นตัวที่ทำให้เราอู้งานง่ายมากจริงๆ ค่ะ ทั้งที่ก็เปิดคอมพิวเตอร์อยู่แท้ๆ ก็ยังไม่วายหยิบมือถือมาไถๆ ดูหน่อยซิว่า Facebook มีอะไร YouTube มีอะไร Pantip มีอะไรน่าสนใจบ้าง

บางทีก็มึนพฤติกรรมตัวเองอยู่นะคะเพราะว่าคอมก็เปิดอยู่ จะหยิบมือถือขึ้นมาไถหน้าจอเพื่ออะไรกันนะ

เราโดนเพื่อนว่าประจำเลยค่ะว่าไม่ยอมรับโทรศัพท์ บ้างก็ว่ารับโทรศัพท์ช้า ติดต่อยาก 
แต่ถ้าเป็นเพื่อนสนิทเรา เค้าจะเข้าใจดีค่ะ เพราะเค้าเข้าใจ เค้าจะไม่โทรมา แต่จะพิมพ์ข้อความทิ้งไว้ในไลน์ เราพร้อมตอบเมื่อไร เดี๋ยวเราก็จะตอบกลับเอง

มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะให้ความสำคัญกับอะไรด้วยล่ะมั้ง คิดว่าอย่างนั้นนะคะ



6 ตื่นให้เช้าขึ้น

เราเป็นพวกนอนดึกตื่นสายค่ะ หลับตี 2 นี่เรียกว่ากำลังดี ยิ่งดึกสมาธิก็ยิ่งดี 
แต่มันก็จะมีบางวันที่บังเอิญได้ตื่นเช้า ลุกขึ้นมาตอน 6 โมง 7 โมง ซึ่งมันเพิ่มชั่วโมงการทำงานให้เราได้ 2-3 ชั่วโมงเลย ทำให้มีชั่วโมงการทำงานมากขึ้นด้วย

พี่ชายเราแนะนำให้ตื่นแต่เช้าและเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม ...บอกเลยว่ายังทำไม่ได้ค่ะ ตอนนี้แค่ขยับขึ้นมาให้หลับในช่วงเที่ยงคืนถึงตี 1 ได้นี่ก็จัดว่านอนเช้าแล้ว แต่ต้องยอมรับเลยว่าวันไหนถ้าตื่นเช้าได้ สมาธิจะดีแล้วทำงานได้มากจริงๆ ค่ะ



7 ไม่อ่านข้อความในโทรศัพท์จนกว่าจะกินอาหารเช้าเสร็จ

เราเรียนรู้วิธีนี้มาจากหนังสือ Eat Move Sleep (กิน หลับ ขยับตัว แปลไทยแล้วโดยสำนักพิมพ์ Open Worlds) พอลองทำดูแล้วมันก็ดีจริงๆ มันทำให้เราเริ่มต้นวันใหม่ได้แบบดีงามและก็มีสมาธิในการทำงานแบบดีเลิศเลยค่ะ

เดิม: ตื่นนอน >> ปิดนาฬิกาปลุกในมือถือ >>เช็คข้อความในไลน์และเฟซบุ๊ค เช็คอัพเดทแต่ละแอพ >> ลุกจากเตียง อาบน้ำ แต่งตัว >>กินข้าว ดื่มกาแฟ >>เริ่มงาน

ใหม่: ตื่นนอน>> ปิดนาฬิกาปลุกในมือถือ >>ลุกจากเตียง อาบน้ำ แต่งตัว >> กินข้าว ดื่มกาแฟ>> เช็คข้อความในไลน์และเฟซบุ๊ค >>เริ่มงาน


วัตรปฏิบัติตอนเช้ามีส่วนสำคัญที่จะทำให้อารมณ์อยู่ในเกณฑ์ดีหรือไม่ดีไปได้ทั้งวัน เราพบว่าช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ควรถนอมไว้เพื่อดูแลจิตใจตัวเองให้พร้อมรับวันใหม่
  
การขยับกิจกรรมเช็ค LINE กับ Facebook ไปไว้หลังกินข้าวดื่มกาแฟเสร็จ มันทำให้จิตใจเราได้เตรียมพร้อม สมองและร่างกายเรา Active พร้อมจะเริ่มต้นลงมือทำงานแล้ว ความเร็วในการพิมพ์ข้อความหรือความไวในการโต้ตอบบทสนทนาจะตอบสนองได้ดีกว่าในขณะที่ยังงัวเงียเมื่อตอนแรกตื่นค่ะ

จริงๆ ถ้าเสิร์ชคำว่า morning routine ใน YouTube ก็จะมีอะไรดีๆ ออกมาให้ดูเยอะมากค่ะ

คุณเพื่อนสาวสวยคนหนึ่งของเรา เธอจะดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้องพร้อมบีบน้ำมะนาวลงไป 2 ซีกค่ะ  กลิ่นซีตรัสช่วยเติมความสดชื่น เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า แล้วก็ทำให้ลำไส้ทำงานได้ดี เธอคนนี้ยังสุนทรีย์มากพอจะค่อยๆ ทำอาหารเช้าทานเอง ตอนเพื่อนคนนี้มาพักที่บ้าน มื้อเช้าเราหรูหราประหนึ่งว่าไปกินตามร้านอาหารที่เสิร์ฟพวกมื้อ brunch เลยล่ะค่ะ

หรืออย่างอดีตเจ้านายคนนึงที่เรารักและเคารพมาก เธอตื่นมาโยคะทุกวันทำมาเป็น 10 ปีแล้วค่ะแถมยังทำ Detox ทุกเช้า เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอายุคุณเจ้านายจะ 60 แล้วยังหุ่นดีผิวสวย จิตใจร่าเริงแจ่มใส คือเธอดูแลตัวเองดีมากค่ะ

หรือคุณน้องชายสุดหล่อคนที่แนะนำให้อ่าน Eat Move Sleep ตอนน้องมาพักที่บ้าน คุณน้องตื่นตั้งแต่เช้าออกไปวิ่งรอบหมู่บ้านค่ะ! แถมยังไปจ่ายตลาดสด ซื้อผักผลไม้เข้าบ้านมาอีกต่างหาก ...คือเราเป็นพี่นี่เกิดความละอายแก่ใจเลยนะ ใช่ค่ะ คุณน้องชายเป็นสาย healthy ค่ะ แต่ที่น้องต้องลุกมาดูแลตัวเองขนาดนี้ก็เพราะความเครียดของงานค่ะ ถ้าไม่รักษาร่างกายให้พร้อม ก็ทำงานที่มีความกดดันมากขนาดนี้ไม่ไหวน่ะค่ะ 


เหมือนจะออกนอกเรื่องเสียมาก แต่อยากบอกว่า “ช่วงเวลาตอนเช้าเป็นช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์” นะคะ ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์ตื่นเช้าหรือมนุษย์ตื่นสายแบบเรา

จัดสรรช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนเริ่มต้นวันให้เป็นเวลาที่คุณได้อยู่กับตัวเองเต็มที่ 
กินอาหารดีๆ
เตรียมตัวเองให้พร้อม 
แล้วก็เริ่มต้นลงมือทำงานแบบยิงยาวไปเลย
ความสามารถในการ focus มันเยี่ยมกว่ากันมากจริงๆ ค่ะ


แน่นอน. 
บทความนี้ก็เขียนขึ้นตอนเช้าก่อนที่เราจะเริ่มเช็คข้อความใน LINE และ Facebook ค่ะ :-) 
เราชอบการได้จมอยู่ในหัวของตัวเอง ก็เลยอยากจะถ่ายทอดวิธีการจัดการเวลาอย่างง่าย ก่อนที่จะถูกรบกวนด้วยข้อมูลปริมาณมหาศาลที่จะปรากฎขึ้นทันทีที่เราหยิบมือถือขึ้นมาดูนะคะ

แต่เนื่องจากเราก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แถมหย่อนยานวินัยอีกต่างหาก เมื่อวานมีโอกาสเดินผ่านร้านหนังสือค่ะ เลยซื้อหนังสือสุดคลาสสิคด้านการจัดการเวลามาเล่มนึงค่ะ Eat That Frog นั่นเอง เราเคยอ่านครั้งนึงเมื่อนานมากแล้ว อ่านไม่รู้เรื่องเลยค่ะ ตอนนั้นคงเด็กเกินไป แต่ตอนนี้คิดว่าสมควรต้องขอเรียนรู้เทคนิคจากคุณไบรอัน เทรซี่ แล้ว

ถ้าหากว่าใครมีแนวทางดีๆ เกี่ยวกับการจัดการเวลา หรือมีช่องพอดคาสต์ดีๆ จะแนะนำ โปรดชี้แนะด้วยค่ะ 


ไปแล้ว
Happy Creating ka! 


nananatte
12.07.2018




SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด

Comments

Nui_Napat
5 months ago
บทความแนวที่ผมชอบ มาอีกแล้ว book mark ไว้เรียบร้อย (เป็นตัวอย่างของการ procrastinate อย่างเป็นรูปธรรม 55+)

ถ้าให้แนะนำเพิ่ม ผมชอบ eisenhower box จัดเวลาการทำสิ่งเร่งด่วนและสำคัญครับ
Reply
nananatte
5 months ago
คุณหนุ่ยคะ ช่วงหลังณัฐว่า การรีเสิร์ชก็เป็นการ procrastinate รูปแบบหนึ่งนะคะ 555

พึ่งรู้ว่าสี่เหลี่ยม 4 ช่องของความสำคัญกับความเร่งด่วน เค้าเรียกว่า eisenhower box  ไม่เคยรู้ชื่อเรียกเลยค่ะ แต่ถ้าคุยเรื่องนี้ก็ต้องคุยกันอีกยาวค่ะ 555
Nui_Napat
5 months ago
555 เข้าใจเลยครับ อ่านไว้ก่อน แล้วบอกตัวเองว่าทำการบ้านอยู่นะ

สี่เหลี่ยมสี่ช่องหนุ่ยเพิ่งเขียนไว้กระชับๆ โพสนี้ฮะ

http://storylog.co/story/5b3c95c4a57dec1567e609d4
takumacheerup
5 months ago
หวัดดีค่า มาแลกเปลี่ยนกันนะคะ
1. ถ้าเป็นเรื่องงาน ทำแล้วได้ผลดีมากคือ
วางแผนรายปี ใช้excelช่วย > ต้นสัปดาห์วางแผนลำดับความสำคัญอีกครั้ง>ถ้างานไหนมีรายละเอียดปลีกย่อยใช้เช็คลิสต์ช่วยเก็บแต้มว่าทำไปถึงไหน >เวลามีงานเร่งด่วน ใช้กฎโฟกัสงานสำคัญ 30นาที แล้วพักไปทำงานจุกจิกหรือทานขนม ลองมา3ปี ได้ผลดี ไม่ต้องทำโอฟรี กลับบ้านตรงเวลา ไม่เปลี่ยนวิธีแล้วค่ะ
2. ถ้ามี passion ที่อยากทำเป็นงานอดิเรก >ตั้งdeadlineว่าให้เสร็จเมื่อไหร่>วางแผนรายเดือนว่าต้องทำอะไร>ลงกิจกรรมย่อยในวันหยุด
3. ถ้าเป็นเวลาส่วนตัว เราเป็นคนไม่ชอบวางกำหนดการเป๊ะ จะอึดอัด เลยใช้วิธี >เซ็ทว่าแต่ละวันของทุกสัปดาห์จะทำอะไร แค่วันละ1-3อย่าง > ถ้ากิจกรรมไหนใช้เวลามาก ก็ซอยย่อยวันละนิดในเวลาเดียวกัน
4. ส่วนกิจวัตรยามเช้าสำคัญสุด ตื่นรอด เพราะนอนเร็ว ถ้าวันไหนไปวิ่ง ก็จะเป็น >ตื่น>อ่านหนังสือศาสนา>วิ่ง>รดต้นไม้>กิจวัตรประจำวัน จึงจะทำให้วันนั้นมีพลัง เพราะเริ่มต้นดี
(วิธีการของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน เพราะเรามีนิสัยต่างกัน)
*อาจจะไม่สามารถทำทุกอย่างได้หมด
แต่ถ้าทำสิ่งที่สำคัญก่อน เราจะเริ่มรู้สึกว่ามีเวลาให้ทำอะไรอีกเยอะ 
เอาใจช่วยนะคะ
Reply
takumacheerup
5 months ago
เคยเขียนเรื่อง วิธีจัดการงานเยอะให้อยู่หมัด
ในนั้นจะมีลิงค์excel ตารางแผนงานรายปี
ปรับได้ตามชอบใจ เช่น เปลี่ยนสีแต่ละหมวดงานเป็นสีที่ชอบ ซึ่งอันนี้แหล่ะที่แก้ปัญหางานเยอะ จัดโครงการหลายโครงการได้อยู่หมัดเลยจ้า ลองดูนะ 😎
nananatte
5 months ago
คุณ takuma เราหาไม่เจอค่ะ T___T
takumacheerup
5 months ago
มาแระจ้า
https://storylog.co/story/5a1b5a0d6687532b7d0a8166
jxqxxy
5 months ago
ขอบคุณสำหรับสตอรี่ล็อคดีๆนะคะ ช่วยแนะนำแชแนลพอดคาสต์ให้หน่อยได้มั้ยคะ ปกติเราฟังOmnivoreกับthe standartค่ะ
Reply
nananatte
5 months ago
ภาษาไทย เรายังไม่ค่อยรู้จักเลยค่ะ
ภาษาอังกฤษ ที่ชอบมากๆ คือช่อง Lavendaire Lifestyle กับ Melissa Ambrosini ค่ะ

เดี๋ยวจะลองฟัง the standard นะคะ ยังไม่เคยฟังเลยค่ะ ติดตามแต่บทความน่ะค่ะ

ขอบคุณที่แนะนำค่า ^___^
N-I-C-H-A
5 months ago
ชอบบทความนี้จังเลยค่ะ ชอบอ่านอะไรแบบนี้มากกกกกก อยากทำตามเลย555 เมื่อก่อนฟังpodcast บ่อยมาก แต่หลังๆไม่ค่อยได้ฟัง สงสัยต้องไปหาฟังซะแล้ว
Reply
nananatte
5 months ago
ฟังตอนนั่งรถไปทำงานหรือถ้าขับรถ ตอนรถติดๆ เปิดพวกนี้ฟังก็ได้ค่ะ
เราจะเปิดฟังตอนต้องทำอะไรนานๆ แต่ไม่ต้องใช้สมาธิน่ะค่ะ เช่น รีดผ้าทั้งกอง กวาดบ้านถูบ้านอะไรพวกนี้ คุณ Nicha แนะนำช่องพ็อดคาสต์ได้เลยนะคะ ยินดีมากเลยค่ะ :-)