ถึงคราวต้องหลั่งเลือด
หากถึงคราวต้องหลั่งเลือด ก็จงหลั่งเลือดให้สมกับเป็นลูกผู้ชาย
มันเป็นอีกหนึ่งวันที่ผมเกือบเสียชีวิต...


ช่วงนี้ผมมักจะเบื่อกับสิ่งที่เป็นอยู่
เลยพยายามหาวิธีก้าวข้ามตัวเอง

ผมมีความลับนึงอยากจะบอก...

ผมเป็นคนที่กลัวโรงพยาบาล กลัวเข็ม กลัวเลือด แค่ได้กลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อ
ก็แทบทรุดแล้ว

มันเป็นความกลัวที่ไม่สมเป็นลูกผู้ชายเอาซะเลย
แต่ถ้าจะเป็นลูกผู้ชายที่แกร่งกล้ายิ่งขึ้น
ผมต้องก้าวข้ามมันไป

ทันทีที่คิดได้ 
โชคชะตาก็ส่งบททดสอบมาให้ผม

มีประกาศขอรับบริจาคเลือดกรุ๊ปO
ด่วนมากที่โรงพยาบาลพระปกเกล้า
เอาล่ะนี่เป็นโอกาสของผมแล้วที่จะได้ก้าวข้ามความกลัว

ผมคิดอย่างเดียวคือ
‘ต้องไปบริจาคเลือดให้ได้!’
แม้ในใจจะมีเสียงเล็กๆว่า 
‘อย่าเลย มันน่ากลัวจะตาย’
‘มันคงต้องเจ็บมากแน่ๆ’

แต่เมื่อตัดสินใจที่จะก้าวข้ามตัวเองแล้ว 
ผมก็จะทำ 
ถึงแม้จะกลัวมากก็เหอะ

ผมไปถึงโรงพยาบาลประมานทุ่มนึง
คิดว่าเป็นคนบริจาคคนสุดท้าย

พี่เจ้าหน้าที่ก็ถามข้อมูลว่านอนพอมั้ย
ผมก็ตอบว่า 
‘น่าจะพอนะครับ ผมนอนสองทุ่มตื่นสี่ทุ่มแล้วนอนอีกทีเที่ยงคืนตื่นหกโมง’
เขาก็ปรึกษากันว่าบริจาคได้ไหม 
สุดท้ายก็ตกลงกันว่าผมได้บริจาค

ระหว่างกรอกใบข้อมูล 
ผมก็คุยกับเจ้าหน้าที่ว่า
‘พี่ครับ มันจะเจ็บไหมครับ
ผมเพิ่งมาบริจาคครั้งแรกอะครับ’

‘นิดเดียวค่ะน้อง เหมือนมดกัด’
‘จริงเหรอครับ แต่มดกัดมันก็เจ็บนะครับ
แล้วมดมันก็ไม่ได้ปากแหลมแบบนี้ด้วย’

‘ยื่นมือมาค่ะ จะทำการเจาะเลือดตรวจ’
‘งือออ ผมกลัวเข็มอ่ะ’
‘แปบเดียวน่า’

พี่ผู้หญิงคนหนึ่งใช้อุปกรณ์อะไรสักอย่างกับปลายนิ้วนางของผม
มันมีเสียงดัง ‘แป๊ะ’ 
แล้วเลือดก็ไหลออกมา

‘ฮือออ’
ผมครางเบาๆจนพี่เขาต้องพูดว่า
‘ไม่เป็นไร แค่นี้เอง’

ผมเหลือบไปมองเลือดที่ไหลจากปลายนิ้ว โดยถูกเอาไปหยดใส่สไลด์ 3 หยด

ผมพยายามทำหน้านิ่ง
แต่อันที่จริงคือใจแป้วไปหมด
มันโหวงๆเหวงๆ ตั้งแต่ได้กลิ่นโรงพยาบาลแล้วนะ

นี่ต้องมาเจอเข็มกับเลือด
ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง
ถึงกับหน้าซีดเลยทีเดียว 
ผมพยายามยิ้มเก็บอาการประมาณว่า
‘กลัวนะแต่มะแสดงออก’

พอตรวจเลือดกับวัดความดันเสร็จ
เค้าก็บอกให้ผมไปกินน้ำเยอะๆ
ผมก็ทำตามคำแนะนำอย่างดี
กินไปประมาน11แก้วกระดาษได้มั้งถ้าจำไม่ผิด

สักพักเค้าก็เรียกชื่อผมให้ไปขึ้นเตียง
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเหมือนคนที่กำลังเล่นเกมการรอดตาย
เหมือนในหนังเรื่อง SAW เป็นนักโทษที่ต้องเอาชีวิตรอดจากเครื่องประหาร

คนที่ท่าทางเหมือนหมอเดินมาทาอะไรบางอย่างที่แขนผม เตรียมเข็มและถุงเลือดให้พร้อมเจาะ

ตอนที่ผมเห็นเข็มรูเท่าหลอด
ใจนี่เบาหวิวจนแทบจะปลิวหาย

‘หมอครับ จะเจ็บมากไหมครับ?’
ผมถามด้วยสีหน้ายิ้มเก็บอาการ

‘หมอไม่เจ็บหรอก เพราะหมอเป็นคนเจาะ
แต่คนไข้สิน่าจะเจ็บ’
หมอพูดเชิงกวนๆ แล้วนำสายอะไรบางอย่างมารัดที่แขนผม

‘ผมคงไม่ตายใช่ไหมครับ?’
ผมถามพี่ผู้ช่วยหมอ
‘ก็ต้องรอดูอาการ 
แต่ก็มันก็ไม่เป็นไรหรอกน่า’
‘ฮืออออออออ
ถึงขนาดต้องรอดูอาการเลยเหรอครับ’

พี่ผู้ช่วยกำลังแกล้งผมอยู่แน่ๆ 
แค่เห็นเข็มก็บั่นทอนกำลังใจมากพออยู่แล้ว เจอคำว่ารอดูอาการนี่ไปกันใหญ่เลย

‘ฮืออออออ โอ๊ยยยยยย’
‘ยังงง ยังไม่เจาะเลยจะร้องทำไม’
หมอหัวเราะเบาๆ และเตรียมที่จะเจาะ

‘อ้าวเหรอครับ ผมร้องเผื่อไว้ก่อน’
‘จะเจาะแล้วนะ’
‘ฮือออออออ’

ผมกลัวจนต้องหลับตา
ขณะนั้นเองก็สัมผัสได้ว่าโดนอะไรบางอย่างแทงเข้าไปที่แขน 
ใช่แล้วพี่เค้าบอกว่ามันเหมือนมดกัด
ผมกำลังโดนมดกัดอยู่สินะ

แต่ใจก็คิดว่า ‘มดบ้าอะไรปากกว้างอย่างกับหลอกดูดน้ำ ฮึ่ยยย’

สักพักเค้าก็เอาลูกกลมๆมาให้ผมบีบ
บีบๆไปเลือดก็ไหลออกออกไปตามสาย
มันก็เฉยๆไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร 
แค่ใจยังโหวงๆอยู่เหมือนเดิม

นอนๆอยู่ก็มีผู้ชายวัยกลางคนมาบริจาค
ผมกลายเป็นรองสุดท้ายของวันซะแล้ว

ไม่นาน เลือดของผมก็เต็มถุง
ขณะเขาดึงสายออกผมก็ร้อง
‘โอ๊ยยยย’

‘จะร้องทำไมเนี่ย’
พี่ผู้ช่วยถาม
‘อ้าว โทษทีครับ ผมนึกว่ามันเจ็บมาก
เลยร้องเผื่อไว้’
‘แหม่’

เขาคงจะรำคาญผมนิดหน่อยที่ผมร้องอย่างกับจะถูกเชือด 
ก็ครั้งแรกนี่นา 
มันก็ต้องมีร้องกันบ้างแหละ

แล้วเขาก็ให้ผมนอนพัก
แจกยาบำรุงเลือดกับไข่ต้มมาให้
พักนึงผมก็ลุกไปนั่งข้างนอก
มันก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไรนะ 
ไม่ได้เวียนหัวอะไรด้วย

จะว่าไป การบริจาคเลือดมันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนี่นา
หนีมันมาตั้งหลายปี วันนี้ชนะแล้ว เย้

หลังจากนั่งพักประมาน10นาที
ชายวัยกลางคนที่มาบริจาคหลังผมก็เดินออกประตูกลับบ้านไป
ผมก็คิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไรแล้ว
ก็ลุกขึ้นเดินตามออกไป

ประมาน14-15ก้าวที่เดินไป

ผมรู้สึกว่าทุกอย่างมันมืดลง
เหมือนผมหายใจไม่พอ จะขาดใจตาย
หัวผมวูบจนเกือบหมดสติ 
ต้องหายใจถี่ๆทางปาก
ผมไม่มีแรงแม้กระทั่งจะยืน

ผมโน้มตัวไปตรงเก้าอี้
มือนึงกุมหน้าอกไว้ หายใจลึกๆ
มันเป็นความรู้สึกเหมือนผมกำลังจะตาย
ผมไม่อยากตาย แต่ผมไม่มีแรงอะไรเลย


‘พี่ครับ..’
เสียงร้องเรียกที่หมดแรงของผมทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องรีบวิ่งมา

ผมไม่มีแรงแม้กระทั่งจะลืมตา
แต่ก็รู้สึกตัวว่ามีหลายคนแบกผมขึ้นนอนหงายบนโซฟา แล้วก็มีคนเอาแอมโมเนียมาให้ดม

‘ผมเป็นอะไรเหรอครับ’
‘น้องเป็นลมค่ะ รู้แล้วใช่ไหมว่าการเป็นลมมันเป็นยังไง’
เสียงผู้หญิงคนหนึ่งตอบผม

‘ครับ เหมือนกับจะตายเลย’

‘แหมไม่ถึงกับตายหรอก’
พี่อีกคนพูดขึ้นมา
‘นึกว่าจะต้องตายซะแล้ว ผมยังตายไม่ได้
มีครอบครัวต้องดูแล’
เสียงคิกคักดังขึ้น

‘น้องมีลูกมีเมียแล้วเหรอคะ?’
เสียงผู้หญิงคนนึงถามผม

‘ยังครับ ผมหมายถึงแม่น่ะครับ’

‘แหมดูสิ ปากซีดหน้าเหลืองเลย
อีกสักพักคงเขียว 
ยังไงถ้าดีขึ้นแล้วลุกขึ้นนั่งแล้วกินน้ำนี่นะ’
เสียงผู้หญิงคนนึงบอก

ผมค่อยๆลืมตา ลุกขึ้นช้าๆกินน้ำ
หมอถามผมว่าเป็นยังไงบ้าง
ยังรู้สึกวูบหรือมึนหัวอยู่ไหม

‘ไม่เป็นอะไรแล้วครับ
ผมดูเป็นยังไงบ้างครับ?’

‘หน้าเหลืองเลย’
หมอตอบ

‘หน้าเหลือง มันเป็นยังไงเหรอครับ 
ฟังดูตลกดี’
‘ลุกไหวไหม เดี๋ยวพาไปดู’
หมอพยุงผมลุกขึ้น พาไปส่องกระจก
มันเหลืองจริงๆด้วย 
เห็นแล้วตลกหน้าตัวเอง

จะว่าไปมันก็น่าเขินนะ
เป็นผู้ชายแท้ๆดันเป็นลม
มันดูเหมือนคนอ่อนแอ แถมคนทั้งห้องต้องมาช่วยกันหาม 
อายโคตร

หมอบอกให้ผมพักต่ออีกหน่อย
บริจาคครั้งแรก450ccบวกกับที่น้องกลัวเข็มด้วย มันก็เลยทำให้เป็นลมได้แบบนี้

พี่ผู้ช่วยถามว่าจะกลับบ้านยังไง
ผมก็บอกว่าขี่มอเตอร์ไซมา
เขาก็ถามว่าจะขี่กลับไหวมั้ย
ถ้าเป็นอะไรก็โทร1669นะ

ผมดีใจนะที่เค้าเป็นห่วง
แต่ถึงขนาดให้เบอร์รถพยาบาลฉุกเฉินมาเลยนี่สิ มันเหมือนปักธงให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน

ถึงยังไงชีวิตคนเราก็เต็มไปด้วยเรื่ิองไม่คาดฝันอยู่แล้ว
อย่างเมื่อกี้ แค่เป็นลมก็ดันรู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้นิดเดียว น่ากลัวโคตร

ผมรู้สึกว่าคนเราอ่อนแอกว่าที่คิด
ไม่เห็นเหมือนในหนังหรือในการ์ตูน
แม้จะโดนฟันโดนยิงจนเลือดไหล 
ยังกลับไปต่อสู้ได้

แล้วผมก็ขี่มอไซกลับบ้าน
พอจัดการตัวเองกินข้าวอาบน้ำเสร็จ
ก็ถามเพื่อนที่เป็นพยาบาลว่า
ตอนที่เป็นลมจนแบบรู้สึกว่ามันจะตายนี่มันอันตรายไหม

เธอบอกว่า
ถ้าความดันต่ำลงจนหมดสติ
ก็อาจจะช็อกตายได้  
เนื่องจากออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ 
ดีนะที่ผมร่างกายแข็งแรง

ที่เป็นลมสาเหตุมาจากนอนไม่พอแน่ๆ
ชั่วโมงนอนอาจจะถึง 
แต่เพราะหลับๆตื่นๆตลอดทั้งคืน

เค้าว่ากันว่าบริจาคเลือดแล้วจะได้บุญ
ที่ผมไปบริจาคก็ไม่ได้อยากได้บุญอะไร
แค่อยากชนะใจตัวเองเท่านั้น

คงเพราะผมได้ยินคำว่า
ทำนั่นแล้วได้บุญ ทำนี่แล้วได้บุญ
มันเหมือนกับเอาบุญมาอ้างให้เราทำอะไรๆ ถ้าเกิดไม่มีคำว่าบุญขึ้นมาล่ะเราจะยังคิดทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอยู่ไหม?

ผมไม่ได้อยากเป็นคนดีอะไร
อยากเป็นคนชั่วเลยด้วยซ้ำ
มันติดตรงที่ 
เวลาทำอะไรชั่วๆ ก็มักจะมีเรื่องราววุ่นวายใจให้มาตามล้างตามเช็ดทีหลังเสมอ
เป็นแบบนั้นมันน่าเบื่อ

ก็เลยเลือกไม่ทำชั่วให้ตัวเองสบายใจ
เป็นคนขี้เกียจที่รักในความสงบ
ไม่ชอบความวุ่นวาย

ชอบทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่เบียดเบียนใคร
และไม่ชอบให้ใครมาเบียดเบียน
อยากอยู่อย่างเรียบง่ายสบายๆมีความสุข
แค่นี้ก็ถือว่าชีวิตประสบความสำเร็จแล้ว

ส่วนด้านที่เหลือก็ใช้เวลาไปช่วยคนอยากจะช่วย ตื่นเต้นไปกับการท้าทายตัวเองในแต่ละวัน

80ปี ค่าเฉลี่ยชีวิตมนุษย์
ชีวิตมีเวลาสั้นๆ แค่สนุกไปกับมันก็พอ

เหมือนกับครั้งนี้
แค่ตื่นเต้นในการเอาชนะความกลัวของตัวเอง ก็เลยไปเผชิญกับมันซึ่งๆหน้าซะเลย

เลือด เข็ม โรงพยาบาล
แม้จะยังกลัวอยู่บ้าง แต่มันก็บั่นทอนจิตใจผมไม่ได้อีกต่อไป
เพราะมันถูกปราบด้วยใจที่เหนือกว่า

ส่วนเลือดที่ได้บริจาคไป
ก็ถือซะว่าเป็นผลพลอยได้จากการก้าวข้ามตัวเองแล้วกัน

ประสบการณ์แบบนี้ถือว่ามันสนุกดี
ยังไงถ้าครบเวลากำหนดจนบริจาคได้อีกครั้งเมื่อไหร่
ก็จะไปหลั่งเลือกให้อีกนะครับ...












SHARE
Writer
TheNax
Giant Slayer
ผู้หลงใหลใน Aquarium ติดต่องาน Line : thenaxnax

Comments

Girlwearsblue
2 months ago
ยินดีที่ก้าวผ่านความกลัวได้นะคะ เราว่าตอนเจาะนิ้วเจ็บกว่าตอนเจาะแขนอีกอ่ะ ตอนเจาะเลือดจริงมันแค่ชาๆ 😂
Reply
TheNax
2 months ago
มันหวิวๆด้วย
ว่าแต่มะกลัวเข็มเหรอครับ
(・Д・)
Girlwearsblue
2 months ago
ไม่กลัวว แต่เราเคยบริจาคแล้วจะเป็นลมเหมือนกันนะ คนเป็นกันเยอะ ไม่แปลกหรอก 🙂
TheNax
2 months ago
ขะ..แข็งแกร่ง (・Д・)
Prapankub
2 months ago
อ่านไปลุ้นไปว่า จะรอดไหมเนี่ย
Reply
MookySiripath
2 months ago
อันนี้จริงค่ะๆ5555
TheNax
2 months ago
( *`ω´)
tobe_free
2 months ago
ลุ้นแทนเลย ดีใจที่เอาชนะความกลัวได้นะคะ!
Reply
TheNax
2 months ago
อิอิ ขอบคุณครับ ( ´∀`)
GU
2 months ago
ไม่ได้เข้ามานานเเล้ว เจอเรื่องนี่ไปขำท้องเเข็งเลยค่ะ เหมือนเอาชีวิตตัวเองมาเขียนเลย
Reply