เป้าหมายและระหว่างทาง
ปี 2001 ในการแข่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและสเปอร์ส ครึ่งแรกเป็นไปอย่างน่าผิดหวังสำหรับฝ่ายแมนยู พวกเขาโดนนำ 0-3 เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน เดินเข้ามาหานักเตะในช่วงพักครึ่ง ทุกคนในห้องเงียบกริบ แน่นอนว่าทัศนคติของทีมระดับแมนยูนั้นพวกเขาตั้งเป้าหมายที่จะชนะทุกนัด แต่ดูเหมือนนัดนี้ช่างยากลำบากเหลือเกิน ถ้าต้องการชนะ พวกเขาต้องยิงอีก 4 ลูกในช่วงเวลา 45 นาทีที่เหลือ

“ยิงให้ได้ซักประตูก่อน แล้วค่อยดูว่าจะเอายังไงต่อ” นั่นคือคำสั่งในช่วงพักครึ่ง 
เมื่อพวกเขากำลังเดินกลับเข้าไปในสนาม เท็ดดี เชอร์ริงแฮม อดีตนักเตะแมนยูซึ่งตอนนั้นเล่นให้สเปอร์ส ตะโกนบอกเพื่อนร่วมทีมของเขาว่า “อย่าปล่อยให้พวกมันยิงประตูคืนได้เร็วนะ” เท็ดดีรู้ดีว่าแมนยูอันตรายมากในการไล่บี้คู่แข่ง แต่แล้วครึ่งหลัง แมนยูยิงได้ลูกแรกตามคำสั่ง และไม่น่าเชื่อว่าจบเกม แมนยูชนะสเปอร์ไป 5-3

จุดเริ่มต้นของชัยชนะอยู่ที่ประตูแรกของแมนยู แม้จะดูเล็กน้อยเพราะยังมีระยะห่างอีกตั้ง 2 ลูกถึงจะตีเสมอ ถึงยิงลูกแรกได้จะไม่การันตีชัยชนะ แต่ถ้าไม่ได้ซักลูกเลย คงแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย 
เซอร์อเล็กรู้เรื่องนี้ดีและเชื่อว่านักเตะของเขาก็พร้อมที่จะลุย แค่ประตูแรกก็เพียงพอที่จะจุดประกายให้กับนักเตะแมนยูที่กระหายต่อชัยชนะเดินหน้าเอาประตูต่อไป

เมื่อเราเริ่มเสียกำลังใจ เราต้องหาวิธีกลับมาให้เร็วที่สุด อะไรก็ได้ที่ทำแล้วเป็นผลดีกับตัวเรา เช่นการขอคำปรึกษาจากใครซักคน คำพูดบางอย่างของเขาอาจช่วยกระตุ้นให้เราคืนชีพ 
การอ่านหนังสือแล้วเจอประโยคที่สะกิดใจ มันอาจทำให้เราระลึกอะไรบางอย่างได้ 
การนั่งมองผู้คนแล้วคิดทบทวนตัวเองไปด้วยก็อาจทำให้ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว

แต่การที่จิตใจจะฟื้นกลับมาได้เร็ว เราก็ต้องมีการฝึกจิตใจให้แกร่งมาก่อนเช่นกัน และการทำจิตใจให้แกร่งสามารถทำได้ด้วยทำเป้าหมายให้สำเร็จ ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเล็กแค่ไหน

การตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เป็นเรื่องดี แต่ถ้าขณะนั้นเป้าหมายยังเกินความสามารถก็ควรที่จะทำเป้าหมายให้เป็นขั้นเล็กๆเพื่อให้เราก้าวขึ้นไปได้ทีละขั้น

เมื่อนักข่าวถามเซอร์อเล็กซ์ถึงเป้าหมายตอนเริ่มฤดูกาลใหม่ เขาไม่เคยตอบว่า “พวกเราตั้งเป้าที่จะได้แชมป์ลีก และถ้วยอีกสัก2 ใบ” กลับกันเขามักจะตอบว่า “พวกเราตั้งเป้าที่จะคว้าถ้วยให้ได้ซักใบ จะถ้วยไหนก็ได้ทั้งนั้น” เมื่อตั้งนิยามความสำเร็จที่ถูกต้องและเป้าหมายที่จับต้องได้ ผลคือทีมของเซอร์อเล็กซ์ไม่เคยมือเปล่าไม่ได้ถ้วยสำคัญๆ 2 ฤดูกาลติดเลย

แต่การที่จะสำเร็จได้ขนาดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจิตใจ แต่วินัยก็สำคัญ นักเตะที่จิตใจฮึกเหิมแต่ไม่มีวินัยย่อมไม่มีคุณสมบัติเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม ทีมที่ไร้วินัยก็ไม่ควรเป็นแชมป์

เมื่อคุณทิ้งวินัย เท่ากับคุณทิ้งโอกาสชนะและปล่อยให้ความโกลาหลเข้ามาครองสนามแทน ถ้าคุณสามารถรวมนักเตะที่เก่งกาจ 11 คนให้จดจ่อกับการฝึกซ้อม ดูแลอาหารการกินอย่างดี นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ และมาซ้อมตรงเวลา คุณก็เข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์ไปครึ่งหนึ่งแล้ว
 
สิ่งที่เซอร์อเล็กบอกไม่ใช่เคล็ดลับอะไรเลย เป็นสิ่งที่เรารู้กันอยู่แล้ว แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำตามได้ 
ถ้าคุณอยากจะเป็นแชมป์ คุณก็ต้องเตรียมร่างกายให้ดี เพื่อให้พร้อมลงแข่งได้ทุกนัด 

แจ็คกี้ สจ๊วต ผู้ซึ่งเคยครองแชมป์โลกฟอร์มูล่าวัน เคยกล่าวไว้ว่า "ถ้าคุณอยากเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก อันดับแรกคือต้องไปให้ถึงเส้นชัยซะก่อน” เขามักจะหงุดหงิดเสมอ เมื่อเห็นเหล่านักแข่งเข้าโค้งกันแรงๆมันทำให้เสียงยางดังสนั่นและเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมได้ แต่การทำแบบนั้นมันทำให้เนื้อยางกระจุย และต้องมาเสียเวลาซ่อมแซมระหว่างการแข่ง หรือยิ่งไปกว่านั้นคือเกิดอุบัติเหตุ 

แต่สจ๊วตจะดูแลรถให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด เพราะถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหาย ก็ยากที่จะไปถึงเส้นชัย เช่นเดียวกัน ถ้าระหว่างที่มุ่งสู่เป้าหมาย คุณไม่ยอมทบทวนตัวเอง ผิดพลาดก็ไม่คิดจะนำมาแก้ไข ละเลยวินัย มันก็เหมือนคุณขับรถไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่ยางแตก จะเกิดอุบัติเหตุเมื่อไหร่ไม่สามารถคาดได้

เรื่องความรักก็ไม่ต่างกัน คุณอยากมีชีวิตคู่ที่มีความสุข แต่พอคุณทำคนรักของคุณเสียใจ 
คุณไม่มาทบทวนตัวเองว่าทำอะไรลงไป เพิกเฉยในสิ่งที่ทำ ความรักของคุณอาจจะเกิดแผลลึก
ที่ยากจะรักษาก็ได้ 
 .
.
.
.
.
.
.
.
แหม่ เริ่มด้วยเรื่องบอล จบด้วยเรื่องรักได้ไงกันล่ะนี่




SHARE
Written in this book
All about Mindset
เติมพลังชีวิต ด้วยการอ่านเรื่องราวดีๆ

Comments

Inthewind
2 months ago
ชอบมากเลย ขอบคุณครับ
Reply