การเติบโตทางความรัก
01

ตอนที่ดูไพ่ยิปซี เราถามหมอดูด้วยความอยากรู้ว่า

“ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเค้าในอนาคตต่อไปจะเป็นยังไง”
 
ไพ่บอกว่า มันก็จะเรื่อยๆ แบบนี้ไปอีกเป็นปี ไม่ได้ใกล้กันขึ้น แต่ก็ไม่ได้หายออกไปจากชีวิต 
ซึ่งเราค่อนข้างโอเคกับคำตอบที่ได้รับ เพราะมันเป็นไปตามความจริงปัจจุบัน และตามคำตอบในใจที่คิดเอาไว้อยู่แล้วทุกอย่าง


หลังจากการเจอกันของเราครั้งสุดท้ายเมื่อสองเดือนก่อน
มันก็มีบางช่วงเหมือนกันที่เกิดคิดถึงจนอยากเจอ

แต่พอลองชวนไปสองสามหน ก็ได้คำตอบกลับมาว่า
“ไว้ก่อนแล้วกัน ช่วงนี้ขี้เกียจออกจากบ้านมาก”
 
เราก็โอเค รู้และเข้าใจ แล้วก็เปล่าน้อยใจเหมือนเมื่อก่อนด้วย
เพราะเท่าที่คุยกัน ช่วงนั้นเค้ายุ่งกับงานจนแทบไม่มีเวลานอน หนักไปจนถึงป่วยเสียงแหบร่างกายพังไม่เป็นท่า.. “พักผ่อนเยอะๆ รู้มั้ย” เราบอกเค้าก่อนวางสายไป


จากวันนั้นเลยเลิกพยายามวอแวชวนมาเจอกันอีก ต่างคนต่างใช้ชีวิตกันไป ในบางช่วงที่เรายุ่งมากๆ ก็แทบลืมเค้าไปเลยด้วยซ้ำ โดยบอกตัวเองว่า เดี๋ยวถ้าเค้าว่างอยากเจอเรา เค้าคงจะติดต่อเรากลับมาเอง..เหมือนที่ผ่านมา


02

แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ในอีกไม่กี่อาทิตย์ถัดมา 
ในตอนที่สายของเค้าโทรเข้ามาหาเราในตอนหกโมงเย็นของวันก่อน 

"จะชวนไปปั่นจักรยานที่บางกระเจ้าพรุ่งนี้"
"จริงปะเนี่ย พูดจริงพูดเล่น?"
"จริงดิ ว่างมั้ยล่ะ"

เดาคำตอบได้ไม่ยาก เราตอบตกลงแทบจะในทันที ไม่ได้กลัวหรือคิดกังวลตามประสาคนกลัวเจอคนแปลกหน้าด้วยซ้ำ ในตอนที่เขาบอกว่าจะมีน้องที่ทำงานอีกสองคนไปด้วย


มันก็มีเขินๆ บ้างในตอนแรกที่น้องเค้าแซวว่า 'อะไรกัน พาเด็กมาด้วย' 
(จนเผลอคิดไปว่าสรุปเค้าพาเด็กมาบ่อยใช่มั้ยเนี่ย...) 
แล้วก็ตอนที่เค้าสตั้นเงียบไป ตอนโดนถามว่า 'น้องที่ไหน รู้จักกันได้ยังไง?'

อาจจะเพราะมีคนอายุเท่ากัน บรรยากาศในทริปมันเลยไม่แย่อะไร

เผลอคิดว่าการไม่เจอกันบ่อยมันก็ดีเหมือนกัน ตรงที่ทุกครั้งที่เจอกันใหม่ มันทำให้เห็นพัฒนาการของตัวเองได้ชัด ว่าตอนนี้อัพเลเวลไปถึงไหนแล้ว

ยิ่งถ้าเทียบกับตัวเองเมื่อสองปีก่อน..มันห่างกันจนแทบไม่เห็นฝุ่นด้วยซ้ำ


03

รู้จักกันมาเกือบสี่ปีผ่านการทำงาน แต่เพิ่งได้เห็นมุมอื่นๆ ของเค้ากับเพื่อนที่ทำงาน มุมของเค้ากับคนอื่นๆ ที่อายุเท่าเราเป็นครั้งแรก.. มันก็ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองขึ้นมาเยอะเหมือนกัน

-อย่างแรกคือความปากร้ายของเค้า ที่เมื่อก่อนเราชอบสาดคำพูดร้ายๆ ใส่กัน.. 

บางอย่างที่เค้าพูด มันก็สมควรจะโดนจริงๆ อย่างตอนที่น้องเค้าพูดแหย่เล่นว่า 
"วันนี้พี่จะเลี้ยงอะไรพวกหนูคะ" แล้วเค้าพูดเสียงนิ่งกลับมาว่า "ก็พี่ขับรถมาให้แล้วไงคะ.." 
แล้วทุกอย่างก็เดดแอร์จนน้องเค้าเอ่ออ่า แสร้งเล่นเกมในมือถือต่อ ให้เราเผลอคิดว่าเออ เมื่อก่อนตัวเองก็คงเป็นประมาณนี้แหละ พูดอะไรที่ไม่ค่อยควร บรรยากาศระหว่างเรามันเลยมีแต่คำพูดลบๆ ความคิดลบๆ ใส่กันตลอด

คิดในแง่ของการทำงาน.. มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการเอาตัวรอดในสังคมที่แกร่งแย่งเอารัดเอาเปรียบได้ดีทีเดียวเช่นกัน


-อย่างที่สอง เป็นคำถามที่เราไม่แน่ใจ และถามตัวเองมาตลอด..

ระหว่างเราถือว่าสนิทกันไหม?
บางทีก็เหมือนจะใช่ แต่บางทีก็เหมือนจะไม่ใช่ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบ 
แต่จากเมื่อวานที่พยายามสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างเขากับน้องเค้าที่อายุเท่ากันกับเรา มันก็ช่างธรรมดา ไม่มีการโดนเนื้อต้องตัวกันแม้แต่ปลายเล็บ หรือใช้คำพูดหรือเอ่ยถึงเรื่องราวบางอย่างที่สนิทสนมมากเป็นพิเศษ

อย่างการใช้คำพูดแทนตัวเองว่าหนู ในขณะที่เราข้ามขั้นเป็นเรียกชื่อตัวเอง ไปจนถึงคำว่า'เรา' ไปแล้วในบางที หรือการที่เรามีการเดินจับข้อมือเค้าบ้าง และเค้าควงแขนเราบ้าง ถึงจะนานๆ ครั้ง แต่ก็ดูเหมือนเค้าจะไม่ค่อยทำแบบนี้กับคนอื่นเท่าไหร่?

โดยเฉพาะในบทสนทนาตอนที่เค้าพูดขึ้นมากลางวงว่าช่วงนี้ขี้เกียจมาก ตื่นแล้วก็นอนเกลือกกลิ้งบนเตียงขี้เกียจลุก แล้วเราหันไปยิ้มกรุ้มกริ่มบอกว่า "เชื่อค่ะเชื่อ เห็นด้วย" แล้วเค้ายิ้มกลับมาเหมือนรู้กัน 


อิแบบนี้คือมันเรียกว่าพิเศษกว่าคนอื่นป่าววะ? ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนอยู่ดี..


04

อีกอย่างที่เพิ่งเข้าใจอย่างเห็นได้ชัด ว่าการแสดงออกของคนที่ไม่รู้สึกอะไรด้วย กับคนที่รู้สึกอะไรด้วย มันโคตรจะต่างกัน จนเริ่มเห็นตัวเองแล้วว่าบางอย่างที่เราแสดงออกไป มันชัดเจนมาก..

เพราะการกระทำคนที่ไม่คิดอะไรด้วย เค้าคงไม่แสดงออกในการอยากเดินตามหลัง แล้วลอบมองเค้าผ่านแว่นกันแดดปรอทเงินบ่อยขนาดนี้ หรือรีบก้าวเข้าไปดูทันทีด้วยความเป็นห่วง ตอนที่เค้าโดนคนเดินชนจนแทบกระเด็น 

หรือแม้แต่คำพูดบางอย่าง อย่างตอนที่เค้าพูดเล่นว่าน่ามาอยู่แถวนี้ ใช้ชีวิต slow life ปลูกผักทำสวน แล้วเราหันไปบอกเค้าว่าพี่ซื้อบ้านสิคะ จะมาอยู่ด้วย.. แล้วเค้าก็สตั้นไปนิดนึง แบบนี้มันไม่น่าจะปกติ?


เราเชื่อว่าเค้ารู้มาตลอด.. แต่แกล้งจะมองข้ามไป ไม่พูดถึง และทำเป็นไม่เห็น

ถ้าเป็นสองปีก่อนคงร้องไห้ ฟูมฟาย โวยวายว่าทำไมเป็นแบบนี้
..ตอนนั้นความรักของเราคือการครอบครอง

แต่วันนี้เริ่มเข้าใจ และขอบคุณที่เค้าไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งทำเป็นไม่เห็น
เพราะนั่นหมายถึง มันยังเป็นโอกาสให้เราได้ดูแลเค้าไปแบบนี้เรื่อยๆ 


เพิ่งเริ่มเข้าใจความรักของคนที่เป็นผู้ใหญ่ ว่ามันก็คงเป็นประมาณนี้ รักประมาณนี้
ไม่ต้องอยู่ด้วยกันก็ได้ ไม่ต้องให้เราเท่ากับที่เราให้เค้า เลิกงอแงร้องขออะไรจากเค้าเป็นเด็กๆ 

แต่มันก็คือจะเป็นการยังห่วง จะดูแลเค้าไกลๆ แบบนี้ต่อไป
ตราบเท่าที่เค้าจะอยากรับ และเราจะทำไหว




ชอบประโยคหนึ่งของเพื่อนที่เคยพูดไว้เมื่อนานมาแล้ว

ถ้าไม่ร้องขอ จะได้อะไรมากกว่าที่คิด

ปล. แคคตัสที่ล่าสุดให้นางไปสองต้น ตายไปแล้วหนึ่ง
ส่วนของเรา ตอนนี้รอดชีวิต เปลี่ยนกระถางใหม่ กำลังจะแตกหน่อเพิ่มแล้ว :)



ปล2. การเขียนถึง-เพ้อเจ้อถึง แต่คนคนเดียวในเรื่องเดิมๆ เป็นเรื่องน่าเบื่อ..
แต่เราตั้งใจเอาไว้ ว่าจะเขียนทุกเรื่องราว ทุกความรู้สึกนึกคิดต่อเค้าในทุกครั้งเจอกันเอาไว้ เพื่อจะได้ย้อนกลับมาเห็นถึงพัฒนาการทั้งความคิดและอะไรหลายอย่างว่าอัพเลเวลมามากถึงขนาดไหน.. ตราบเท่าที่จะยังไหว
SHARE
Written in this book
all about you
ห้วยขวาง, ตลาดรถไฟ, อพาร์ตเมนต์ชั้น5
Writer
mmanee
alien
It's me.

Comments