มิว
1

ฉันวิ่งไปตามท้องนา
คืนนี้ฟ้าเปิด อากาศปลอดโปร่ง ได้ยินเสียงจั๊กจั่นคลอไปกับสายลม ฉันลดความเร็วกลายเป็นเดินพลางแหงนมองดาวดวงจ้อยดวงหนึ่งกลางฟากฟ้า

มันอยู่ตรงนั้นมาตลอดโดยไม่มีใครเอ่ยถึง ไม่เป็นที่สนใจของใคร เป็นเพียงจุดประกายเล็กจิ๋วท่ามกลางค่ำคืนที่สว่างไสว

แต่เมื่อไม่นานมานี้เอง จู่ ๆ เจ้าดาวดวงนั้นก็กลายเป็นที่พูดคุยกันขึ้นมา แถมยังถูกตั้งชื่อให้ด้วยเป็นภาษาที่ฉันไม่รู้จักว่า “มิว”

ดูเหมือนว่าขนาดของมันจะใหญ่ขึ้นหน่อยนึง… ฉันลองวัดขนาดด้วยสายตาเทียบกับเมื่อสัปดาห์ก่อน เหมือนจะสว่างขึ้นเล็กน้อยด้วย

แต่บางทีฉันอาจจะแค่คิดไปเอง?

2

เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนพากันพูดคุยแต่เรื่องดวงดาวจนไม่เป็นอันเรียน อันที่จริง แม้แต่คุณครูเองก็ด้วย

“ดาวมิวจะชนกับโลกของเรามั้ยคะ?” เพื่อนคนหนึ่งในชั้นยกมือถามคุณครู นักเรียนคนอื่นเองก็พากันคุยให้เสียงดังแซ่กขึ้นมา

“ไม่หรอกจ้ะ ดาวดวงนั้นก็แค่บังเอิญเฉียดเข้ามาใกล้โลกเฉย ๆ เท่านั้นเอง” คุณครูตอบด้วยรอยยิ้ม ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง แต่ฉันเชื่อคุณครู คงเป็นเพราะดินแดนหลังท้องฟ้าเป็นสถานที่ที่ห่างไกลมากจนดูเกินเอื้อมชวนเพ้อฝัน

สองเดือนหลังจากนั้น พวกเราก็สอบปลายภาคเสร็จ เป็นอันจบชีวิตวัยประถมแต่เพียงเท่านี้ นั่นเป็นตอนที่ข่าวออกมาประโคมกันว่าวงโคจรของมิวกับโลกของพวกเราจะบรรจบกัน

ฉันเงยมองท้องฟ้ายามเย็นที่มีดวงจันทร์ 2 ดวงขนาดพอ ๆ กันประดับอยู่ ดวงหนึ่งอยู่มาตั้งแต่ก่อนฉันเกิด ส่วนอีกดวงเพิ่งโตตามพี่ของมันทัน

3

โรงเรียนกับบริษัทประกาศปิดอย่างไม่มีกำหนด ดังนั้นฉันจึงได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างที่ไม่ได้เป็นมานาน พ่อ แม่ ยาย และฉัน แต่ดูเหมือนทุกคนจะไม่ค่อยร่าเริงกันเท่าไหร่ นั่นทำให้ฉันรู้สึกห่อเหี่ยวไปด้วย

อันที่จริง ฉันรู้ว่ากำลังเผชิญอยู่กับอะไร แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็ดูเป็นเรื่องไกลตัวจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้เช่นกัน คล้ายเวลาที่พ่อทะเลาะกับคนงานด้วยศัพท์เฉพาะทางที่ฉันไม่รู้จัก หรือเวลาที่แม่คุยกับยายเป็นภาษาถิ่นด้วยสีหน้าลำบากใจ ในขณะที่ฉันได้แต่นั่งมองอยู่ห่าง ๆ กับพี่พยาบาล ในใจได้แต่คิดว่าทุกอย่างจะผ่านไปเหมือนทุกที

เพราะมันเป็นเช่นนั้นมาตลอด…

คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ จึงยืนมองดูฟ้าจากบนระเบียง มีดาวมากถึงขนาดนี้ แต่ทำไมถึงมีแค่มนุษย์ที่ยืนอยู่ตรงนี้นะ? ฉันตั้งคำถามแปลก ๆ กับตัวเอง คำตอบอาจง่ายดายสามัญกว่าที่คิด แต่ด้วยตัวฉันที่ยังเป็นเด็กอยู่จึงไม่อาจหาคำตอบนี้ได้

และฉันก็ไม่แน่ใจอยู่ดีว่าจะหาคำตอบได้ไหมถ้าโตขึ้นกว่านี้

4

รถกระบะแล่นไปบนถนนที่คลาคล่ำด้วยรถยนต์กับเสียงโหวกเหวก ฉันนอนหลับไปหลายตื่นและพบว่าอยู่บนถนนที่ไม่คุ้นตาเสียแล้ว

ยายนั่งที่นั่งข้างคนขับ พ่อเป็นคนขับรถ ส่วนฉันนั่งอยู่หลังกระบะกับแม่และบรรดาสัมภาระ ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว สายลมเย็นพัดทะเลดาวขึ้นแทนที่ แต่วันนี้ฟ้าปิด จึงมองไม่เห็นดาวสักดวง

รถมากมายจอดอยู่ข้างทุ่งนา รวมถึงรถของพวกเรา ฉันกินข้าวที่ไปช่วยกันซื้อตุนมาจากร้านสะดวกซื้อ ดูเหมือนพวกเรากำลังเดินทางไปที่ไหนสักแห่งที่ปลอดภัยจากมิว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้นหรอก ฉันรู้ เพราะตอนที่พ่อบอกฉัน พ่อเคลือบสีหน้าด้วยรอยยิ้มแบบที่เห็นบ่อย ๆ

พ่อโกหก พวกผู้ใหญ่ก็ชอบทำแบบนี้กับเด็กทั้งนั้นล่ะ แต่ฉันไม่โกรธหรอกเพราะรู้ว่าพวกเขาทำด้วยความหวังดีบางอย่าง

นอนไม่หลับอีกแล้ว… หลัง ๆ มานี้ฉันมักจะต้องนอนฟังเสียงกรนของแม่กับยายเสมอทั้งที่เมื่อก่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทั้งคู่กรน ได้ยินเสียงพูดคุยเบา ๆ จากรอบทิศ ผสมกับเสียงของบรรดาสัตว์ที่ออกหากินยามค่ำคืน พูดตามตรง มันชวนให้ฉันรู้สึกว้าเหว่ไม่น้อย

ตอนที่พวกเราจากบ้านมา ฉันไม่มีเวลาบอกลาเพื่อนเลยสักคน ระหว่างที่นอนกลางวัน ฉันฝันถึงมื้อเที่ยงที่ไปกินกับเพื่อนสนิท และยามเย็นที่วิ่งเล่นไล่จับกันในทุ่งโล่ง และเรื่องพวกนั้นก็วนกลับมาในหัวอีกครั้ง จะว่าตัวเองเป็นพวกฟุ้งซ่านคิดไปเรื่อยก็เป็นไปได้

ขณะที่คิด เมฆบางส่วนก็ขยับออกจนมองเห็นเสี้ยวหนึ่งของท้องฟ้า มิว เจ้าดาวดวงจ้อยในตอนนั้นได้โตแซงหน้าพี่ของมันไปเสียแล้ว...

5

“ลูกรู้รึเปล่า? ว่าดาวมิวน่ะมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมันด้วยนะ” พ่อเคยพูดกับฉันตอนที่มิวยังเป็นเพียงจุดแสง

“จริงเหรอคะ มันเป็นลายยังไงเหรอ?” ฉันถามอย่างตื่นเต้น แต่น่าเสียดายที่ลืมไปเสียแล้วว่าพ่อเคยพรรณนาไว้อย่างไร

หลังจากคืนที่ฉันรู้จักกับมิวเป็นครั้งแรก ก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว ตอนนี้มันก็ยังคงลอยคู่อยู่กับดวงจันทร์ในทุกค่ำคืน ฉันสรุปเอาเองว่ามิวคงจะพอใจที่โตแซงพี่ของมันมาได้ตั้งเกือบ 2 เท่า แถมยังได้รับความสนใจจากชาวโลกอีก จึงตัดสินใจหยุดแผนการรุกรานโลกของมัน

ฉันกำลังส่องดูมิวผ่านกล้องโทรทรรศน์ ลวดลายของมันมีเอกลักษณ์อย่างที่พ่อว่าจริง ๆ แต่ไม่ใช่อย่างที่แกบรรยายไว้หรอกนะ ถึงจะลืมไปแล้วก็ตามที

ฉันนึกถึงคำพูดที่ ยูริ กาการิน เคยกล่าวไว้ตอนที่มองเห็นโลกจากอวกาศ เขารู้สึกอย่างไรกันนะตอนที่มองเห็นโลก คงจะเป็นความรู้สึกเหลือเชื่อ เกินจินตนาการ หรือไม่ก็เป็นความสงบนิ่ง

ทุกครั้งที่มองดูมิว ฉันมักจะ “รู้สึก” … แม้ว่าจะไม่เข้าใจเท่าไรนักว่าเป็นความรู้สึกแบบใด แต่ก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะล้อคำพูดของนักบินอวกาศผู้มองดูโลกจากห้วงอวกาศเป็นคนแรกคนนั้น


“มิวเป็นสีน้ำเงิน” ฉันกระซิบแผ่วเบา

SHARE

Comments