หากสูญเสียแรงจูงใจ

การจมลงในความรู้สึกของตัวเองนั้นคงเป็นสิ่งที่เคยชินสำหรับใครหลายคน  แต่...
เคยลงไปจนถึงก้นบึ้งของความรู้สึกนั้นรึยังล่ะ...




ไม่นานมานี้การสูญเสียหนึ่งในเหตุผลการใช้ชีวิตทำให้ได้สัมผัสกับก้นบึ้งหรือสุดขอบของรู้สึกอันดำมืดอย่างแท้จริง  มันต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา  ไม่เหมือนกับที่ใครเล่าเอาไว้  ไม่มีเขียนอยู่ในหนังสือเล่มไหน  เรียกได้ว่านี่คือความตระหนักและระลึกได้โดยแท้จริงอาจจะเหมาะกว่า  เป็นสิ่งที่แตกต่างจากทุกความคิดและการรับรู้ก็ว่าได้  และมันได้มอบหนึ่งในความรู้สึกอันแปลกประหลาดให้เป็นรางวัลแก่ความสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไข


' คนเราจะเป็นยังไงหากสูญเสียแรงจูงใจในชีวิต? '



นึกภาพนั้นออกหรือเปล่า  เมื่อปราศจากเหตุผล...ปราศจากแรงจูงใจในการมีชีวิตอยู่หรือกระทั่งจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า  คนเราจะมีสภาพแบบไหน

เลื่อนลอยหรอ?  ไม่มีสติหรอ?  ทำอะไรไม่ได้หรอ?...มันยิ่งกว่านั้นเสียอีก

เป็นภาวะที่ฉันเรียกเอาเองว่า 'ภาวะไม่รู้สึกตัว'


ความไม่รู้สึกตัวที่ว่า  มันไม่ใช่การไม่ตอบสนองแบบไร้สติ  เลื่อนลอยจนเหมือนไร้ชีวิตชีวาอย่างที่หลายคนนึกถึง...แต่เป็นการไม่มีความคิด  การไม่ระลึก  ราวกับปราศจากความรู้สึกที่ควรจะมีในหัว  ทว่ายังคงเคลื่อนไหว  ตอบสนองและตัดสินใจได้อย่างคนปกติ  ทำกิจวัตรอื่นๆได้โดยไม่มีปัญหา  แต่ไม่มีความทรงจำใดๆเหลืออยู่แม้จะผ่านมาแค่นาทีสองนาทีก็ตาม  ราวกับ...ทุกสิ่งที่ทำลงไปได้ซึมออกไปที่อื่นจนหมด  เหมือนกับการเทน้ำใส่แก้วที่แตกร้าว  ไม่ว่าจะใส่น้ำไปมากเท่าไหร่...สุดท้ายมันจะซึมออกไปจนหมด

ฉันประสบกับสภาวะนี้มาสักพักใหญ่ๆ  ไม่มีการรับรู้ความเป็นเหตุเป็นผลใดๆในชีวิต  แม้จะเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้  แต่กลับทำอะไรไม่ได้  ไม่เสียใจ  ไม่เศร้าใจ  ไม่มีความสุข  ไม่โกรธเคือง  ทุกปฏิกิริยาที่ตอบสนองในช่วงนี้นั้นแสดงออกโดยไม่ผ่านความคิด  ไม่มีการไตร่ตรองของอารมณ์  เหมือนกับน้ำที่ไหลออกโดยไม่กรองและแสดงออกไปโดยไม่ได้รู้สึกอะไร 

สภาวะที่แปลกประหลาดนี้ไม่เพียงแต่จะรบกวนชีวิตประจำวันของฉัน  แต่ยังเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของฉันไปคนละทิศคนละทาง  เหมือนกับ...มันเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างเลี่ยงไม่ได้  จากเคยมีความสุข...กลายเป็นไม่รู้สึก  จากเคยเฉยชา...เป็นความกังวล  จากความเคยชิน...เปลี่ยนเป็นไม่คุ้นเคย  หลงลืม  สูญหาย  เจ็บปวด  และยอมรับโดยปราศจากการดิ้นรนขัดขืน...

เคยมีใครสักคนพูดเอาไว้ว่า...

"เมื่อความเศร้าเสียใจเกินกว่าที่ตัวเองจะสามารถรับไหว  สุดท้ายแล้วเมื่อน้ำตาไม่อาจไหลออกมาได้อีก  ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคนๆนั้นได้สูญเสียความเป็นตัวเองไปโดยสมบูรณ์แล้ว"

คำกล่าวนั้นคงไม่ไกลเกินตัวสำหรับฉันในเวลานี้  สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้นั้นมันทำให้ฉันได้ตระหนักถึงผลพวงอันมหาศาลที่แม้ไม่ต้องการแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้  จากการร้องไห้อย่างเจ็บปวด  กลายเป็นการนิ่งสงบเหมือนกับจะยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้น  ความคิดวนเวียนแต่เรื่องเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาท่ามกลางการพยายามใช้ชีวิตเฉกเช่นคนปกติ  การสูญเสียที่มากเกินกว่าจะรับไหวนั้นก็ได้พรากเอาเหตุผลหลายอย่างที่เคยอยู่ในชีวิตของฉันไปจนหมดสิ้น  กลายเป็นว่าตัวฉันในตอนนี้นั้นไม่สามารถหาเหตุผล  หรือแรงจูงใจของตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว

ภาพในหัวยังวนเวียนถึงเรื่องที่ผ่านมานานแสนนาน  แม้ไม่เกี่ยวข้องกันแต่ก็ไม่สามารถนึกถึงเรื่องอื่นออกได้อย่างแจ่มชัดเท่านี้เช่นกัน  เหมือนกับมีแค่ช่วงเวลานี้เท่านั้นที่ฉันจะสามารถเอื้อมมือแตะต้อง 'อดีต' ของ 'ความสูญเสีย' ได้

การไม่รู้สึกตัวนั้นได้ค่อยๆหลอมรวมไปกับความเป็นอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ  เหมือนสีดำที่สามารถกลบทับสีอื่นได้จนมิดแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม  ทว่าฉันกลับไม่รู้สึกว่ามันคือการเปลี่ยนแปลง  เหมือนค่อยๆถูกทำให้คุ้นชินจนไม่รู้สึกว่ามันกำลังกลายสภาพ

สุดท้ายแล้วจนถึงตอนนี้ฉันก็ยังถูกครอบงำด้วยสภาวะเช่นนั้น  และเมื่อไม่ดิ้นรนขัดขืน...มันก็ค่อยๆกลืนกินเข้าไปทีละนิด ทีละนิด...เริ่มค่อยๆสูญเสียความเป็นตัวเองจากส่วนลึกไปอย่างช้าๆ  เสมือนว่าบางอย่างที่ค้ำจุนตัวเองได้หายไป   ราวกับการปราศจากแรงจูงใจในการมีชีวิตต่อไปนั้น...ได้บ่อนทำลายรากฐานทั้งหมดที่มีจนไม่หลงเหลือ และในที่สุดสิ่งที่ปราศจากรากฐานนั้นก็ค่อยๆโค่นลงอย่างไม่อาจต้านทาน  เหมือนอาคารที่ไม่มีฐานซึ่งไม่อาจทานทนต่อแรงสะเทือนใดๆได้  และต้องพังครืนลงมาในที่สุด...


--------------------------
-------------------------------------------------------


SHARE
Written in this book
Queasiness
ความอึดอัดใจ  ความไม่สบายใจ  ความกังวลใจ เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดผ่านอารมณ์อันขุ่นมัว
Writer
SIN-RayRin
Mortal
Failure

Comments