ปฐมบทแห่งเพลงปฏิวัติ
เมื่อพูดถึงเพลงแนว “เพื่อชีวิต”นั้น ภาพที่จะตามมาในหัวของเราก็มักจะเป็นภาพของวง คาราวาน, คาราบาว และ ปู พงสิทธิ์ คัมภีร์ ที่จะมีสไตล์คันทรี่อเมริกันผสมกับคันทรี่ไทยปนสำเนียงบลูส์เล็กน้อย หรือ ถ้าเป็นคาราบาวก็จะติดสำเนียงละตินร็อคแบบ Santana เข้ามาด้วย ซึ่งหลังจากวงเหล่านี้วงการเพลงเพื่อชีวิตก็ไม่มีศิลปินหน้าใหม่ปรากฏตัวขึ้นมาเป็นเวลานานแสนนาน



จากที่แต่ก่อน “เพลงเพื่อชีวิต” เป็นเพลงที่ฮิตในตลาดกระแสหลักช่วง 14ตุลา 2516 – 6 ตุลา 2519 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นยุค Enlightment ของประเทศไทยที่มีความก้าวหน้ามากทั้งด้านศิลปะวัฒนธรรมและด้านการเมือง (แต่คาราบาวกับพงสิทธิ์ไม่ได้อยู่ยุคนี้นะครัช) จนกระทั่งสายลมแห่งการปฏิวัติได้หยุดพัดลง ดนตรีเพื่อชีวิตกลับกลายเป็นดนตรีที่เปิดในผับเฉพาะทางให้บรรดา “คนเดือนตุลา” ได้มานั่งจิบเบียร์ฟังเพื่อรำลึกความหลังถึงวันคืนเก่าๆ เหล่านั้น
Photo

แน่นอนว่าทุกสรรพสิ่งมีเกิดและมีดับเป็นธรรมชาติของโลกใบนี้ และ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เพลงเพื่อชีวิต ที่“ดับ”ไปแล้วจะกลับมา “เกิด” ใหม่อีกครั้งในยุคสมัยใหม่ ไม่ต่างอะไรกับศิลปะวัฒนธรรมและปรัชญาแบบกรีกโบราณที่ “ดับ” ไปในช่วงยุคมืด (คริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15) จะกลับมา “เกิด” ใหม่ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance)

และในคราวนี้ “เพลงเพื่อชีวิต” ได้กลับมา “เกิด” ใหม่ ในสไตล์ใหม่คราวนี้ไม่ใช่สุ้มเสียงสำเนียงบลูส์ร็อคเหมือนเก่าหากแต่เป็น “Progressive Rock” แบบ Dream Theater!
เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไง !?
มันเป็นไปแล้วครับ เพลงเพื่อชีวิต ในสไตล์ Progressive Rock! และเป็นวงคนไทยเราซะด้วย! วง Amata นั่นเองครับ!
วงอมตะ เป็นวง Progressive Rock เกิดขึ้นที่คณะเอกดนตรีของรั้วมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นวง Progressive Rock วงเดียวจากโครงการดนตรีสร้างปัญญา นำพาสุขสู่สังคม Triple H Music ปีที่ 2 ในช่วงแรกวงอมตะสนใจประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ในเวลาต่อมาความสนใจของวงได้เบนไปทิศทางของการวิพากษ์ประเด็นปัญหาทางการเมืองมากขึ้น และ ทางวงก็ได้ตัดสินใจที่จะลุกขึ้นมาเพื่อประกาศก้องว่า “พวกเขาเป็นใคร และ กำลังทำอะไรอยู่กันแน่!” โดยเปิดตัวอัลบั้ม Revolution (การปฏิวัติ) ในคอนเสิร์ตวันที่ 29 กันยายน 2560 นี้นั่นเอง!
และที่พิเศษไปกว่านั้น คือ ในบทความนี้ผู้เขียนได้ติดต่อขอสัมภาษณ์คุณฮามีร มือเบสและหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งวง Amata มาให้เพื่อน ๆ ชาว Joox ได้อ่านกัน ที่นี่ที่เดียวครับผม ขอเชิญอ่านบทสัมภาษณ์ได้เลยครับ!!



มือกลอง กบฏ : แนวคิดวงดนตรีเพื่อชีวิตแบบใหม่มีที่มาจากอะไรครับ ต่างกับเพลงเพื่อชีวิตแบบเก่ายังไงบ้างครับ
ฮามีร อมตะ : จริง ๆ แล้วดนตรีเพื่อชีวิตแบบใหม่ หรือดนตรีเพื่อชีวิตแบบเก่า มันไม่ได้ใหม่ และเก่าไปซะทีเดียว ต้องเกริ่นก่อนนิดหนึ่งว่าเพลงเพื่อชีวิตในเมืองไทย เพลงแรก ๆ คือเพลง สามล้อแค้น ของ เสน่ห์ โกมารชุน ถือว่าเป็นเพลงต้องห้ามสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกแต่งขึ้นมาในเชิงประท้วง เพื่อเป็นปากเสียงให้กรรมกรสามล้อในปี 2492 ในยุคนั้นเพลงแบบนี้ถูกเรียกว่า เพลงลูกทุ่ง ก่อนที่กระแสทางการเมืองจะรุนแรงพกพามาพร้อมเพลงเพื่อชีวิตที่นำมาใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 จนถึงช่วง 6 ตุลา 19 ก่อนที่จะเกิดการปราบปรามอย่างหนัก นักคิด นักเขียน ศิลปิน มากมายต้องหนีเข้าไปอยู่ในป่า จนเพลงเพื่อชีวิต ณ ตอนนั้นมีเนื้อหาแทบจะเป็นเพลงป่า หรือ ปฏิวัติไปเลย และปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่า ในเนื้อหาของเพลงจะมีการชี้แนวทางในรูปแบบแนวคิดแบบสังคมนิยม จนเมื่อรัฐบาลมีคำสั่ง 66/23 ออกมา ศิลปิน นักคิด นักเขียน จึงเริ่มออกจากป่า และการทำเพลงก็เริ่มเข้าสู่อุตสาหกรรมทางดนตรีแบบเต็มตัว ด้วยทุนที่เข้ามาจัดการศิลปินจึงทำให้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “เพื่อชีวิต” ได้ถูกทุนนิยมกลืนกินความหมาย และเลือนหายไปตามกาลเวลา
เป้าหมายอย่างหนึ่งของเราก็คือการยืนความหมายเดิมของคำว่า “เพื่อชีวิต” มันคือเนื้อหาไม่ใช้แนวเพลง ประวัติศาสตร์ของบทเพลงเพื่อชีวิตอาจเริ่มต้นขึ้นจากคนเดือนตุลา และจบลงไปหลังจากคนเดือนตุลาออกจากป่านั้นคือประวัติศาสตร์เพลงเพื่อชีวิต ณ ตอนนั้น และในศตวรรษที่ 21 นี้วง Amata อัลบั้ม Revolution จะมายืนยันนิยามความหมายใหม่ เพื่อปลดแอกในการสร้างประวัติศาสตร์บทเพลง “เพื่อชีวิต” ในยุคของเราขึ้นมาใหม่ใน Amata Revolution 2017

มือกลอง กบฏ : ถ้าให้เลือกเพลงของ Amata ที่ภูมิใจนำเสนอที่สุด 3 เพลงจะเลือกเพลงไหนบ้างครับ
ฮามีร อมตะ : จริง ๆ เลือกยากมาก ๆ ผมอยากจะเลือกทุกเพลงเลยนะครับแต่ผมก็ต้องเลือก 3 เพลง อิอิ
เพลง ความจริงในความฝัน เป็นบทเพลง illusion part 3 บทสรุปปิดท้าย illusion คือในเนื้อหาเพลงนี้ท่อนสุดท้ายก่อนจบเพลงจะยกเนื้อหาของเพลงแรกมาร้องนั่นคือเพลง จิตสมมุติ เพราะว่า เพลงนี้ไม่มีบทสรุปว่าสุดท้ายแล้วเราใช้ชีวิตอยู่ในความเป็นจริง หรือเราใช้ชีวิตอยู่ในความฝันกันแน่ เปรียบเหมือนกันตอนจบของ inception ที่โทเทมมันหมุนไม่ยอมหยุด

เพลง กาลเวลา เพลงนี้เป็นเพลงคั่นกลางระหว่างความเป็นปัจเจก และการที่จะมุ่งหน้าไปสู่การตั้งคำถามกับสังคม อำนาจมืด สงครามความเชื่อ และความหวังที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเพลงที่ฟังสบาย ๆ ใครฟังก็จะไม่คิดว่าวง Amata เล่นสไตล์ดนตรีแบบนี้ นัยยะของเพลง คือ ปีศาจแห่งกาลเวลากำลังไล่ล่าหลอกหลอนผู้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัตน์ คุณอาจจะเหนี่ยวรั้งอำนาจได้แต่คุณไม่สามารถที่จะเหนี่ยวรั้งกาลเวลาได้


เพลง revolution เป็นเพลงที่ทำให้เรารู้แล้วว่าเนื้อหาของเพลงเราไม่ควรที่จะเป็นไปในรูปแบบของการตีความอีกต่อไป เนื้อหาเพลงเราต้องชี้นำประชาชนเพื่อปลดแอกความคิดที่ครอบงำมานานจากชนชั้นนำ เป็นอีกหนึ่งเพลงมีความชัดเจนในด้านของเนื้อหา ว่าเราจะทำอะไร และ Amata จะมีทิศทางในด้านเนื้อหาอย่างไรต่อไปจากนี้




มือกลอง กบฏ : ถ้าสามารถพูดกับนักดนตรีรุ่นใหม่ ๆ ได้อยากบอกว่าอะไรบ้างครับ
ฮามีร อมตะ : ถ้าพูดได้ผมคงชวนพวกเขามาตั้งคำถามกับสังคม เพื่อสร้างมุมมองใหม่ ๆ ในการมองสังคม ถ้ามากกว่านั้นได้ก็คงชวนปฎิวัติคับ (ปฎิวัติทางความคิดนะครับ ฮ่า ๆ ) แล้วเชิญชวนมาแต่งเพลงตั้งคำถามเกี่ยวกับสังคมให้มากขึ้น รวมไปถึงรวมกลุ่มองค์กร “แยกหน้าเลี้ยวซ้าย” โปรเจคที่กำลังจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต่อกร หรือเป็นไม้ซีกกับฝ่ายขวาคับ อิอิ

มือกลอง กบฏ : คิดว่ามีอะไรบ้างที่สำคัญในการฟอร์มวงดนตรีให้สามารถออกงานประกวดจนประสบความสำเร็จและออกอัลบั้มได้
ฮามีร อมตะ : ปฎิเสธไม่ได้ว่าอุดมการณ์ทางความคิด กับอุดมการณ์ทางการเงินมันสวนทางกันบ่อยครั้ง ตอนประกวดดนตรีตอนสมัยเรียนมหาลัยชีวิตแทบไม่ต้องคิดอะไร ซ้อมดนตรี เล่นดนตรี ประกวดดนตรีเพียงอย่างเดียว ความฝันในระดับปัจเจกในขณะนั้นช่างหอมหวาน และสวยงามจริง ๆ
หลัก ๆ พวกเราจะทำการบ้านกันมาเน้นซ้อมส่วนตัวกันมา เพราะการจะเข้าไปซ้อมที่ห้องซ้อมดนตรีทุกอย่างต้องมีความพร้อมมากถึงมากที่สุด การซ้อมรวมวงก็จะทำให้ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ทิศทางของวงเราชัดเจนในการทำเพลงมันเลยง่าย มีขัดแย้งกันบ้างแต่ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เราทำงานหนักกันมาตลอด เพราะ ตอนประกวด Amata แทบจะเป็นวงเดียวที่ทำดนตรี และแต่งเนื้อเพลงขึ้นมาเอง ทำให้ไอเดียด้านความคิดสร้างสรรค์น่าจะช่วยเราให้คณะกรรมการมองเห็นอะไรบ้างอย่างนอกจากความหล่อ 55555
ส่วนในเรื่องของอัลบั้มนั้นยากมากมันคือการทำเพลงเอาสะใจล้วน ๆ 5555 เพราะ มีเรื่องของการเงิน อาชีพเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เราไม่รีบในเรื่องของการทำอัลบั้ม ทำดนตรี แต่งเนื้อเพลงกันมาเรื่อย ๆ เรื่องราวระหว่างทางเกิดขึ้นมากมายแต่เราก็เข็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกในชีวิตออกมาได้ ใช้เวลากว่า 4 ปี

มือกลอง กบฏ : คิดอย่างไรกับวงการดนตรีไทยในปัจจุบันครับ
ฮามีร อมตะ : ผมคิดว่าเพลงที่มีเนื้อหาเพื่อชีวิต เพื่อสังคม มันมีน้อยเกินไป ผมคงไม่ได้คาดหวังอะไรกับทุนนิยม แต่ผมคาดหวังกับผู้คนหนุ่มสาวมากกว่า ผู้ที่มีไฟ มีความเชื่อ ความฝันในการเปลี่ยนแปลง ผู้ทีมีความกบฏต่อแนวคิดอนุรักษ์นิยม ให้เขาได้คิดไปต่อถึงโครงสร้างอำนาจรัฐที่ปลูกฝั่งความเชื่อ นิยามความหมาย ความดีงาม ศีลธรรม และความถูกต้องไว้เพียงความหมายเดียว

จบไปแล้วนะครับกับบทสัมภาษณ์ คุณฮามีร อมตะสหายร่วมอุดมการณ์แนวเพลง “ Neo-เพื่อชีวิต” ของผู้เขียนรวมถึงเป็นครูด้านดนตรีคนนึงที่คอยให้คำแนะนำต่าง ๆ กับผม ไม่ว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ก็ไม่สำคัญเท่าการที่มันเป็นคอนเสิร์ตแรกในของ “วงดนตรี Neo-เพื่อชีวิต” วงแรกที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ชาติไทย ขอให้ทุกท่านสนุกกับบทเพลงครับ ไว้เจอกันใหม่บทความหน้า สวัสดีคร้าบ
SHARE
Writer
K_Kabot
Drummer,Commissar,HR,RappeR
อดีตนักเขียน Music Column @JOOX ,บ.ก.กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทรุ่น 1-4 ปัจจุบันเป็น Rapper วงซ้ายจัดชื่อ กบฏสบถ และตีกลองให้วง Kalibut เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) สนใจในประเด็น ปรัชญาการเมือง,ดนตรี,เพศ มีทั้งความสาระดีและสารเลว ปะปนกันไป สำหรับการจ้างงานเขียน หรือ อยากพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องตั่งต่าง ติดต่อได้ผ่าน FB: มือกลอง กบฏ เด้อครับเด้อ

Comments