ใครกันแน่ที่ป่วย
 


ดาหลาเดินกลับมาจากโรงรถ เธอทักทายพี่ชายคนโตที่ออกมายืนกอดอกพิงประตูบ้านด้วยการโบกมือส่ง ๆ หนึ่งครั้งเมื่อเขาพยักหน้าเป็นคำตอบโดยที่เธอไม่ต้องเอ่ยถามอะไรให้มากความ วันนี้เธอต้องไปรับไมล์มากินข้าวเย็นด้วยกัน พอไปถึงที่คณะ เพื่อน ๆ ของไมล์กลับบอกว่าไมล์ลาป่วย ไมล์เป็นแฟนของดาหลา น่าแปลกใจนิดหน่อยที่ดาหลาไม่รู้เรื่องนี้




ลูกสาวเจ้าของบ้านเร่งฝีเท้าไปที่ห้องนอนของตัวเอง  ประตูห้องเปิดอ้าไว้ และเมื่อเดินเข้าไปก็เห็นคนที่เธอตามหานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโทรทัศน์ที่ไม่ได้เปิดใช้งาน 




“ไม่สบายแล้วมาทำอะไรที่นี่เล่า” สุ้มเสียงคล้ายจะตำหนิขณะมองใบหน้าที่ปิดทับด้วยหน้ากากอนามัย แต่มือไม้ที่แตะบนหน้าผาก ต้นคอ และต้นแขนบอกได้ดีว่าคนพูดเป็นห่วงมากขนาดไหน

“มาเยียวยา” คนป่วยเอ่ยเสียงเบา  ไมล์สอดมือเข้าไปตรงช่องว่างระหว่างแขนและลำตัวของดาหลาเพื่อโอบกอด ศีรษะของเธอหนักอึ้งด้วยพิษไข้  ดาหลาประคองให้ศีรษะนั้นพิงลงตรงอก พวกเธอนั่งหันหน้าเข้าหากันและกอดกันอยู่อย่างนั้น ลมหายใจของไมล์ร้อนจัด

“ที่นี่ไม่มีหมอ” ดาหลาบอก

“ที่นี่มีดา” อ้อมแขนคนพูดรัดแน่นขึ้น แต่ก็เพียงชั่วคราว ตอนนี้ไมล์ไม่มีเรี่ยวแรงพอถึงขนาดนั้น

“ต้องเช็ดตัว นอนพัก แล้วก็ห่มผ้าอุ่น ๆ สิ แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน” คนที่เป็นห่วงอย่างที่สุดคนหนึ่งอดบ่นให้ไม่ได้ ก่อนหน้านี้เธอไปที่บ้านของไมล์ แม่ของยัยนี่ยิ้มขำ ๆ ให้ บอกว่าลูกสาวของท่านดื้อรั้นเหลือเกิน ท่านกล่าวขอโทษดาหลาด้วย ซึ่งเธอก็ได้แต่บอกว่าไม่เป็นภาระอะไร แน่นอนว่าคุณแม่วางใจ




เพราะท่านรู้ว่าดาหลาเองก็รักลูกสาวของท่านไม่น้อยไปกว่าใคร





“ดาเช็ดตัวให้ได้  ไมล์นอนห่มผ้าที่บ้านนี้ก็ได้” ดาหลาจะถือว่านี่เป็นอาการงอแงอย่างหนึ่งของคนที่ไม่สบาย แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไมล์แค่อยากอยู่กับเธอเท่านั้นเอง





แม้จะรู้สึกเมื่อยแขนขามากเพียงใด ดาหลาก็ยอมให้พวกเธอสองนั่งกอดกันกลมอยู่ในท่าเดิม อีกสักพัก พี่ชายก็คงจะให้คนมาตามไปร่วมโต๊ะอาหารเย็น ถึงเวลานั้นค่อยพาคนไม่สบายไปหยอดข้าวต้ม





ห้องนอนของดาหลาเป็นสีฟ้าสดใส มองไม่มีเบื่อ แถมสบายตาแม้วันที่แดดแรง  เธอและไมล์หมกตัวอยู่ด้วยกันที่มาตั้งแต่ปีหนึ่ง ทั้งทำโปรเจ็คท์ รายงาน อัดคลิป ติวหนังสือ ปาร์ตี้ หรือแม้กระทั่งเมากลับมานอนแผ่บนพื้นห้องข้ามวันข้ามคืน  สามปีอาจจะไม่ใช่ช่วงชีวิตที่นานนัก แต่ก็ผูกพันกันมากพอจนกลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้





บทสรุปสำหรับตอนนี้ก็คือดาหลาและไมล์รักกัน





ไมล์ยอมขยับตัวเปลี่ยนมานั่งมองเงาสะท้อนในจอโทรทัศน์ของพวกเธอสองคน ที่ทุกทีมันจะฉายภาพหญิงสาวหยอกล้อกัน กินขนมด้วยกัน คิดงานด้วยกัน วางแผนเที่ยวด้วยกัน นอนทึ้งหัวหมดสภาพ หรือจูบกันอย่างดูดดื่ม เธอถอดหน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งออก



ไม่บ่อยนักที่จะได้นั่งมองภาพตนเองนิ่ง ๆ แบบนี้

ถ้าไม่มีกระจก จะไม่มีใครมองเห็นคนที่อยู่ข้างกาย

ดาหลาผมยาวขึ้น  ตอนนี้ประบ่าแล้ว




ไมล์เอียงกายพิงร่างข้าง ๆ  เธอรู้สึกไม่ดีเลยที่อ่อนแอขนาดนี้  สีหน้าของดาหลาที่เธอมองเห็นแสดงความห่วงใยออกมาอย่างเห็นได้ชัด ดาหลาจับมือไมล์ไว้ทั้งสองข้าง พวกเธอนั่งกันเงียบ ๆ ไม่มีแม้แต่เสียงหัวเราะ   สองเสียงที่ประสานกันอยู่ตอนนี้คือเสียงลมหายใจและเสียงเครื่องปรับอากาศ





แต่ก็หาใช่ความรู้สึกอึดอัดไม่





ความเงียบระหว่างทั้งคู่เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่คุ้มค่า





ทั้งไมล์และดาหลาพอใจที่พวกเธออยู่ด้วยกันแบบนี้ รักกันแบบนี้ แบบเดียวกับที่ผู้หญิงและผู้ชายทั่วไปมีความสัมพันธ์กันในเชิงชู้สาว





วันแรกที่ตกลงคบกันแล้วจับมือกันเดินออกจากห้องนอนชวนให้หวาดกลัวและระแวงไปต่าง ๆ นานา มันเหมือนว่าโลกภายนอกแปลกตาไป





ทั้ง ๆ ที่...คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเธอต่างหากที่แปลกประหลาด





วันนั้นพ่อของดาหลากินข้าวน้อยลง ส่วนแม่ยิ้มฝืน ๆ จนซ่อนความเสียใจในแววตาไว้ไม่มิด พ่อแม่ของไมล์ก็ไม่ต่างกัน กระนั้นพวกท่านก็ไม่ได้ตราหน้าว่าพวกเธอทั้งสองคนเป็นส่วนเกิน





แต่พวกเธออยู่ในที่ที่ถูกจำกัดให้อยู่





ในสายตาของคนทั่วไป ไมล์และดาหลาอยู่ในสถานะเพื่อน นั่นก็เพื่อความสบายใจของคนเหล่านั้น





มีหลายสิ่งและหลายเรื่องราวที่ก่อกำเนิดขึ้นในสังคมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต แนวคิด หรือความรัก  ดาหลาเคยนั่งคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับพี่ชายอยู่ค่อนคืน   พี่ชายโอบไหล่น้องสาวด้วยความเข้าใจ





“เราไม่ได้เลือกความรัก ความรักต่างหากที่เลือกเรา” พี่ชายของดาหลาบอกเธอในคืนนั้น





มนุษย์เป็นเพียงสับเซ็ตเล็ก ๆ ในเซ็ตความยุ่งเหยิงที่ซับซ้อนที่สุดในโลกซึ่งเราเรียกมันว่าความรัก เราภาคภูมิใจว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงที่มีพัฒนาการทางความคิดมากกว่าสัตว์ประเภทไหน ๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกที่ปิดกั้นและแสดงความรู้สึกเหยียดหยามได้รุนแรงที่สุด





เราลอยแพ คว่ำบาตร และโดดเดี่ยวใครต่อใครได้อย่างง่ายดายเพียงเพราะคิดว่าเขาไม่ใช่พวกเดียวกับเรา





ดาหลาเคยคิดว่าหากพวกเธอสองคนถูกทอดทิ้งให้อยู่ในสังคมที่เจ็บหนักจนมนุษย์ทุรนทุรายนี้ตามลำพัง จะเป็นอย่างไร





มีความสุขล้นเหลือกับอิสระอันไร้ทิศทาง





หรือเหงาเจียนตายในกรงขังทั้ง ๆ ที่มีกุญแจอยู่ในมือ





ดาหลาหัวเราะขึ้นมาเมื่อรู้ตัวว่าในหัวของเธอมีแต่เรื่องเลอะเทอะไปกันใหญ่ ถึงเรื่องพวกนั้นจะเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างไรก็เถอะ มนุษย์มีกลไกการยอมจำนน เธอสู้โลกไม่ไหว เธอหมายถึงโลกที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยน้ำมือของคน ยิ่งตอนนี้ไมล์ไม่สบาย เธอก็ยิ่งไม่มีกำลังใจจะสู้





แต่หากเป็นโลกที่ก่อกำเนิดและดำเนินไปด้วยตัวของมันเอง  ดาหลาเชื่อว่าพวกเธอมีที่ยืนบนนั้นพร้อมกับธงแห่งชัยชนะที่ไม่ต้องมีใครหยิบยื่นให้





“ไปเดินเล่นบนสนามหญ้าหน้าบ้านกันไหมดา”

“คนป่วยเลือกไม่ได้ ลงไปข้างล่าง กินข้าวแล้วจะได้กินยานะ”

“เอาอย่างนั้นก็ได้”





ดาหลาลุกขึ้นยืนก่อนและไม่ลืมดึงให้อีกคนลุกตาม





เรายอมรับว่าเคยคิดว่าเส้นทางที่เลือกเดินไปด้วยกันมันขรุขระ แต่ช่วยไม่ได้ที่มันผิดถนัด เพราะเมื่อเรามีกันและกัน เส้นทางนั้นกลับดูเหมือนโรยด้วยดอกไม้นับพันชนิด





แม้ว่าท่ามกลางดอกไม้นับพันชนิดนั้นจะไม่มีดอกกุหลาบก็ตาม  


🥀


(แปลงมาจากผลงานต้นฉบับของตัวเอง)














SHARE

Comments

achakorn
10 months ago
ชอบมากๆ 💛
Reply
Bluebaby
10 months ago
ชอบค่ะ 💙
Reply