ความผิดปรกติของร่างกาย Dysmorphic หรือ Body dysmorphic disorder (BDD)
ก่อนอื่น.. เราจะลองมาหาความหมายของมันก่อนดีกว่า ว่าความผิดปรกติของร่างกายที่เรานำมาเสนอวันนี้ มันมีความหมายอย่างไร?

Body dysmorphic disorder (BDD) ถือเปนโรคเรื้อรังที่ทําใหสุขภาพจิตแยลง โดยมีอาการย้ําคิด หรือชอบหมกมุนเกี่ยวกับรูปลักษณ์ที่ผูปวยจินตนาการไปวามีความบกพรอง หรือมีตําหนิ ทั้งๆที่ความจริงแลว มันเป็นปรกติ และเพราะการย้ำคิด หรือชอบหมกมุ่นอย่างนั้น ทําใหมีผลตอการดําเนินชีวิตประจำวัน การทํางาน ครอบครัว หรือสังคม และอาจเปนมากถึงขั้นฆาตัวตายได

ซึ่งผูปวยกลุมนี้ มักจะไมมาพบจิตแพทย์โดยตรง แตถามา ก็มักจะมาดวยอาการซึมเศรา, social anxiety และเนื่องจากเปนโรคที่พบไดไมบอย ทําใหความตระหนักถึงโรคนี้คอนขางนอย ทั้งในชุมชนและบุคลากรทางการแพทยเองก็ตาม ทําใหผูปวยไมไดรับการวินิจฉัยที่ถูกตอง หรือแมจะวินิจฉัยได ก็อาจจะไดรับการรักษาที่ไมมีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากประสบการณของผูให้รักษาที่มีนอย หรือขาด effective treatment model


Body dysmorphic disorder คือ ภาวะที่ผูปวยมีความคิดหมกมุนเกี่ยวกับรูปลักษณของรางกายบางสวนที่เขารับรูไปเองวามีขอบกพรองหรือนาเกลียด ทั้งๆที่จริงๆแลว มันก็ดูปรกติหรือใกลเคียงปรกติ หรือมีความผิดปรกติเพียงเล็กนอย แตผูปวยกลับมีความกังวลเปนอยางมาก อย่างไมสมเหตุสมผล โดยที่ผูปวยจะมีความเชื่อมั่นมากวาเขามีความผิดปรกตินั้นจริง และกลัวว่าจะทำให้ไมเปนที่สนใจ หรืออาจจะเปนที่เกลียดชัง ซึ่งความคิดนี้ก็ไมได้ดีขึ้น ด้วยวิธีการพูดยืนยันถึงความปรกติหรือคําชมเลยแม้แต่น้อย

ความคิดหมกมุนประเภทนี้ จะทําใหผูปวยเริ่มใชเวลานานๆในการทําพฤตกรรมซ้ำๆ เชน สองกระจก หรือการเสาะหาคํายืนยัน หรือการเปรียบเทียบ หรือการแตงตัวแต่งหน้ามาก ซึ่งมันอาจจะหมายรวมถึงการมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยง เชน หลีกเลี่ยงจากสังคม หลีกเลี่ยงกระจก หรือหลีกเลี่ยงแสงสวาง

ผลต่อมา.. คือจะทำให้ความมั่นใจในตัวเองลดลงอยางมาก และผลที่เกิดขึ้นคือ ทําใหผู้ป่วยเกิดความบกพรองในการเขาสังคม หนาที่ การงาน ครอบครัว หรือเกิดความทุกขทรมานใจเป็นอยางมาก

History

ไดมีการกลาวถึง BDD เปนเวลากวา 100 ปมาแลว โดยเฉพาะในยุโรป ญี่ปุน รัสเซีย โดยใชชื่อเรียกที่แตกตางกัน สวนสหรัฐอเมริกาเพิ่งมาใหความสนใจในภายหลัง
- Emil Kraepelin ใชชื่อวา Compulsive neurosis 
- Pierre Janet ใชชื่อวา Obsession of shame of the body (Obsession de la honte fucorps)
- Freud มีผูปวยชื่อ Wolf-Man ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับจมูก 
- Morselli จิตแพทยชาวอิตาลีตั้งชื่อวา dysmorphophobia ในป 1886
- ตอมาสหรัฐอเมริกา ไดจัดชื่อนี้เขา DSM-III เปนครั้งแรกในป 1980 และจัดอยูในกลุ่มของ atypical somatoform disorder โดยกอนหนานี้ถูกจัดอยูในกลุม monosymptomatic hypochondriasis เชนเดียวกับ Delusions of parasitosis และ Delusions of bromosis (หลงผิดวาตัวเองส่งกลิ่นนารังเกียจ) แตตอมาทั้งสองโรคนี้ถูกจัดอยูในกลุม psychosis
- ใน DSM-III-R เรียกโรคนี้วา nondelusional somatoform disorder เนื่องจากคําวา Dysmorphophobia นั้นไมเขากับกลุม phobia ซึ่งจะมีรูปแบบพฤติกรรมที่หลีกเลี่ยงเพราะความกลัว
- ตอมาใน DSM-IV จึงเปลี่ยนเปน BDD


ขอมูลเกี่ยวกับ BDD จะมีคอนขางนอย เนื่องจากผูปวยมักจะไปพบแพทยแผนกอื่นมากกวา ทําให้ prevalence ที่ถูกตองของโรคนี้ในประชากรทั่วไปยังไมมี

- Michael W. Otto et al. พบ point prevalence of BDD ประมาณ 0.7 % ใน community sample ของผูหญิงอายุ 36-44 ปและคิดวา point prevalence ในผูหญิงที่อายุนอย นาจะสูงกวานี้ และการศึกษานี้ก็ไมไดศึกษาในผูชาย
- Faravelli C. et al พบวาความชุกของ BDD ในชุมชน ประมาณ 0.7 %
- การศึกษาหนึ่งในอิตาลี พบความชุกของ BDD ใน 1 ปประมาณ 1 %
- พบมี 2% ของผูปวยที่ไปทําศัลยกรรมความงามเปน BDD
- และพบ 12% ของผูปวยที่ dermatology clinic เปน BDD (USA)

อายุเฉลี่ยของผูปวยที่ไดรับการวินิจฉัยวาเปน BDD คือประมาณ 30 ป มักจะคอยๆเริ่มมีอาการตั้งแตวัยรุนและวัยผูใหญ่ตอนต้น โดยมักพบในผูหญิงมากกวาผูชาย และผูปวยส่วนใหญมักไมไดแตงงาน หรือหยาราง ไมมีงานทํา หรือมักจะเกิดรวมกับโรคทางจิตเวชอื่นๆ โดยเฉพาะอยางยิ่งโรคซึมเศรา
สาเหตุของการเกิดโรค

สาเหตุที่แทจริงของโรคนี้ยังไมทราบเป็นที่แน่นอน แต่ปจจัยที่คิดวามีสวนเกี่ยวของในการเกิดโรคมีดังนี้
• Genetic predisposition
• ความผิดปรกติของระบบ serotonin เนื่องจากมีรายงานวาผูปวยตอบสนองดีตอการรักษาดวย SSRIs
• ลักษณะนิสัยขี้อาย perfectionism หรือพื้นฐานทางอารมณที่ขี้วิตกกังวล ซึ่งก็อาจเกิดจากกรรมพันธุสวนหนึ่ง
• มีประวัติครอบครัวเปน Mood disorder, OCD, substance abuse
• วัฒนธรรมและสังคมที่มีการเนนย้ําถึงเรื่องความสวยงาม 
• ความทุกข์ยากในวัยเด็ก เชน ถูกลอเลียน รังแก ดาวา (ทั้งเรื่องรูปลักษณและความสามารถ) ความสัมพันธกับเพื่อนที่ไมดี ขาดการใหกําลังใจในครอบครัว, sexual abuse
• เปนคนออนไหวงายในเรื่องความสวยงามเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ คือใหความสําคัญของความเปนตัวตนขึ้นอยูกับรูปลักษณ์ 
• ประวัติของโรคทางผิวหนังหรือโรคทางกายอื่นๆที่ทําใหเกิดความอาย เชน เปนสิวตอนวัยรุน
• บุคลิกภาพแบบ ย้ําคิดย้ําทํา รวมกับความพยายามหลีกเลี่ยงในหลายๆสิ่ง
• อาชีพหรือการศึกษาเกี่ยวกับศิลปะหรือการออกแบบ
• Triggered by Medical illness โดย Vilma Gabbay et al พบผูปวย 2 รายที่เป็น BDD ตามหลังโรคทางกาย โดยเชื่อวาเกิดจากการมี inflammatory process แลวไปกระตุน cytokines ซึ่งไปมีผลตอระบบ serotonin
• Psychodynamic model อธิบายวา BDD เกิดจากการ displace ของ sexual or emotional conflict ไปยังสวนของรางกายที่ไมเกี่ยวของ โดยใชกลไกทางจิต คือ repression, dissociation, distortion, symbolization และ projection

Clinical features
สวนของรางกายที่ผูปวยกังวลมากที่สุดคือใบหน้า โดยจะสนใจเฉพาะสวน เชน จมูก คาง ที่กังวลรองลงมาคือ ผม หนาอก อวัยวะเพศ และความคิดหมกมุนนี้ก็อาจเกิดกับหลายส่วนพรอมกันได โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 4 สวนของรางกายในชวงการดําเนินโรคครั้งหนึ่ง และอาการก็มักจะขึ้นๆ ลงๆ
 
ในเด็ก อาจแสดงอาการโดยไมยอมไปโรงเรียน ในวัยรุน มักไดประวัติวามีเพื่อนน้อย เก็บตัว อาการที่มักเกิดรวมดวยคือ idea of reference คือ ผูปวยเชื่อวามีคนสังเกตเห็นสวนของรางกายที่ผูปวยคิดวามีตําหนิอยู่ และจะมองผูปวยในแงไมดี หรือ ตลกขบขัน จึงทำให้มีพฤติกรรมซ้ําๆ เชน สองกระจกเปนเวลานานๆ มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยง และพยายามปดบังสวนที่คิดวาผิดรูป โดยการแต่งหนามาก ใชเสื้อผาอําพราง

นอกจากนี้ยังมีอาการนอนไมหลับ ซึมเศรา วิตกกังวล เก็บตัวอยูแตในบ้าน ไมเขาสังคม ความมั่นใจในตัวเองต่ำ และผูปวยมักจะใชเหลาหรือสารเสพติด เพื่อชวยลดความรูสึกนี้ หรือทํำศัลยกรรมความงามโดยไมจําเปน จนถึงมีการพยายามฆาตัวตาย โดยที่ตัวผูปวยเอง ไมคิดวาตัวเองมีความผิดปรกติ

สถานที่ที่ผูปวยจะไปรับการรักษา คือ mood disorder clinic, plastic surgery clinic, dermatology clinic

Phillips et al พบวาคุณภาพชีวิตของผูปวย BDD แยกวาโรคซึมเศรา เบาหวาน และ Bipolar disorder เสียอีก

อาการในผูชายจะตางไปคือตองการตัวโตขึ้น (bulk up) หรือมีกลามเนื้อที่ใหญขึ้น เรียกวา Muscle Dysmorphia ซึ่งเปนรูปแบบหนึ่งของ BDD โดยจะมีความคิดหมกมุนเกี่ยวกับความตองการเพิ่มขนาดของกลามเนื้อ เพราะรูสึกวาตัวเองรูปรางเล็ก ทั้งๆที่จริงๆแลว มันไมไดเปนแบบนั้น

Pasman & Thomson ไดทําการวัด body image และ eating disturbance ในชายและหญิงที่เปนนักยกน้ําหนัก นักวิ่ง และคนที่ไมไดออกกําลังกาย พบวา ผูชายที่เปนนักยกน้ําหนัก และนักวิ่ง มี score ของความตองการผอม bulimia, body dissatisfaction, score of the Eating Disorder Intervention สูงกวากลุมอื่นอยางมีนัยสําคัญ ซึ่งผลของความกังวลนี้สงผลทําใหรูสึกอาย เสียหนาที่การงานและการเขาสังคม มักจะหลีกเลี่ยงสถานที่ที่อาจจะเห็นรูปรางได้ เชน สระวายน้ํา หรือชายหาด และมักจะมีการออกกําลังกายอยางมาก

Grant & Won Kim ไดสัมภาษณคนไขจิตเวช 122 คน โดยประกอบดวยผูใหญ่ 101 คน เด็ก 21 คน พบวามี 16 คน (13.1 %) วินิจฉัยวาเปน BDD โดยไมเคยไดรับการวินิจฉัยมากอน โดยจิตแพทยที่รักษาเขาอยู แตวินิจฉัยวาเขาเปนโรคซึมเศราหรือ substance abuse ซึ่งทั้ง 16 คนนี้ บอกวาเขาจะไมพูดเรื่องนี้ขึ้นมากอน จนกวาจะมีคําถามที่เจาะจง เนื่องจากรูสึกอาย หรือกลัวจะถูกหาวาไรสาระ

Otto พบวามีการประเมินที่ต่ํากวาความเปนจริงในการวินิจฉัย BDD

ตามที่กลาวข้างต้น วาผูปวยมักจะไมมาพบจิตแพทย แตมักจะมาดวยการที่มีแพทยจากแผนกอื่นสงหัวข้อปรึกษามา หรือญาติ หรือเพื่อนพามา หรือถามาพบจิตแพทยดวยตนเอง ก็มักจะมาดวยอาการซึมเศรา วิตกกังวลในการเขาสังคมมากกวา โดยมักจะเก็บซ่อนอาการของ BDD ไว เนื่องจากกลัวจะถูกมองวาไรสาระหรือลุมหลงตัวเอง ซึ่งอาจจะทําใหเราพลาดในการวินิจฉัยได

ดังนั้น เราจึงควรมีคําถามคัดกรองสําหรับการวินิจฉัย BDD ดังนี้ คือ
1. คุณเคยคิดมากเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของคุณหรือไม่? สวนไหนของรางกายที่คุณไมชอบ? คุณรูสึกวาสวนนั้นทำใหดูนาเกลียด ไมมีใครคบหรือไม?
2. คุณคิดวาสวนนั้นที่ไมชอบ มันสามารถมองเห็นไดชัดเจนกว่าคนอื่นๆอยางไร? 
3. ในแตละวันคุณใช้เวลากี่ชั่วโมงในการคิดเกี่ยวกับสวนนั้น? 
4. สวนนั้นเปนสาเหตุทําใหคุณรูสึกไมสบายใจหรือไม่?
5. คุณตรวจสอบสวนนั้นวันละกี่ครั้ง? (รวมการสองกระจกหรืออะไรก็ไดที่สะทอนภาพ หรือการสัมผัสดวยนิ้วมือ)
6. คุณรูสึกกังวลเกี่ยวกับสวนนั้นในการเขาสังคมบอยแค่ไหน? มันสงผลใหคุณตองคอยหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมหรือไม่?
7. สวนนั้นมีผลต่อการนัดเดท หรือมีผลตอความสัมพันธกับเพื่อนหรือไม่? 
8. สวนนั้นขัดขวางความสามารถในการทํางาน การเรียน หรือหนาที่หรือไม่?

Differential diagnosis
1. ภาวะปรกติในวัยรุน ซึ่งวัยรุนมักจะมีความวิตกกังวลตอขอบกพร่องเล็กๆนอยๆของรูปลักษณตัวเองเปนปรกติอยูแลว เชน เปนสิว แตความกังวลนี้ไมสงผลตอการทํางาน การเรียน หรือการเขาสังคม
2. Mood disorder โดยอาจจะมีอาการหลงผิดเกี่ยวกับบางสวนของรางกาย วามีความบกพรองได้ แตโรคนี้จะมีอาการทางดานอารมณที่เดนชัด
3. Narcissistic personality disorder โดยคนกลุมนี้จะมีความสนใจเกี่ยวกับรูปลักษณ์โดยรวมของเขามาอยางตอเนื่อง แตอาการนี้มีคอนขางนอย ไมเดนชัด รวมกับประวัติเขากับคนอื่นไดยาก
4. Avoidance personality disorder ผูปวยอาจกลาวถึงขอบกพรองของรูปรางตัวเองอยางเกินจริง แตอาการดังกลาวไมไดเปนอาการสําคัญของโรค
5. Anorexia nervosa จะมีความคิดหมกมุนคงที่เกี่ยวกับความกลัวอ้วน มีการรับรู้เกี่ยวกับรูปรางผิดไปจากความเปนจริง หรือมีภาวะขาดสารอาหาร
6. Obsessive-compulsive disorder จะไมวินิจฉัยโรคนี้ ถาอาการย้ำคิดนั้น มีเฉพาะเรื่องรูปลักษณเทานั้น และ insight ของผูปวย BDD จะแยกวาผูปวย OCD อยางมาก
7. Delusional disorder, somatic type แยกกันคอนขางยาก แตภาวะนี้จะมีความคิดที่รุนแรง และยึดมั่นมากกวา (intensity สวน BDD จะเปน strongly held idea)
8. Gender identity disorder ผูปวยจะมีความเชื่อวาเพศของเขาที่เป็นมาตั้งแตเกิดนั้นไมถูกตอง
9. Schizophrenia โดยอาจมีอาการในชวงแรก เปนแบบกังวลเกี่ยวกับส่วนของรางกายได รวมกับมีอาการของ psychosis รวมดวย

Course and prognosis
อาการของโรคจะคอยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มเปนตั้งแตวัยเด็ก วัยรุน หรือวัยผูใหญตอนตน และระดับของความกังวลก็จะขึ้นๆลงๆ อยูตลอด สวนใหญจะมาพบแพทยเมื่อเปนมานานประมาณ 10-15 ปแลว

การรักษาดวยการผาตัดเสริมความงาม มักจะไมชวยลดความคิดกังวลหมกมุนได้ อาการอาจจะไมดีขึ้น หรืออาจจะเปนมากกวาเดิม สวน Dermatology and Dental treatment นั้น ผลการรักษาก็ไมดีเชนกัน การรักษาที่แนะนํา คือ การใชยาร่วมกับการทํา cognitive behavioral therapy แตผูปวยมักไมยอมรับการรักษาดวยวิธีนี้เนื่องจากมักจะไมยอมรับความผิดปรกติของตน


• Cosmetic surgery 

การที่ผูปวยตัดสินรูปลักษณของตัวเองในทางลบ ไมชอบตัวตนภายในของตนเอง และความกังวลเกี่ยวกับการเขาสังคม เปนแรงขับดันใหผูปวยมีความตองการที่จะเปลี่ยนรูปลักษณ์ โดยการแตงหนา รักษาที่คลินิกผิวหนัง คลินิกเสริมความงาม และทําศัลยกรรมทั้งทางดาน cosmetic, ENT, dental ซึ่งถึงแมวารูปลักษณอาจจะเปลี่ยนแปลงไป แต่พวกเขาไมเปลี่ยนรูปลักษณอุดมคติภายในจิตใจ จึงทําใหเกิดความผิดหวัง และซึมเศราที่เขาไมสามารถมีรูปลักษณเหมือนกับอุดมคติได้ ทําใหโกรธตัวเองหรือแพทยที่เขาไปพบ ที่ทําใหเขาดูแยลง บางรายอาจฟองรองแพทยวา malpractice ก็ได และทําใหผู้ป่วยสองกระจกมากขึ้น และตองการทําผาตัดอีกครั้ง หรือกลายเปนโรคซึมเศราได

ดังนั้น การผาตัดเสริมความงามนี้ จึงไมแนะนําใหใชในการรักษา BDD เนื่องจากอาการจะยังคงเดิมหรือแยลงหลังทําผาตัด และพบวา 50% หลังจากทําผาตัดแลวผู้ป่วยพอใจกับผลการผาตัด แตจะเปลี่ยนไปกังวลกับรางกายส่วนอื่นแทน ซึ่งอาการของ BDD ก็ยังคงมีตอไปอยู่ดี


เครดิต : จิตเวชศาสตร์รามาธิปดี และ TheMighty
เรียบเรียงโดย : Empath666
SHARE
Written in this book
The book of shadows

Comments