การตกปลาให้ได้ปลาไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
อาจด้วยเบ็ดที่ผมใช้เป็นประเภท
เหมาะสำหรับตกริมทะเลตามโขดหิน
คันเบ็ดยาว 4.5 เมตร
ติดตะขอสามอัน
เหยื่อคือกุ้งยางตัวเล็ก ๆ
สีเขียวอ่อน  ประเภทเรือนแสงได้
ปลายเอ็นผูกเม็ดตะกั่วถ่วงน้ำหนักไว้
(ซึ่งต่อมาผมได้ลองตกในทะเล
แล้วประกฏว่าได้จริง  ได้มาสองตัว)


แต่วันนี้ผมไปตกในแม่น้ำ
ซึ่งใคร ๆ เขาก็ใช้เหยื่อจริงตกกัน
คือไส้เดือนตัวเป็น ๆ
แต่เรากลับใช้กุ้งปลอม


อาจด้วยอาการเห่อของใหม่
หรือเสี้ยนเพราะอยากตกมานาน
อะไร ๆ เลยดูปุบปับ
รีบร้อนจนไม่รอที่จะแวะ
ไปร้านขายอุปกรณ์ตกปลาเสียก่อน
ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลจากที่พักมาก
เพื่อเปลี่ยนตะขอใหม่ให้เหมาะผม
และอีกอย่างในร้านก็มีแต่เหยื่อปลอม
ไม่รู้ด้วยว่าไส้เดือนเป็น ๆ เขาขายกันที่ไหน


แล้วทึกทักเอาเองว่าคงไม่เป็นไร
ปลาน้ำจืดอาจจะอยากลองเหยื่อแบบใหม่ดูบ้าง
หรือบางทีเวลาพวกมันหายใจพะงาบ ๆ
ปากอาจจะอ้าไปเกี่ยวเข้ากับเบ็ดเอาก็ได้
เลยไปตกทั้งที่อย่างนั้น
ก็ลองดูดิ...


เย็นวันนั้น ณ สะพานข้ามแม่น้ำไนล์สายหลัก
ผมยืนอยู่บนสะพานบนทางเท้าข้างทาง
รถราวิ่งผ่านไปมาตลอดเวลา
ผมเริ่มหาทำเล  ยืดคันเบ็ดออก
หย่อนเหยื่อลงน้ำ  รอปลามาติดกับ
.
.
.
3 ชั่วโมง.. สามชั่วโมงเต็ม ๆ ที่ผมรอ

หลายครั้งผมลองกระตุกเส้นเอ็นเช็คสภาพ
รู้สึกหนัก ๆ เลยชักรอกขึ้นดู
ปรากฏเป็นแค่เม็ดตะกั่วถ่วงน้ำหนัก
ที่ติดมาพร้อมกับสาหร่ายสีเขียวยวงหนึ่ง


ยืนรออยู่อย่างนั้น  ชักขึ้นชักลง
เปลี่ยนทำเลไปมาที่นั่นที่นี่
ก็ยังไม่มีวี่แววส่อว่าจะได้
ไม่มีแม้แต่วี่แววที่ส่อว่า
มีปลาอยู่ในน้ำข้างล่างนั่นไหม


ตำรวจจราจรนายหนึ่ง
ที่นั่งตรงป้อมอยู่ใกล้ ๆ แถวนั้น
เห็นผมยืนเก้ง ๆ กัง ตั้งนานสองนาน
เลยเข้ามาทักพูดคุยแกมสอบถาม
และแนะให้ขยับไปตกริมตลิ่งตรงหัวสะพาน
ด้วยตอนนั้นมีขบวนเรือของกลุ่มตำรวจ
แล่นลอดใต้สะพานอย่างช้า ๆ และมีระเบียบ
วนไปกลับเหมือนเป็นพิธีงานอะไรสักอย่าง


ผมก็ทำตาม  ขยับไปตกตรงหัวสะพาน   ใกล้ตลิ่งกว่าเดิม
แลเห็นด้วยว่า  นอกจากเบ็ดจะไม่ติดปลาแล้ว
ถ้าเกิดไปติดกับตะกวด..เอ้ย  ตำรวจเข้าอีกจะยุ่งเอาใหญ่



คางวางพาดบนแขนที่นาบกับราวสะพาน
สายตาเหม่อมองไปข้างหน้า
อย่างล่องลอยไร้จุดหมาย
นาน ๆ ทีจะกลับมามองลงข้างล่างในน้ำ
ด้วยความหวังอันริบหรี่ลงทุกขณะ
ขาเหยียดเกร็ง  ข้างหนึ่งหย่อนเพราะความล้า
อีกข้างทำหน้าที่ค้ำแทนสลับกัน


อยู่ ๆ คำถามก็ผุดขึ้นในหัว
กูมาทำอะไรตรงนี้ ?

เฮ้อ..มีหนังสืออ่านสักเล่มก็คงดี
หรืออาจไม่
ในเวลาอันแสนเชื่องช้าและยาวนานเหลือคณาเช่นนี้
ต้องยกมาทั้งเซตถึงจะพอกระมัง


เริ่มหันมาไตร่ตรองในความเป็นจริง
จากการณ์นี้กูได้อะไรบ้าง ?

นอกจากแดดยามเย็นในหน้าร้อนสาดหน้าจนเกรียม
ฝุ่นฟุ้งจากถนน  และควันมนจากท่อไอเสียรถ...
.
.
.
เวลาล่วงผ่านไปอย่างช้า ๆ
จนตะวันลับลาไป
แทนที่ด้วยแสงสีจากดวงไฟ
ทั้งบนถนน  ตามบ้านช่อง  และสถานที่ทั่วไป
จะดูเด่นก็คงมีเพียงเรือภัตตาคารลำใหญ่นี้
ที่เทียบท่านิ่งมาแต่ไหนแต่ไร
เหนือแม่น้ำไนล์อันเงียบสงบยามพลบค่ำ
มันช่างดูไม่ประสากับโลกภายนอกเอาเสียเลย
แม้มีผู้คนหลั่งไหลเดินเข้าออกในตัวมันตลอดเวลา


ก่อนกลับผมล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือ
ขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง
เปิด camera  เลือกมุม  แตะโฟกัส
ปรับนี่นั่น  แล้วลั่นชัตเตอร์


พอได้รูปที่พอใจแล้ว  ผมเปิดมันขึ้นมาดู
พิจารณาแล้วพูดกับตัวเองในใจ
หรือที่กูฝ่าฟันมาทั้งหมด
ตลอด 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เพื่อรูปนี้รูปเดียว!
(มันคุ้มไหมละนี่)



หลายวันต่อมา  ผมมีโอกาสได้ซื้อ
เก้าอี้อเนกประสงค์ขนาดเล็กตัวหนึ่ง
และหมวกปีกกว้างหนึ่งใบ
เผื่อวันไหนมีโอกาสได้ไปตกปลาอีก
จะได้ใส่ไว้กันแดด  และกางเก้าอี้ออก
นั่งอ่านหนังสือรอพลาง ๆ


แต่หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ได้ไปตกปลาที่นั่นอีก
วางเก้าอี้และหมวกใบนั้นทิ้ง
ในตู้ในห้องพักกับเสื้อผ้ากองพะเนินอย่างสงบนิ่ง
จะว่าไปมันก็แลดูเหมือนเรือใหญ่ลำนั้น
สงบนิ่ง  ช่างไม่ประสากับโลกภายนอกเอาเสียเลย
แม้มันไม่ได้อยู่ในน้ำเหมือนเรือลำนั้น
แต่มันก็ได้จมอยู่กับอะไรสักอย่างในตู้ใบนี้

จนถึงปัจจุบัน


คงมีเพียงรูปถ่ายใบนี้ไว้ให้ดูต่างหน้า
นาน ๆ ทีจะเผอิญเปิดไปเจอมัน
คอยย้ำเตือนให้จำซ้ำ ๆ
ว่าสิ่งสำคัญหนึ่งในการลงมือทำอะไรนั้น
นั่นคือ  ความพร้อม
SHARE
Writer
SanK-One
Student
ชอบมองดูอะไรที่เคลื่อนไหว.ชอบสังเกตุอะไรที่สงบนิ่ง, f:San K-One Pandeksab, ig:san_k_one

Comments