city of stars
"มึง กูได้งานแล้วว่ะ"

ข้อความจากเพื่อนสนิทตอนเรียนมหาลัยเด้งขึ้นมาบนมุมขวาของคอมพิวเตอร์

"แต่แม่ง ไม่ชอบอะ ดูไม่ใช่แนวกูเลย"

"ทำๆไปก่อนมึง ตอนนี้เงินสำคัญกว่าพาสชั่น" 

"เออ จริง" 

เกือบสามเดือนที่พวกเราก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเข้าสู่วัยมนุษย์เงินเดือน 

สมัยเรียนฉันใช้ชีวิตแบบไม่มีจุดหมาย เรียนๆเล่นๆ ให้พอผ่านไปแต่ละเทอม จนถึงตอนนี้ยังถามตัวเองทุกวันว่า นี่กูเรียนจบแล้วจริงเหรอวะ 

ตั้งใจว่าจะค่อยๆ หางานที่ใช่ อยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำตามความฝันที่วาดเอาไว้ตั้งแต่เริ่มเรียนคณะนี้ พอถึงเวลาจริงๆ ปากท้องดันสำคัญกว่าพาสชั่น

จะให้แบมือขอเงินแม่ก็ละอายใจ กลายเป็นว่าทุกวันนี้ต้องอยู่กับสิ่งที่โคตรจะไม่ใช่ ทำงานสามสิบวัน เพื่อแลกกับความสุขเพียงวันเดียวตอนสิ้นเดือน 

โคตรอิจฉาคนที่เขาทำตามความฝันตัวเองสำเร็จ จนนึกโทษตัวเอง ทำไมขี้แพ้ขนาดนี้วะ

เคยดู lalaland แล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างพาสชั่นและความฝันจะเลือกอะไร 

ตัวฉันในวัยยี่สิบปีแทบไม่ต้องคิด ก็ต้องเลือกพาสชั่นสิวะ ใครจะอยากอยู่กับอะไรที่ตัวเองไม่ชอบ เงินไม่ใช่ทุกอย่างนะโว้ยยยยย 

แต่เมื่อได้มาใช้ชีิวิตจริงๆ  งานทีี่ใช่แม่งเงินไม่พอแดก สุดท้ายต้องทิ้งความฝันเอาไว้ข้างหลัง ขอถอยมาตั้งหลักก่อน 

เคว้งอะ เคว้งยิ่งกว่าตอนจบม.6 แล้วยังไม่ติดรับตรง

 ผิดหวังที่แอดไม่ติดมหาลัยในฝันแม่งยังไม่เศร้าเท่าทิ้งความฝันเพราะต้องเลี้ยงปากท้อง 

คนเราแม่งจะทำตามฝันแบบท้องไม่อิ่มไม่ได้เลยเหรอวะ 
เออก็ไม่ได้อะ ขึ้นชื่อว่ากรุงเทพ แค่ก้าวเท้าออกจากห้องก็เสียไปแล้วเก้าบาทค่ารถเมล์ 
สามสิบห้าบาทค่ามิเตอร์แท็กซี่ ซื้อเวลาหน่อยก็สิบหกบาทค่าบีทีเอส 

นอกจากจะแย่งงานกันเอง ยังต้องมาแย่งที่ว่างบนรถโดยสารต่างๆอีก 

ชีวิตจริงแม่งไม่สนุกเลยว่ะ ไม่เคยสนุกเลย


ไม่รู้จะเดินไปทางไหน ไม่รู้จะเอาไงต่อ ชีวิตมันยากหรือเรากากเองวะ 


แม่งเอ้ย 


https://www.youtube.com/watch?v=GTWqwSNQCcg


SHARE

Comments