วันนี้ ที่ประเทศญี่ปุ่น มีการประหารชีวิต เจ้าลัทธิ "โอม ชิน รินเกียว"

"โอม ชิน รินเกียว...ตำนานโหดสยองของ Mass Muder ในประเทศญี่ปุ่น"

-------------------

"ความตาย อันน่าสะพรึงกลัวได้เกิดขึ้นในเครือข่ายสถานีรถไฟใต้ดินญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่า แม่นยำและเที่ยงตรงที่สุดในโลก ซึ่งกลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งมัจจุราช
ที่ความเที่ยงตรง ทำให้การคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ กว่า 12 ราย และบาดเจ็บกว่า 5,000 ราย คือเหตุการณ์สะเทือนขวัญจากการกระทำอันชั่วร้าย ของลัทธิเถื่อน ที่มุ่งก่อการร้ายสังหารหมู่โดยวิธี Mass Murder"

-----------------------------


วันที่ 20 มีนาคม 1995

มันคือการกระทำอันเลวร้ายของลัทธิ โอม ชิน รินเกียว ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะมุ่งทำลายสัญลักษณ์ทางเศรษฐกิจ และความเจริญก้าวหน้าของญี่ปุ่น ผ่านสถานีรถไฟใต้ดิน คาซูมิงาเซกิ

พวกมันตั้งใจใช้ก๊าซ ซารีน ซึ่งเป็นก๊าซพิษ โจมตีเส้นทางสายธุรกิจหลัก 3 สาย ได้แก่ ฮิบิย่า , มารุโนอุชิ,ชิโนดะ
ซึ่งขบวนรถไฟทั้ง 3 สายจะตัดกันที่ คาซูมิงาเซกิ ใกล้ทางออกที่พนักงานในกรมตำรวจใช้เป็นประจำ
โดยกำหนดเวลาตายตัวจากความเที่ยงตรงของรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลกของญี่ปุ่นเป็นสำคัญ

-----------------------------
20 มีนาคม 1995
ก่อน 7 โมงเช้าเล็กน้อย

"ฮายาชิ" สาวกลัทธิ โอม ชินริน เกียว กำลังจะเริ่มลงมือปฏิบัติการโหดในจุดแรก
มันพยายามแทรกตัว แล้วกลืนหายไปกับฝูงชนที่สถานีรถใต้ดินสาย ฮิบิย่า
จากนั้นมันก็ได้ขึ้นรถใต้ดินขบวนยาวขนาด 8 ที่กำลังมุ่งหน้าไปยัง คาซูมิงาเซกิ อันเป็นที่ตั้งของ สถานีตำรวจกรุงโตเกียว

เวลาผ่านไปสักพักท่ามกลางผู้คนที่อัดแน่น มันกำลังใจลุ้นระทึก ถึงการกระทำที่กำลังจะเกิดขึ้น

เมื่อเสียงประกาศเตือนว่าใกล้ถึงที่หมาย

มันจึงรีบฉวยโอกาสใช้ด้ามร่มที่พกมาทิ่มลงไปเบาๆ บนห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ ที่มันได้แอบนำมาวางไว้ที่พื้นโดยไม่มีใครรู้
จากนั้นก็ได้รีบออกไปจากสถานที่แห่งนั้น
...ซึ่งหลังจากที่ประตูอัตโนมัติของรถไฟใต้ดินได้ปิดตัวลง ผู้คนจำนวนมากที่อัดแน่นอยู่ในขบวนรถไฟ ไม่มีใครรู้เลยว่า

ห่อกระดาษเล็กๆ นั้น คือความตายที่กำลังมาเยือ...ค่อยๆ ทำปฏิกริยาจนเกิดเป็นสีดำรางๆ

-----------------------------
เวลา 8.01 น.
อีก 4 สถานีก็จะถึงสถานี คาซูมิงาเซกิ

ที่ตอนปลายอีกด้านหนึ่งของรถไฟสาย ฮิบิย่า ในขณะที่เสียงประกาศเตือนว่า อีก 4 สถานีจะถึงพื้นที่อันเป็นเป้าหมาย

นาย โตรุ โตโยดะ ซึ่งนั่งติดประตู กำลังตื่นเต้นและทุลักทุเลวางห่อหนังสือพิมพ์บนพื้น

มันค่อยๆ กระทำการโดยประมาณการให้ถึงสถานีหน้า โดยนำด้ามร่มกดทับกระดาษหนังสือพิมพ์
ในวินาทีที่ประตูที่อัตโนมัติได้เปิดออก มันได้หนีออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่รอให้ผู้บริสุทธิ์ได้สัมผัสกับความตายในอีกไม่กี่นาทีต่อมา

-----------------------------
เวลา 7.59 น.
ขบวนรถไฟใต้ดินที่มุ่งหน้าไป คาซูมิงาเซกิ

เคนอิจิ ฮิโรสะ สมาชิกรายที่ 3 ของลัทธิโอมชินรินเกียว กำลังจังหวะที่ผู้คนยัดทะนานกันที่อยู่ที่ประตูอัตโนมัติ เพื่อลงยังสถานีหน้า เพื่อหาโอกาสปลดเป้ที่สะพายออกมาแล้วล้วงห่อกระดษหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอย่างร้อนรน

แต่ความรีบร้อน ทำให้ห่อกระดาษหนังสือพิมพ์หล่นลงบนพื้น มันจึงรีบนำด้ามร่มกระแทกลงไปอย่างรวดเร็ว และใช้เท้าเขี่ยห่อกระดาษให้ไปไกลมากที่สุด

จากนั้น จึงรีบกระโจนไปรวมกลุ่มกับฝูงชนอย่างรวดเร็ว เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

-----------------------------
ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่ความปราณีไม่มีให้จาก คนเป็นแพทย์

ขณะที่พรรคพวกได้เริ่มทยอยก่อการร้าย Mass Murder
ฮายาชิ ผู้มีหน้าที่เป็นถึงนายแพทย์ และเป็นผู้ร่วมปฏิบัติการโฉดนี้เป็นรายสุดท้าย
มันเลือกที่นั่งริมประตู เมื่อมีการประกาศเตือนว่าอีกเพียง 4 ป้ายก็จะถึง คาซูมิงาเซกิ

...แพทย์ใจโฉด ได้วางห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ลงบนพื้นๆ และกระทำการเหมือนที่พรรคพวกของมันวางไว้ ก่อนจะรับออกจากรถไฟไปเพื่อปล่อยให้ผู้บิรสุทธิ์รับเคราะห์!

-----------------------------
ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ไม่สำคัญเท่าความความเที่ยงตรงของเทคโนโลยี

มาซาโตะ โยโกยาม่า กำลังกระสับกระส่าย ยัดเยียดอยู่กับผู้คน เพื่อรอจังหวะ อยู่ปลายทางด้านหนึ่งของรถไฟสาย มารุโนอุชิ

โยโกยาม่า นั่งนับสถานีจนกระทั่งรถไฟเคลื่อนขบวนไปยังสถานีที่ 3 หลังออกจาก คาซูมิงาเซกิ
มันจึงก้มลงวางห่อกระดาษของลงบนพื้นสถานี และรีบใช้ปลายร่มแทงลงไปเบาๆ
ก่อนที่ จัดแจงแทงด้วยปรายร่ม ตั้งใจจะทำให้ถุงแตกเพียงห่อเดียว แล้วจึงรีบลงรถไฟหนีไป

โดยที่มันไม่รู้ว่า

"รถไฟใต้ดินประจำโตเกียว มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก รถไฟทั้ง 5 สายจะแล่นสวนกันที่สถานีคาซุมิงาเซกิในช่วงเวลา 8.09-8.13 น. อย่างเที่ยงตรง"

ซึ่งในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่มีผู้คนโดยสารมากที่สุด
ที่สำคัญในเวลา 8.30 น. ที่ตำรวจเริ่มเข้ามาผลัดการทำงาน ซึ่งตู้รถไฟจะมีพนักงานกรมตำรวจโดยสารอยู่มากที่สุด

-----------------------------

สิ้นสุดการปฏิบัติการโฉด แต่ความตายกำลังจะเริ่มต้น

เวลา 8.10 น. ผู้ก่อการร้ายทั้งหมดเดินลอยหน้าออกมาสู่ถนนใหญ่ เพื่อมุ่งมาหาคนขับรถตามที่นัดไว้อย่างลอยหน้าลอยตา โดยไม่สะทกสะท้านว่า ในอุโมงค์รถไฟใต้ดินเบื้องล่างมีถุงบรรจุสารทำลายระบบประสาท 11 ห่อ เดินทางพร้อมกับรถไฟใต้ดินทั้ง 5 สาย!

แล้วแผนการของพวกมันก็ประสบความสำเร็จ

ถุงก๊าซซารีน ซึ่งถูกวางตามจุดต่างๆ เริ่มรั่วซึมออกมาอย่างรวดเร็ว
มีการเหยียบย่ำอย่างไม่รู้ตัวของผู้โดยสารนับพัน เป็นตัวเร่งกระบวนการระเหยเป็นไอ จนกลายเป็นไอพิษฟุ้งกระจาย
อบอวนไปด้วยกลิ่นเหม็นฉุน ซึ่งตามปกติแล้วซารีนบริสุทธิ์จะไม่มีกลิ่น แต่ส่วนผสมที่ได้รีบเร่งผลิตขึ้นมีความบริสุทธิ์แค่เพียง 30%

และเมื่อทุกเป้าหมาย "ฟุ้งออกมาเต็มที่ไ
ผู้โดยสารต่างเริ่มสำลักกลิ่น ครวญคร่ำด้วยความคลื่นเหียน

เมื่อประตูอัตโนมัติเปิดออก ชายคนหนึ่งเตะถุงตัวปัญหากระเด็นหรือไปตกอยู่นอกชานชาลา
ยังไม่ทันที่จะเห็นว่าอะไรเป็นอะไร
ก็มีชายหญิงคู่หนึ่งหงายตึงลงกองกับพื้น
ร่างอันแข็งทื่อและชักอย่างรุนแรง
ส่วนผู้โดยสารที่เหลือพยายามตะเกียดตะกายหนีออกมาจากรถไฟด้วยสภาพการไอและหายใจไม่ออก

บ้างเข่าอ่อนกองอยู่กับพื้น
บ้างสลบอยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยก๊าซ
บางคนมีเลือดไหลออกจากปากและจมูก
ผู้เคราะห์ร้าย 5 คน น้ำลายฟูมปาก สิ้นสติอยู่ตรงชานชาลาใน

อีกหลายคนนอนชักกระตุกโดยที่พวกเขาไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือใดๆ
เพราะก๊าซทำลายระบบประสาททำให้เกิดอาการพิการที่ปอดจนส่งเสียงใดๆ ไม่ได้

....เพียงแค่จุดมรณะสาย ฮิบิย่า เพียงจุดเดียว ทำให้ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตไปกว่า 8 รายและบาทเจ็บอีกกว่า 2,500 คน! กลายเป็นภาพโศกนาฏกรรมอันน่าสยอสยองและหดหู่
...วันนั้นไม่เพียงแต่ชาวโตเกียว และชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่ร่ำไห้
...แต่มันยังสร้างความแค้นเคืองถึงให้เกิดขึ้นแก่ลัทธิอุบาทว์ รวมถึงเจ้าลัทธิของมัน ที่ชื่อ โชโก อาซาฮาร่า

-----------------------------
โชโก อาซาฮาร่า

เดิมมันชื่อ ชิชูโอะ มัทซึโมโต้ ถือกำเนิดในปี 1955 ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เป็นลูกชายคนที่ 4 ของ ในครอบครัวช่างทอเสื่ออันแสนยากจนยากจน พิการด้วยสายตา กึ่งบอด

มันได้เข้าเรียนในโรงเรียนสอนคนตาบอด แต่มันกลับนำความได้เปรียบนี้ มาแกล้งเพื่อนๆ ในโรงเรียนอย่างไม่มีความปราณี และไม่มีคุณธรรม

แต่แล้วเมื่อความไม่เอาไหนของมันทำให้ล้มเหลวในการศึกษาเล่าเรียน
อาซาฮาร่า จึงเลือกเอาดีทางด้านฝังเข็มและก่อตั้งโรงเรียนสอนโยคะ
พร้อมมีอาชีพเสริมเป็นหมอรักษาโรคด้วยสมุนไพร จนสามารถเปิดสาขาของโรงเรียนสอนโยคะทั่วประเทศญี่ปุ่นได้สำเร็จ

แต่มันอ้างว่า

"เบื้องหลังความพิการของมันนั้น ทำให้มันสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้!"

จากนั้นจึงเริ่มไว้หนวดเครายาว นุ่งขาวห่มขาว ออกเดินทางไปแสวงหาความรู้แจ้งที่เทือกเขาหิมาลัย ในปี 1986 เพื่อรับคำสรรเสริญจากองค์ดาไลลามะ!?

จากนั้นมันจึงกลับมาที่ญี่ปุ่น ก่อตั้งลัทธิอุบาทว์ ที่ชื่อว่า โอม ชิน รินเกียว หรือ ลัทธิโอม สุดยอดแห่งความจริง

โดยนำหลักเกณฑ์ของพระพุทธศาสนามาประยุกต์กับหลักจากการเล่นโยคะ พร้อมทั้งบูชาพระศิวะแห่งศาสนาฮินดูเป็นเทพแห่งลัทธิโอม

ในปี 1988 มันได้เปิดสำนักที่เชิงเขาฟูจิ เริ่มหาสมาชิกทั่วโลก โดยมีสาขาที่นิวยอร์ก และมอสโคว

สาวกกว่าแสนคนบริจาคของทุกสิ่งของตนให้แก่ลัทธิ
เพราะเชื่อว่าจะสามารถก้าวพ้นจากยุคแห่งความเสื่อมสลายของโลก เพื่อก้าวสู่อาณาจักรของยุคพระศรีอารีย์ ซึ่งก็คือมัน!
ซึ่งมันจะทำพิธีให้สาวกดื่มเลือดของมัน และกินดื่มเศษหนวดเศษเครา รวมทั้งดื่มน้ำสกปรกหลังจากที่มันอาบแล้ว

กระนั้น....กรรม ก็คือกรรม...เมื่อมันได้ปฏบัติการณ์ครั้งใหญ่ จึงทำให้มันถูกทางการตามล่า จนถูกจับดำเนินคดีพร้อมกับลูกน้องและสาวก

จนกระทั่งในวันนี้
....จึงเป็นวันที่มันและพรรพวก ได้ถูกศาลตัดสินให้ถูกประหารชีวิต ให้สมกับสิ่งที่มันทำ

.............................

จากที่กล่าวมานั้น เราอาจจะพิจารณาได้ว่า..ความวิบัติที่มันและสาวกได้กระทำ ถือเป็นความ ทะนงตนและ หลงไปในทางที่ผิด ด้วยการใช้คุณสมบัติการโน้มน้าวใจที่โดดเด่น มาอ้างถึงพลังอำนาจที่จะทำให้ผู้อื่นได้พ้นทุกข์
จนนำไปสู่การที่กลุ่มคนผู้หลงผิด กระทำการสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์ ซึ่งจะท้อนถึงสภาวะจิตใจอันเปราะบางและสับสนของคนญี่ปุ่น ซึ่งนับวันนับทวีจำนวนมากขึ้นทุกที

................................................
SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments

imonkey7
3 months ago
บทความดีนะครับ

เเต่เหมือนรีบไปหน่อย เรียบเรียงดูสับสนไปนิด เช่นตอนที่บอกว่า

เขาไม่รู้หรอกว่าห้าสถานีมาบรรจบกัน และตำรวจผลัดเวรยาม

(หรือประมาณนี้ ผมไม่ได้ย้อนกลับไปดู) คือเขียนเหมือนจะมีอะไร แต่อ่านจบก็ไม่ถูกขยายต่อ ทีแรกนึกว่าจะมีฮีโร่ แต่ก็ไม่

หรือการลงมือของทั้งสี่ห้าคน ก็รูปแบบเดียวกันหมด น่าจะรวยไปเลยแล้วหาปมอื่นมาเพิ่มความน่าติดตาม กลายเป็นว่าผู้อ่านต้องอ่านวิธีการเดิมซ้ำ ๆ สี่ห้าครั้ง อาจทำให้ผู้อ่านเบื่อแล้วเปลี่ยนเรื่องอ่าน

การเขียนบทความยาว ต้องใส่ปมเยอะ ๆ ครับ ดึงผู้อ่านให้อยู่

อีกอันที่คิดว่าเปลี่ยนก็ดี สรรพนาม "มัน" ทำให้บทความดูกระโดดจากภาษาสุภาพที่ผู้เขียนใช และดูเป็นการแบ่งแยก แปลก ๆ ชอบกล ใช้คำว่า "เขา" น่าจะทำให้บทความสมูธขึ้น คือบทความเป็นการโจมดีชายคนนี้แหละ แต่น่าจะดีกว่าถ้าเราใช้ภาษาดี ๆ ในการเขียน เพราะมันทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่า ผู้เขียนไม่ได้โกรธแค้นเป็นการส่วนตัวครับ
Reply
Kissda
3 months ago
ขอขอบคุณมากๆ ครับผม :) อันนี้เป็นบทความที่เขียนทิ้งไว้เมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว และไม่ได้นำเอามาลงในพ็อคเก็ตบุ๊ค พอดีเมื่อวานเห็นว่ามีข่าวการประหารเลยนำมาลงอีกครั้ง / ยินดี และขอรับคำแนะนำไปปรับแก้ไขนะครับผม
imonkey7
3 months ago
เขียนมาเก้าปีแล้ว
สุดยอดครับ ^^