Promise (?)

      ตั้งแต่ตอนเด็กๆที่เริ่มดูหนังSoundtrackคำนึงที่เราชอบมาตลอดคือคำว่า "Promise" ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน แต่คาดเดาเองว่าเพราะเป็นคำที่มีพลังมากๆมั้ง เพราะมันไม่ใช่แค่เสียงที่ผ่านลำคอออกมา แต่มันเป็นสายตาแห่งความหวังที่ถูกส่งมาด้วย 

     ไม่ว่าจะตอนที่พ่อกับแม่บอกลูกน้อยว่าจะกลับมา หรือตอนที่คู่รักคนใดคนหนึ่งต้องออกไปเสี่ยงตายก็ตาม มันมีอิทธิพลกับใจเราเสมอ

     พอโตขึ้นมาหน่อย ตอนมัธยมมีคนมาให้คำสัญญากับเรา เราก็หวังใจว่าเขาจะทำได้ตามสัญญา แต่แล้ววันหนึ่งความจริงที่เป็นอยู่กลับตรงกันข้ามกับคำๆนั้นอย่างสิ้นเชิง 

     หลังจากนั้นก็มีคนมาให้คำสัญญากับเราอีกไม่น้อย แต่ก็น้อยคนนักที่จะทำได้อย่างที่พูด และบางครั้งเราเองก็เป็นผู้ให้คำสัญญา และบางครั้งนั้นเองก็เป็นตัวเราที่ผิดสัญญา หรือลืมสิ่งที่พูดไป เราจึงเชื่อและชอบในคำๆนี้น้อยลง น้อยลงทุกๆวัน

     แต่เมื่อไม่นานมานี้เราได้อ่านหนังสือของคุณนิ้วกลมที่ทำให้เราเปลี่ยนความคิดไป และทำให้เราไม่คาดหวังในคำสัญญาใดๆอีก

     คุณนิ้วกลมบอกว่า "สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลายากที่จะคาดหวังให้คนในวันพรุ่งนี้เป็นเหมือนวันนี้ จึงยากที่จะคาดหวังคำสัญญาไม่ว่าของใครก็ตาม"

     ใช่ เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงทุกวันไม่ว่าจากเรื่องที่ลืม จากเรื่องที่จำ จากเรื่องที่เจอ หรือจากเรื่องที่เสียใจ 

     แม้ตัวเราเองจะเปลี่ยนแปลงช้ามากแค่ไหน แต่ยังไงก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เปลี่ยน แม้เทียบจากเมื่อวานไม่ได้ แต่แน่นอนว่าเราต่างจากปีที่แล้ว หรือ3ปีที่แล้ว

     คนที่ให้สัญญา เขาคือคนเมื่อวันวาน ที่มีความคิดว่าเขาจะทำได้อย่างที่พูด

     คงจะดีกว่าไหม ถ้าเรามองว่าคำสัญญาเป็นแค่ประโยคแห่งความหวัง ที่เราต้องไม่คาดหวังมากจนเกินไป 

     เพราะทุกครั้งที่เราคาดหวังมากจนเกินไป แน่นอนว่าต้องมีคำว่าเสียใจมากขึ้นตามมา

     จะดีกว่าไหม หากเราหาทางออกให้ทั้ง2ฝ่ายอย่างประนีประนอมกัน อย่างที่คุณนิ้วกลมบอกว่า “หากเราไปสัญญากับใคร เราก็น่าจะจำให้แม่น แต่ถ้าใครมาให้สัญญากับเรา ลืมสัญญาของเขาไปบ้างก็ได้” 

     ถ้าคิดได้แบบนี้ ถ้าเกลี่ยหน้าที่ที่ต้องรักษาคำสัญญาและสิทธิที่จะได้รับจากสัญญานั้นไว้เท่าๆกัน โดยไม่มีใครโยนความหวังให้คนใดแบกไว้คนเดียว ไม่มีใครต้องมานั่งรู้สึกผิดที่เป็นคนอย่างเมื่อวานไม่ได้ หากแต่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจและไม่ยึดติดในวันวาน ความผิดหวังจากการคาดหวังจะน้อยลงไหม และจะเสียใจกับคำสัญญาของเมื่อวานน้อยลงรึเปล่า

เพราะคำสัญญา มันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อคนให้สัญญารักษามัน ไม่ใช่ตอนที่คนๆนั้นเปล่งออกมา 

     เอาใจไปจดจ่ออยู่ที่ปลายทางดีกว่าไหม ถ้าระหว่างทางมีแต่ความคาดหวัง มีแต่คำว่าเสียใจ
คิดซะว่าหากเค้ารักษาสัญญาได้ก็ดี แต่หากทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร 

     เพราะเหตุผลเดียวคือคนเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถูกกระทบกระทั่งด้วยความจริงบางอย่างอยู่เสมอ และเจอผู้คนใหม่ๆในทุกๆวัน 

     เป็นเราเองที่ต้องเดินหน้าต่อไปและไม่ยึดติดอยู่กับคำสัญญา

     เพราะคำสัญญาก็คงไม่ต่างอะไรกับสัมภาระที่เราต้องแบกไปด้วยระหว่างทางของการใช้ชีวิต จะดีกว่าไหมถ้าเราเลือกเพียงสิ่งของที่จำเป็นต่อการเดินทางที่เรียกว่าชีวิต แล้วเดินต่อไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องหนัก ทั้งกาย-ทั้งใจ 

     เพราะคนเราแบกหน้าที่ ความคาดหวังของตัวเอง ความคาดหวังของคนอื่นไว้บนไหล่ก็เกินพอแล้ว อย่าแบกอะไรไว้ในใจให้หนักอีกต่อไปเลย 

     ยึดติดไม่ใช่เรื่องดีที่ควรทำเท่าไหร่นะคุณว่าไหม แต่การเดินต่อไปข้างหน้าต่างหากที่ทำให้เราเติบโตและได้เรียนรู้ที่จะไม่ยึดติด 
     
     เพราะบางคำถามก็ไม่เคยถูกเฉลย เศษซากบางอย่างก็ไม่เคยถูกเก็บกวาดอย่างเรียบร้อย บางครั้งเราต้องกลั้นใจ หลับตาแล้วหันมา เดินไปข้างหน้าแล้วไม่ต้องหันหลังกลับไปอีก ทำตัวให้เหมือนดั่งเวลาที่เดินหน้าอย่างเที่ยงตรงในทุกๆวัน ไม่มีย้อนหลังไม่มีกลับมา 

     ดังนั้นหลังจากนี้ไม่ว่าใครจะมาให้สัญญากับเรา หรือเป็นเราเองที่ไปให้สัญญากับใคร ก็จำไว้เสมอว่า “ให้การรักษาสัญญาเป็นหน้าที่ของเขา ส่วนหน้าที่ของเราคือรักษาตัวเองให้ดี อย่าให้การผิดสัญญาของเขามาทำร้ายใจเราได้” อย่างที่คุณนิ้วกลมบอก คงโอเคกว่าเนอะ : ) 


          ♡  Please live your life well. ♡





SHARE
Writer
Fahthiti
: )
I'm just me, simple as that.

Comments