The story about “us” เรื่องของ “เรา”
เวลาของคนอื่นนั้นมากขึ้น แต่กลับกันเวลาของเรานั้นน้อยลง การรู้จักกันควรจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่กลับเป็นการต้องบอกลาและจากกันตลอดไป ความโดดเดี่ยวอย่างแท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเราต้องตัดสินใจก้าวต่อไปโดยไม่มีเขาในชีวิต เพลงที่เราฟังมันเศร้ากว่าที่เคยเป็น บางเวลาเราก็เหมือนคนบ้าที่พร้อมจะร้องไห้กับเรื่องเล็กๆ ผมโกหกตัวเองว่าผมออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง แต่จริงๆแล้วผมออกเดินทางเพื่อค้นหาใครสักคนที่ผมคิดว่าผมคู่ควร และการเดินทางในครั้งนั้น เปลี่ยนแปลงผมไปตลอดกาล

เขา.. เป็นคนที่ผมพยายามจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเขาตรงๆ ใช่.. เขา.. ผู้ชาย.. ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งอื่นที่ผมตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งและผิดหวัง ผมอยากจะโกหกว่ามันเป็นเรื่องแบบนั้น เพราะไม่อยากให้ใครต้องขนลุกเวลามาอ่านเรื่องราวของผม แต่การโกหกของผมมันจะมีค่าอะไรกัน ถ้าการโกหกนั้นเพียงแต่จะรั้งบาดแผลที่ควรจางหายไป ไม่ใช่ให้มันยังคงสดใหม่อยู่เสมอ ใช่..ครั้งนี้มันต่างกัน ผมตกหลุมรักผู้ชาย ผมว่ามาถึงตอนนี้คุณคงจะตัดสินใจได้แล้วล่ะ ว่าคุณจะอ่านมันต่อหรือออกไปหาเรื่องอื่นอ่าน แต่ถ้าคุณยังอยู่ ผมจะขอเล่าต่อเลยละกันว่า มันเริ่มต้นขึ้นก่อนสงกรานต์ปีที่แล้ว ผมเดินทางมาในฐานะ Backpacker ที่เชียงใหม่ เพื่อจะไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนที่เชียงราย แต่ก่อนหน้านั้น ผมมีธุระจะต้องไปทำที่มหาวิทยาลัยนิดหน่อย สักสองสามวันให้ผมอยู่เที่ยว เจอเพื่อนๆ และแกล้งหลอกพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายให้เขาคิดว่าผมเป็นคนจีนก่อนจะเฉลยตัวเองทีหลัง ให้พวกเขาได้หัวเราะเล่นๆ ผมมีความสุขดี ผมเจอเพื่อนร่วมห้องใน Hostel ที่มีเตียงนอนสี่เตียง เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเป็นคนเยอรมัน นอนเตียงขวาของผม คนที่สองคือสาวเนเธอร์เเลนด์ นอนเตียงซ้าย และคนที่สาม คนฝรั่งเศสซึ่งผมรู้จักเขาผ่านเตียงที่ว่างเปล่าถัดจากสาวเนเธอร์แลนด์ โดยการแนะนำของเพื่อนร่วมห้องคนเยอรมัน ทั้งหมดมันควรจะมีแค่นี้ แต่ก็ไม่เลย..

ผมยังคงจำความเจ็บจากการเดินทางครั้งก่อนหน้านั้นได้ ที่ผมตกหลุมรักคนที่ผมคุยกับเขาแค่สามชั่วโมงที่สถานีขนส่งจังหวัดกระบี่ เพื่อจะเดินทางกลับบ้านหลังจากการท่องเที่ยวแบบยาจกหนึ่งอาทิตย์จบลง การเจ็บในครั้งนั้นทำให้ผมค้นพบจุดอ่อนที่ผมไม่อยากยอมรับ เพราะภาพของผมคือเจ้าชายผู้ไม่แยแสความรัก ผู้ซึ่งมองความรักเป็นแค่เรื่องหลอกลวงที่คนเอามาปลุกปั้นซะเกินจริง เพื่อให้เราหมกมุ่นเสียจนกลายเป็นคนอ่อนแอ และแน่นอนสิ่งที่ผมทำคือปกปิดรวมถึงเสเเสร้งว่าผมหายดีแล้ว ผมเเข็งแกร่งและชินชากว่าเดิม จนผ่านมาหลายสิบเดือนในวันที่สามของการมาเยือนเขียงใหม่ ในห้องที่ผมกำลังนั่งเก็บของ ชายหนุ่มฝรั่งเศส ซึ่งผมไม่มีโอกาสเจอเลยตลอดสามวันมาทักทายผม และผมก็ทักทายตอบ การสนทนาเล็กๆ กลายเป็นสนทนาที่ยืดยาว จากเรื่องทั่วไปกลายเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง ทั้งปรัชญาและความลับ ดูเหมือนเราจะเข้าใจกันและกันลึกเข้าไปถึงระดับจิตวิญญาณ หรือตอนนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่การหลอกลวงของจิตใจผมที่ผลิตฮอร์โมนอะไรสักอย่างมาปิดตาผมให้บอดมืดเสียจนมองไม่เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เพราะแท้จริงแล้ว ความคิดอ่านที่ผมชมว่าดีเลิศของเขาล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผมผ่านมาแล้ว เป็นคำถามที่ผมรู้คำตอบ เป็นสิ่งที่ผมเคยค้นหาและค้นพบเพียงแต่ตอนนี้ผมแกล้งไม่รู้ เพื่อให้เขาได้เล่า เพื่อให้ผมได้ฟัง เพื่อยืดเวลาออกไป แต่เวลานั้นยังไงมันก็ต้องมาถึง เพราะเวลานั้นถูกตัดให้เราเพียงแค่นั้น แค่ระยะเวลาสั้นๆ แต่มากพอที่จะเป็นความทรงจำที่หอมหวานในตอนที่มันเริ่มต้น และขมเสียยิ่งกว่ายาที่เขาบอกว่าดีหนักหนาในตอนที่ทุกอย่างจบสิ้นลง ผมไม่มี facebook เพราะตอนมีในอดีต มันทำให้ผมเครียดและซึมเศร้า แต่ผมก็สร้างมันขึ้นมาใหม่เพื่อเขา เพื่อจะได้คุย เพื่อพยายามรักษาตัวตนของเขา ไม่ให้เขาต้องหายไป ทุกอย่างดูจะเป็นไปได้ด้วยดี ผมมีความสุขก่อนจะนอนหลับในเวลากลางคืน ผมมีความสุขเวลาที่ตื่นเช้ามาและพบข้อความที่เขาตอบ ไม่อยากให้เวลานั้นมันผ่านไปเลย แต่จักรวาลให้ผมลิ้มรสพอแล้ว และต่อไปคือบทเรียนของผม

ผมพยายามทำตัวว่างตลอดเวลาเพื่อที่จะตอบข้อความเขาได้ทันทีที่เขาทักทายมา ผมย้ายกลับมาอยู่ที่เชียงใหม่อีกครั้งเพียงเพราะเขาบอกว่าเขาจะกลับมาเจอผมอีกครั้งหลังจากไปเวียดนาม กลับมาพร้อม “แฟนสาว” ใช่ แฟนสาว ผมควรจะถอยแล้วใช่ไหมในตอนนั้น แต่เปล่าเลย ผมหลอกตัวเองว่า ผมแค่คิดกับเขาเป็นเพื่อน แค่เพื่อนที่วันหนึ่งคงจะห่างหายไปเหมือนคนอื่นๆ แฟนเขาโชคดีชะมัด ที่จริงระหว่างนั้นมันมีเหตุการณ์มากมายที่พยายามจะบอกผม เตือนผม ปลุกผมว่านี่มันไม่ได้ผลหรอกนะ มันจะไม่เกิดขึ้น แต่ช่างมันเถอะ ผมคิดแบบนั้น ช่างมันเถอะ และคำนี้วันหนึ่งมันก็ย้อนกลับมาจัดการผม เพราะคำว่า “ช่างมันเถอะ” ทำให้ผมลืมกลับมาทบทวนตนเอง เพราะคำนี้ทำให้ผมหลงลืมการคาดการณ์ที่แม่นยำของตัวเอง เพราะคำนี้ทำให้ผมสูญเสียการมองเห็นความเป็นจริงที่ผมมักจะคิดว่าเป็นพลังวิเศษของผมโดยเสมอมา ผมติดกับดักเสียแล้ว ธรรมชาติพบจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของเด็กชายคนหนึ่งที่รู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่รักและทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ความรักนั้นมา จนถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่คิดว่าความรักไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ บัดนี้เขามีความรักและต้องการความรักตอบ ผมเริ่มทำตัวงี่เง่าเพื่อให้เขาสนใจ ผมดึงความลับและบาดแผลที่ผมพยายามปกปิดจากส่วนลึกที่สุดออกมาเปิดเผยให้เขาเห็นเพื่อให้เขาเห็นใจผม แต่ไม่ว่าจะวิธีไหนการตอบสนองก็ไม่เคยเป็นสิ่งที่ผมอยากได้เลย ทุกอย่างแย่ลงไปเรื่อยๆและไม่ทีท่าว่าจะดีขึ้นอีกเลย

จนวันที่ผมยอมแพ้ก็มาถึง ผมส่งข้อความสั้นๆ ไปหาเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตของผม
กูอกหักว่ะ..
และข้อความนั้นทำให้เพื่อนผมโทรกลับมาทันที และเป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้อย่างหมดสิ้น ผมยอมแพ้แล้ว ผมแค่อยากให้ใครสักคนรักผมตอบ แต่นั่นดูจะไม่มีค่าอะไร ต่อให้ผมพยายามแค่ไหน มันก็ต้องจบลงอยู่ดี ผมจึงปิด facebook ลงอีกครั้ง และหายไปรักษาบาดแผลครั้ง จนผมได้เรียนรู้และยอมรับ จนเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมาผมกลับไปเปิดช่องทางติดต่อเดียวที่ผมมีกับเขา เหมือนทุกครั้งเขายังคงเป็นคนดีคนนั้น แต่ดูเหมือนการหายไปของผมจะไม่ได้มีผลอะไรต่อเขานัก ผมเป็นแค่สิ่งเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา เราคุยกันเล็กน้อย จนผมบอกลาและปิดช่องทางนั้นลงอีกครั้ง จนกระทั่งเมื่อสองวันที่ผ่านมา ผมเปิดช่องทางนั้นอีกครั้งเพื่อจะทำสิ่งที่ผมสัญญาไว้ ว่าเมื่อไหร่ที่ผมเรียนจบแล้ว ผมจะบอกข่าวดีนี้แก่เขา และผมก็ทำไปแล้ว และตอนนี้ไม่มีสัญญาอะไรที่ต้องรักษาอีกต่อไป และผมได้คำตอบที่ขัดเจนแล้วว่าผมต้องปล่อยเขาไป ผมบอกลาครั้งสุดท้ายไปเมื่อเวลา 0:54 น. และปิดช่องทางนั้นลงอีกครั้ง หวังว่าครั้งนี้มันจะปิดลงตลอดกาล

ตอนนี้ผมเป็นยังไงน่ะเหรอ ผมอาจจะเสียใจ แต่ผมยอมรับแล้ว ธรรมชาติจะหาจุดอ่อนของเราได้เสมอ และเมื่อมันพบ มันก็ไม่เคยปราณี เราทำได้เพียงเรียนรู้ฝ่าฟัน และอดทน ถ้าครั้งนี้เราไม่ตาย เราก็คงจะมีภูมิต้านทานมากขึ้น แต่ก็คงจะแค่กับเรื่องนี้ ยังไงวันหนึ่งเราก็คงจะโดนเล่นงานจนล้มไม่เป็นท่าอีกครั้ง แต่ตอนนี้ผมโตขึ้นแล้ว ผมพยายามจะรักษารู้สึกต่างๆเอาไว้ เพราะผมจำคำพูดที่ว่าการพยายามจะไม่รู้สึกอะไรมันช่างเสียเปล่า แต่เหมือนมันจะทำยากขึ้นทุกที ผมกำลังจะไร้หัวใจจริงๆใช่ไหม...? ผมก็ไม่รู้ ผมยังไม่มีคำตอบให้ตัวเองในตอนนี้ คนบางคนเกิดมาต้องการความรัก แต่ความรักไม่ต้องการเขา คนบางคนไม่ต้องการความรักแต่ความรักกลับต้องการเขา ทุกอย่างมันดูมีเงื่อนไขและวุ่นวายเสียจนผมเริ่มคิดแล้วว่าความรักมันอาจจะถูกตีค่าสูงเกินไป ใช่หรือไม่ ถูกหรือผิด...? ผมยังไม่มีคำตอบในวันนี้ แต่หวังว่ามันจะมีคำตอบนี้ให้แก่ผมนี้ในสักวัน แค่ตอนนี้ผมมีความสุขที่ได้แบ่งปัน ได้เห็น ได้อ่าน ได้วาด ได้ฟังและได้เขียน ผมก็มีความสุขแล้ว เป็นความสุข ณ ชั่วขณะนี้ที่ผมจะรักษาไว้จวบจนบทเรียนใหม่จะมาให้ผมได้เรียนรู้ในวันข้างหน้าต่อไป....

SHARE
Writer
JoeyNineteen90
Astronaut
จักรวาลแห่งความ(ไม่)ลับ

Comments