คุณค่า หรือ มูลค่า
สัปดาห์นี้มีเรื่องที่ร้อนระอุและแสนจะคาดเดาไม่ได้ เหมือนสภาพอากาศที่แปรปรวนและรุ่นแรง
นั้นก็คือเรื่องของหอศิลป์ฯ กรุงเทพ เลยอยากเล่าอะไรในมุมของเราเองบ้าง

ปัญหานี้มองดูดีๆ ก็เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่น้อย สำหรับเราที่โตมาพร้อมกับหอศิลป์ฯ จากที่โดดเรียนไปเดินเล่น หาแรงบันดาลใจเวลาคิดอะไรไม่ออก ไปดูงานที่จัดแสดงของคนที่รู้จัก และเคยทำละครไปแสดงในที่แห่งนี้มาแล้ว 
 
ที่นี่เป็นเหมือนชีวิตและความฝัน ที่คอยหล่อเลี้ยงคนรุ่นใหม่ (ไม่ใช่แค่เด็กๆ แต่รวมผู้ใหญ่รุ่นใหม่) เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคที่ผู้คนโหยหาคุณค่าของชีวิต คุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้เหล่านี้ ที่คอยหล่อเลี้ยงผู้คนในหลากหลายวงการ 

คนมองว่าหอศิลป์คนเข้าน้อย ชอบเป็นที่ชุมนุมทางการเมือง เป็นที่ๆ ถ้าเอาไปสร้างมูลค่าได้มากมายมหาศาลเหมือนอย่างที่สยาม มาบุญครอง เซนทรัลเวิลด์ทำได้ 

มูลค่าที่เป็นเม็ดเงินคงดูมากและหอมหวานเสียเหลือเกิน แต่ทั้งหมดกลับผูกขาดอยู่กับผู้คนไม่กี่ตระกูล และไม่ได้เป็นพื้นที่เปิดสาธารณะ คุณจำเป็นต้องมีเงินมหาศาลเพื่อเช่าพาร์คพารากอนจัดงาน แต่หอศิลป์ไม่ใช่ คุณไม่สามารถจัดงานศิลปะนอกกระแสที่มีผู้คนสนใจอยู่ไม่กี่กลุ่มได้ในสยามเพราะมันไม่คุ้ม นั้นคือการมองในด้านของเม็ดเงิน 

เม็ดเงินคือปลายทางของสิ่งที่เกิดขึ้น หากหอศิลป์ฯ ถูกยุบไปสร้างเป็นห้าง ก็คงเป็นห้างที่ผู้คนมากมายสนใจเข้ามาจับจ่ายสร้างเศรษฐกิจ หรือ จะเป็น Co-Working Space ที่คอนเซปต์ดูดี มุ่งสร้างและพัฒนา StartUP ใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจ นำมาซึ่งเม็ดเงินมากมายที่จะตามมา นี่คือมุมของมูลค่าที่พื้นที่หอศิลป์ฯ จะสามารถสร้างได้ และสิ่งสำคัญต้องอย่าลืมว่า เม็ดเงินเหล่านี้จะนำไปสู่การเติบโตขึ้นของ GDP ระดับประเทศแน่นอน 

มองในมุมของคุณค่า แน่นอนว่าหอศิลป์ฯ ในวันนี้คงไม่ได้สร้างมูลค่าได้เท่ากับที่นักธุรกิจจะสร้างได้หากมันไม่ได้ถูกนำไปทำเป็น "ห้าง" อย่างที่ใครก็พูดกัน แต่สิ่งที่หอศิลป์ฯ ทำได้ คือเป็นพื้นที่ ที่ทำหน้าที่แบ่งปัน "แชร์" เรื่องราว มุมมอง ความครีเอทีฟ งาน Art ที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก จรรโลงจิตใจคนกรุง ให้เปิดโลกกว้าง ไปต่อยอดงานของตัวเองในอนาคต 

หอศิลป์ฯ จึงเป็นจุดที่สร้างคุณค่าให้กับผู้คน แล้วให้ผู้คนไปสร้างมูลค่าต่อในทางของตัวเอง กลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอีกที จริงๆ แล้วหากพูดถึงมูลค่า คงจะสู้เม็ดเงินที่ตระกูลใหญ่ๆสร้างไม่ได้ แต่มันคือ "โอกาส" เป็น "พื้นที่" สำหรับคนรุ่นใหม่หลายพันหลายหมื่นชีวิต เรียนรู้ ซึมซับ ขัดเกลาความคิด เติบโตขึ้นมาเป็นกำลังขับเคลื่อนประเทศ เป็นคุณค่าที่คงจะหาเป็นมูลค่าเป็นเม็ดเงินกลับมาที่หอศิลป์ฯ ได้ลำบาก แต่คือ "อนาคตของประเทศ" 

ศิลปะแสนบริสุทธิ์......ผุดผ่องดั่งแสงจันทร์

ปราศไฝและไร้ฝ้า.....เปรียบจันทราคราไร้หมอกควัน

ศิลปินอยู่เพื่ออะไร....ยืนยงเพื่อจรรโลงสิ่งไหน

แต่ศิลปินกลับภาคภูมิในใจ...ที่ได้สร้างเพื่อมนุษยธรรม

 พอพูดถึงศิลปะ เพลง ศิลปากรนิยมก็กลับมาระลึกได้อยู่ในหัว เลยขอนำมาใส่ใน Log นี้หน่อย 

กลับมาเข้าเรื่องของเรากันต่อ 

ที่เราพูดกันว่า ศิลปะ จะช่วยจรรโลง ขัดเกลาความคิด และสร้างคุณค่า นำไปสู่มูลค่า พูดๆ ดูคงเหมือนไกลตัวจังเลย แค่งานศิลปะจะพัฒนาประเทศได้ยังไงกัน คงเป็นคำถามที่หลายๆ คนยากที่จะหาคำตอบ หรือบางคนก็รู้อยู่แล้ว ก็โฆษณาที่เราทุกคนต้องพบเจอในชีวิตประจำวันนั้นแหล่ะ ผลิตภัณฑ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราใช้ ล้วนถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของศิลปิน เสื้อผ้า แฟชั่น เครื่องประดับ มีตั้งแต่ราคาเบาๆ จนถึงราคาหลัก "ล้าน" นี่คือสิ่งที่ศิลปะเมื่อถูกนำไปต่อยอดสามารถสร้างได้ ปัญหาของระบบเศรษฐกิจไทยที่สำคัญในตอนนี้ คือเราเป็นผู้ผลิตที่เก่ง เราทำงานคุณภาพดีๆ ได้มากมาย แต่เราครีเอทไม่เป็น ดีไซน์ไม่ได้ หยิบจับสิ่งที่เป็น "คุณค่า" ไม่ได้ ก็สร้างมูลค่าไม่ได้ คำว่าการเพิ่มคุณค่าในที่นี่เราขอเรียกเป็นศัพท์ทางธุรกิจคงจะใช้คำว่า Value added  

มาถึงตรงนี้ สำหรับเราเอง ก็เริ่มมองหอศิลป์ฯ เปลี่ยนไปจากเดิมมากเหมือนกัน จากที่วิ่งเล่น ถ่ายรูปสวยๆ กลายเป็นแหล่งเพราะพันธุ์ปัญญาให้กับผู้คนไม่เลือกหน้า ไม่เลือกกลุ่ม ไม่ว่าจะยากดีมีจน ทุกคนสามารถเรียนรู้ เข้าถึงคลังความรู้ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศได้ ได้พบปะ พูดคุยกับผู้คนไม่ว่าเขาจะมาจากที่ไหน เรียนรู้วัฒนธรรมอันหลากหลาย เรียนรู้โลกที่กว้างใหญ่ ด้วยมุมมองที่หลากหลาย และก็เข้าใจในมุมของหอศิลป์ฯ เอง ที่ไม่สามารถหารายได้ในระดับที่มากมายได้ เพราะการวางตัวเองเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะรวยหรือจน เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ที่เริ่มจะสร้างตัวตน  

การเขียน Log ในครั้งนี้เพียงแค่อยากแสดงมุมมองส่วนตัวของเรา และเอาใจช่วยทั้งหอศิลป์ฯ และ กรุงเทพมหานคร ให้สามารถตกลงหาข้อสรุปกันได้ด้วยดี และไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร อยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มองมาที่ประโยชน์ของประชาชนคนไทยเป็นที่ตั้ง

ที่นี่คือโอกาสของทุกคน 
ที่นี่คือโอกาสของประเทศ   

SHARE
Writer
TAPPPOV
นักคิด
พื้นที่แบ่งปันโลกแห่งความคิด

Comments