โลกของศิลปะ
โลกเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆมากมาย 
แล้วเหตุใดเล่า ที่เราจะก้มหน้าวนเวียนอยู่แต่ในพื้นที่ของเรา
ก้าวออกไปพบเจอ "โลก" ใบใหม่ๆ ศาสตร์ วิชา พื้นที่ 
ที่เราไม่คุ้นเคย

ถึงชีวิตเราจะวุ่นวายอยู่กับการทำโครงการ 
หรือทำหนังสั้นไปวันๆ โลกที่เราใช้เวลาไปกับการให้เหตุผล
ทำไม ทำไม เราทำไปทำไม แล้วทำไมมันถึงไม่เอฟเฟคทีฟ
โลกที่ตรรกะและตัวเลขดูจะสำคัญที่สุด
วุ่นวายดีใช่ไหมหล่ะ 

แต่เรากลับมีอีกโลกที่เราชอบ 
แต่ไม่รู้ว่าโลกนั้นจะชอบเราไหม
เพราะเราไม่เคยเข้าใจมัน
และเหมือนมันก็ไม่อยากให้เราเข้าใจด้วย
มันคือโลกของ "ศิลปะ" 

จริงๆ ถึงเราจะจบ ศิลปากร แต่เราไม่มีหัวศิลปะเลยสักนิด

เคยเดินวนๆในหอศิลป์กรุงเทพ แล้วถามตัวเองว่า
ศิลปินแม่งต้องการอะไรจากงานชิ้นนี้
และก็ลงเอยด้วยการหยิบกล้องหรือโทรศัพท์ถ่ายรูป
แล้วก็เดินจากไป

จนวันหนึ่งมีน้องที่รู้จักทักมาให้ช่วยทำ After Effect ให้หน่อย
แต่ไม่ได้ทำหนังหรืออะไรที่ต้องใช้สเปเชียลเอฟเฟคนะ

ใช้กับงานนิทรรศการศิลปะ 
ห๊ะ !!!
อ่านไม่ผิดหรอก 

แว๊บแรกนั้นคือ 
วันนี้เรากำลังจะมีโอกาสร่วมงานกับศิลปิน
ซึ่งงานเขาก็เป็นแบบเดียวกับ
งานที่เราเคยยืน "งง" ในงานที่หอศิลป์นั้นแหล่ะ

ภาพซ่าๆ เสียงแปลกๆที่บางอันก็น่าขนลุก 
ภาพที่บางทีก็เหมือนจะไม่มีอะไรแต่มันก็มี

เราใช้เวลาประมวลผลไม่นาน
แม้ว่าตอนนั้นจะวุ่นวายอยู่กับงานอื่นๆอีกมาก 
ทั้งละครเวที ทั้งอบรมครูที่ไล่บี้เข้ามาทุกวัน
เราตอบเลยว่า "ลองดู"

ยอมรับว่าตอนได้โจทย์มาแบบนี้
ขอภาพผู้หญิง แล้วก็มีซ่าๆเหมือนจอโทรทัศน์เสีย
ความรู้สึกตอนนั้นคือ 
รู้ว่าจะต้องทำอะไร 
แต่เราไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม 
ขัดกับเวลาเราทำโครงการที่เราต้องให้ความสำคัญกับคำว่าทำไม แต่เหมือนงานนี้ต้องใช้ความรู้สึกมากกว่าที่คิด
แล้วก็ส่งงานให้น้องไป โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันจะเอาไฟล์งานนี้ไปทำอะไร

ผ่านไปหลายวัน ก็เห็นงานชิ้นนั้นได้จัดแสดง 
ได้อ่านคอนเทนท์ที่เพจของสถานที่่จัดแสดง
เขาอธิบายเอาไว้อย่างลึกซึ้ง 
เกี่ยวกับ มนุษย์ และ เทคโนโลยี

มนุษย์ที่ประดิษฐ์เทคโนโลยีต่างๆ 
ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเรา
แต่ในขณะเดียวกันงานชิ้นนั้นก็ตั้งคำถาม
ถึงความบิดเบี้ยวและเปลี่ยนไปของพฤติกรรมมนุษย์
เมื่อเรายิ่งใช้เทคโนโลยีปรนเปรอชีวิตไปมากๆเข้า

ตัวตนที่ค่อยๆบิดเบี้ยว หรือแตกสลาย 
เหมือนภาพซ่าๆโทรทัศน์เสีย
ที่ฉายทับลงบนตัวของผู้หญิง
ที่ไม่สมบูรณ์ 

อะไรคือคุณค่าของเทคโนโลยีกับชีวิตของมนุษย์
นี่คือสิ่งที่งานศิลปะชิ้นนั้นได้พูดถึง 

แค่ภาพเดียว สื่อได้ขนาดนี้
น้องคนนั้นได้วาดภาพสีน้ำมันให้แทนคำขอบคุณ

จึงเป็นที่มาของภาพหน้าปกที่ตั้งใน Story นี้
แต่เรื่องราวนั้นยังไม่จบลงง่ายๆ

ในวันที่นัดรับภาพ ก็มีบทสนทนาประมาณหนึ่ง 
ที่ทำให้เรารู้สึกว่า การดูงานศิลปะสำหรับเรา
จะสนุกขึ้นได้ ถ้าเราได้พูดคุย 

ได้ถกเถียง ได้แสดงความคิดเห็น
เราเห็นงานชิ้นนี้เป็นอย่างไร 
เราคิดเห็นกับงานชิ้นนั้นว่าอะไร 
น้องชวนเราดูงานชิ้นอื่นๆด้วยความตื่นเต้น

เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์เรียนรู้ที่แปลกไปจากที่เคย
และสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ 

เราชอบที่น้องเสนอไอเดียที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้กับงานศิลปะ
ซึ่งเดี๋ยวนี้คงเห็นกันไปทั่วโลก

เชื่อเถอะว่า ถึงคนจะทำกันมาก
แต่คอนเทนท์ เอกลักษณ์ในการนำเสนอ 
มันทำให้งานต่อไปท้าทายและน่าสนใจ 

วันนี้โจทย์ของน้องคือทำอย่างไร
ให้งานแบบนี้สามารถจัดแสดงได้ในหลายรูปแบบ
หลายสถานที่

ส่วนเราเองก็โชคดี ที่ได้วาร์ปข้ามมิติ
มาโลกศิลปะบ้าง ได้มาเรียนรู้อะไรใหม่ๆ 
ได้ทำอะไรแปลกๆ ที่ปกติโลกของเราไม่มีคนทำ 

และมันน่าสนใจมาก ที่เราจะได้เห็นงานสนุกๆ
ที่เกิดจากสิ่งเหล่านี้อีกมาก

คงเป็นคำที่ไม่ผิดไปนัก
หากเราจะลงท้าย Story นี้ว่า

ลองก้าวออกจากโลกที่คุ้นเคย
แล้วชีวิตจะมีสีสันต์ขึ้น 

ขอบคุณ
SHARE
Writer
TAPPPOV
นักคิด
พื้นที่แบ่งปันโลกแห่งความคิด

Comments