The Journey of My Self-esteem
ในสมัย ม.๑ ฉันเป็นผญ.ที่ไม่เหมือนเพื่อนผู้หญิงคนอื่นๆ เราแสดงออกเหมือนผู้ชาย ไม่ได้สนใจเรื่องความสวยความงาม แถมยังเข้ากับเพื่อนในห้องเพราะยกมือถามอาจารย์ และควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ แต่เพราะเป็นวัยเปลี่ยนผ่านระหว่างเด็กและวัยรุ่นตอนต้น ร่างกายและความคิดของฉันจึงเปลี่ยนแปลง เราตระหนักว่า ตอนนี้มีเราต้องเข้ากับเพื่อนให้ได้ เราเลยต้องทำให้ตัวดูน่ารักน่าเข้าหาโดยการดัดเสียง ยิ้ม และปรับบุคลิกของตัวเอง และหลังจากนั้น เราก็เป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อนมากขึ้น

การปรับบุคลิกของเรา ทำให้เราสงสัยกับตัวเองคนก่อนมาก ว่าทำไมถึง “แปลกประหลาด” ไม่มีการยอมรับ ดังนั้น “การยอมรับ”จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเรา และ “เพื่อน” ก็เป็นตัวแปรหนึ่งของการยอมรับด้วย 
ม.๒ เราเองเริ่มสนิทกับเพื่อนมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสนิทกันคือการล้อปมด้อยของคนในกลุ่ม ซึ่งถึงแม้ว่าเพื่อนกลุ่มนี้จะเป็นเพื่อนที่นิสัยดีมากๆ และการล้อก็เป็นแค่ความสนุก เรากลับรู้สึกไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้

ในขณะเดียวกัน ม.๒ เป็นช่วงวัยที่วัยรุ่นเริ่มหาประสบการณ์ต่างๆโดยเฉพาะความรัก เพื่อนๆของเราหลายคนเริ่มมีแฟน ดังนั้น เราเลยเชื่อว่า ผู้หญิงที่ได้รับการ “ยอมรับ” คือผู้หญิงที่มีแฟน และผู้หญิงที่แปลกประหลาดจะไม่ได้รับการถูกเลือก

ม.3 แม้ว่าเราได้รับการ “ยอมรับ” จากเพื่อนแล้ว เราก็ต้องการการ “ยอมรับ” จากคนพิเศษ เราเคยแอบชอบพี่ค่ายคนหนึ่งที่หล่อมากๆ เราเลยพยายามทำตัวเองให้สวยขึ้น แต่งตัวให้ดีขึ้น และพยายามเปลี่ยนแปลงบุคลิกให้มีความมั่นใจมากขึ้น รักที่มีอุปสรรค์และความพยายามคือรักที่มีคุณค่า (เหมือน สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก)

ในขณะเดียวกัน ก็มีรุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาในชีวิต เราสองคนมีความสัมพันธ์ที่เด็กม.3ใสๆ และโดนความคิดเรื่องรักโรแมนติกครอบงำไม่สามารถอธิบายได้ มันเป็นความสัมพันธ์ที่เราคุยกันบ่อยๆ สกินชิพกัน เขาก็ชมเรา แต่เขาก็ไม่ชอบความเป็นเราในหลายๆอย่าง และ พยายามเปรียบเทียบเรากับคนอื่นอยู่เสมอ ซึ่งมันทำให้เราสับสนว่าสรุปเรามีค่าหรือไม่กันแน่

เมื่อความรักไม่สมหวัง และเรียนรู้ว่าอีกความสัมพันธ์นั้นไม่ใช่ความรัก(การม่อ) เราเข้าใจว่า เรานั้น “ใส” เกินไปที่จะเข้าใจความสัมพันธ์ และการ “ใส”นี่แหละ ที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อของการม่อ และทำให้เราเจ็บปวดได้ง่าย หลังจากนั้น เราจึงทำตัวเองให้ไปใส แต่เผ็ดจี๊ด เพื่อให้เราไม่ suffer จากการโดนม่อ

นอกจากนี้ เราเริ่มมีชีวิตอยู่บนอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ค่าของเราเลยไปผูกพันอยู่กับโซเชี่ยลมีเดียเช่นยอดไลค์ เพื่อนในเฟซ และการถูกนำไปลงในเพจคนหน้าตาดีต่างๆ

ม.4 เราย้ายโรงเรียน จากโรงเรียนในจังหวัดนนท์ที่มีส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางถึงล่าง เป็นภาคภาษาอังกฤษของโรงเรียนในกรุงเทพ ที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางถึงสูง สิ่งที่ทำเรารู้สึกแตกต่างๆตอนแรกคือเรื่องหน้าตา เพื่อนที่อยู่โรงเรียนนี้ส่วนใหญ่ ผิวขาว หมวย ผอม ดูน่ารัก เมื่อเทียบกับเพื่อนๆแล้ว เรากลายเป็นคนไทยที่มีผิวสองสีไปเลย

เพื่อนกลุ่มแรกที่เราสนิทนั้น คล้ายกับ Gang plastic ใน Mean girl คือ รักสวยรักงาม ป๊อปปูล่า และมีวัฒนธรรมองค์กร เมื่อเราเข้าไปเราก็ถูกนินทา ซึ่งมันก็ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าตัวเองอีกว่า “นี่ฉันเป็นตัวประหลาดหรือเปล่า” สุดท้ายก็ถอยออกมาและสนิทกับเพื่อนกลุ่มใหม่

แต่เมื่อเราไปแลกเปลี่ยนที่เดนมาร์ก เราก็โดนนืนทาเหมือนเดิม แต่จากทั้งโฮสแม่ กลุ่มเพื่อนสนิท และเพื่อนที่โรงเรียน ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยิ่งแปลกประหลาดเข้าไปใหญ่ เราพยายามจะปรับตัว แต่เหมือนว่าคนอื่นก็ยังนินทาเราอยู่ดี

ตอนที่เรามาอยู่บ้านโฮส และลืมปิดไฟ ปิดฮีตเตอร์ ทำให้เราเกิดความสงสัยว่าเราเป็นสมาธิสั้นรึเปล่า ในตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้มีการยอมเรื่องโรคทางจิตเท่าไหร่ ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าตามไปด้วย

สิ่งหนึ่งที่ปลดปล่อยเราคือการชอปปิ้ง ก่อนหน้าที่มาเดนมาร์กเราไม่เคยชอปปิ้งเองเลย เคยแต่ใส่เสื้อผ้าที่แม่และพี่เลี้ยงใส่ไม่ได้ การชอปปิ้งจึงเป็นสิ่งที่ใหม่มากสำหรับเรา มันเป็นทั้งการสร้างความฟิตอิน (คนเดนมาร์กจะแต่งตัวโทนขาว เทา ดำ) เป็นทั้งอิสระ การค้นหา และการแสดงออก แต่การที่เราเริ่มต้นช็อปปิ้งโดนไม่มีความร็ทางด้านแฟชั่นก็ทำให้เราคลำทางอยู่นานและเสียเงินไปจำนวนหนึ่ง ทำให้แม่ไม่พอใจการใช้เงินของเราอยู่บ่อยๆ เรามองว่าการที่แม่ไม่ให้อิสระในการช็อปปิ้ง เป็นการสตัฟฟ์ไม่ให้เราเป็นผู้หญิงที่เป็นผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ ที่แต่งกายโดยมี “เพศ”ของตัวเองอยู่ในนั้น

ม.5 เรากับมาเป็นนักกิจกรรมด้านการศึกษา แม้ว่าทำงานเป็นนักกิจกรรม แต่เราก็ถูกมองว่าเป็นเน็ตไอดอลอยู่ดี ซึ่งมันเป็นอะไรที่อึดอัดมาก เพราะมันแปลว่าเราหน้าตาดี ไม่ได้เก่ง ซึ่งแม้ว่าเราไม่เก่ง แต่เราก็ไม่ได้สวยเท่าเน็ตไอดอลคนอื่นๆ ทำให้เราสับสนในตัวเองอยู่ช่วงหนึ่ง

การเป็นนักกิจกรรมทำให้ชีวิตของเราอยู่บนเฟสบุ๊คเป็นหลัก ทำให้เราให้ “คุณค่า” ของยอดไลค์และยอดแชร์เอามากๆ นอกจากนี้เรายังได้รู้จักคนมากมาย ทำให้มีคนมาจีบเราอยู่ประมานหนึ่ง “คุณค่า” ของเราจึงเลยไปอยู่ที่ผู้ชายที่เข้ามา และในที่สุดเราก็มีแฟน

การเป็นนักกิจกรรมดูเหมือนจะทำให้ฉันมีความมั่นใจมากขึ้น แต่ความจริงมันเป็นช่วงที่ฉันตั้งคำถามกับตัวเองมากที่สุด ฉันเป็นใคร? ฉันมีแนวคิดแบบไหน? แถมยังรู้สึกว่าสังคมคาดหวัง ว่าต้องมีความรู้ วางตัวดี มีผลงานเรียนที่โรงเรียนก็ต้องดี แถมยังเป็นความหวังของทุกคนด้วย ทุกอย่างมันหนักหน่วงมากจนเรารับไม่ไหว

ต่อมาไม่นานเราก็เลิกกับแฟน (ด้วยความผิดของเราเอง) มันเป็นอะไรที่เจ็บปวดมาก เพราะเราฝากคุณค่าของตัวเองไปอยู่กับแฟนและการมีแฟนแล้ว เมื่อเลิกกับแฟนเราก็ไม่รู้ว่าจะเอาคุณค่าของตัวเองไปอยู่ตรงไหน ใครจะมารับหน้าตาที่ไม่สวย ร่างกายที่ไม่สมส่วนของเราได้

เราเลยตระหนักว่า คุณค่าของเรามันไม่เคยอยู่กับตัวเองเลย มันอยู่กับคนอื่นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน แฟน หรือคนอื่นๆ หลังจากนั้นเราเลยลองหาวิธีที่จะมองคุณค่าในตัวเองอีกแบบ

เราเริ่มตระรู้ว่า ความสวย เป็นแค่การให้คำนิยามของสังคม แต่มันก่อให้เกิดความเจ็บปวดมากมาย เราเลยมองร่างกายของตัวเองเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ไม่ใช่ความสวยหรือความไม่สวย เปลี่ยนจากการดูแลตัวเองเพื่อให้หุ่นดีเป็นการดูแลตัวเองเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง พัฒนา Self-compassion ในการมองความสวยของคนอื่นเป็นความจุดเด่น ไม่ใช่standard และคุยกับเพื่อนที่มีปัญหานี้เหมือนกัน

หลายๆคนอาจจะมองว่า การที่คุณเป็นเฟมินืสต์หรือลิเบอรัลแต่คุณกลับไม่มั่นใจในตัวเองแปลว่าคุณย้อนแย้งหรือเปล่า เราคิดว่าการไม่มั่นใจในตัวเองมันเป็น State of mind ที่เกิดขึ้นกับทุกคน เพราะสังคมมันมีการแข่งขัน การเปรียบเทียบ การเอาตัวรอด การมองว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เราย้อนแย้ง จะทำให้เราขาดความมั่นใจและศักยภาพของเราแย่ลงอีก ดังนั้นเราควรที่จะรับรู้และเปลี่ยนมุมมองโดยการไม่กดดันตัวเอง

เราทุกคนๆต่างพบเจอสิ่งที่ทำให้เราสบสนในคุณค่าค่าของตัวเอง พยายามแสวงหาคุณค่าของตัวเอง หรือหาคุณค่าของตัวเองไม่เจอ เราอยากอบอกว่าไม่ใช่คุณคนเดียวที่กำลังหลงทาง ขอบคุณค่ะ

SHARE
Written in this book
The Journey of K

Comments