บริษัทรับฝากชีวิต (นำ)
บริษัทรับฝากชีวิต
ทุกอย่างอยู่ที่คุณลิขิต
เพราะทุกชีวิตมีสิทธิ์จะเลือกเอง



ป้ายสโลแกนตั่งตระหง่านอยู่หน้าตึกสำนักงานขนาดเล็ก ที่หลบอย่างมิดชิดในตรอกเล็กๆ กลางเมืองใหญ่ ฉันคงไม่ได้สนใจอะไรถ้าไม่ได้เคยรู้จากเพื่อนมาก่อนว่าที่นี่คือบริษัทรับฆ่าตัวตาย 

ฉันตัดสินใจเปิดประตูและเดินเข้าไปด้านใน ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ บรรยากาศอึมขรึมจากแสงสลัวๆ กลิ่นน้ำอบลอยฟุ้งในอากาศ คลอด้วยเสียงเครื่องดนตรีไทยชวนให้หลอนหน่อยๆ โคมไฟที่ส่องแสงสลัวๆ ทำให้มองเห็นการตกแต่งภายในที่เต็มไปด้วยลวดลายของสวรรค์ตามผ้าม่านและหน้าต่างซึ่งตัดกับขุมนรกที่เค้าเตอร์ไม้เก่าๆ ด้านหน้าลิบลับ ชายหนุ่มหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสหันมายิ้มให้พร้อมกล่าวคำทักทายตามมารยาทพนักงานที่ต้องให้การต้อนรับ

" สวัสดีครับ ไม่ทราบต้องการใช้บริการอะไรครับ "

" ที่นี่ไม่ได้ให้บริการฆ่าตัวตายอย่างเดียวหรอคะ "

" ออ ไม่ครับแต่บริการหลักๆ คือการให้บริการฆ่าตัวตายนั่นแหละครับ แต่มีหลายแบบให้เลือก มี........... นี่เล่มรวบรวมรายการครับ คุณลองไปนั่งเลือกดูก่อนก็ได้ครับ แล้วถ้าตัดสินใจได้แล้วค่อยบอกผม "

" แค่จะฆ่าตัวตายยังยุ่งยากขนาดนี้เลยหรอคะ "

" ฆ่าตัวตายไม่ยุ่งยากหรอกครับ แต่คุณน่ะแน่ใจแล้วหรือยังครับว่าพร้อมจะตายไปทั้งแบบนี้ สิ่งที่อยากทำ สิ่งที่อยากเห็น อยากได้เพื่อน อยากได้คนเข้าใจ อยากได้โอกาส หรืออยากได้อะไรกันแน่ครับ คุณถึงได้ตัดสินใจมาที่นี่ "


นั่นสิเนอะ ฆ่าตัวตายมันไม่ได้ยากอะไรเลย
แล้วฉันต้องการอะไรกันแน่ถึงได้มาที่นี่

ฉันคิดในใจแต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป




" ฉันสนใจรายการนี้ค่ะ "

" เป็นล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกนะครับ ถ้ารายการนี้ตอนนี้มีคนครบพอดีเลย เป็นวันเวลา... สะดวกมั้ยครับ "

" ได้ค่ะ "

" ระหว่างนี้ก็อย่าลืมทำสิ่งที่อยากทำให้เรียบร้อยก่อนนะครับ นี่ครับบัตรยืนยันกับหนังสือสัญญา เอามาวันนั้นด้วยนะครับ "


ฉันพยักหน้ารับและเดินออกมา
โลกความจริงที่โหดร้ายกำลังจะผ่านเลยไปแล้ว






2 วันผ่านไป






ซู่ ซู่ 

เสียงน้ำทะเลคล้ายเสียงคนรอบกายที่คอยให้กำลังใจ หากแต่มันไม่เคยมีความเข้าใจในตัวฉันจริงๆ จากเสียงเหล่านั้นเลย หรืออาจเป็นฉันเองก็ได้ที่ไม่เคยเข้าใจมัน


ฉันเดินมาถึงจุดขึ้นเรือที่ได้ตกลงกันไว้ นอกจากพนักงานที่เค้าเตอร์วันนั้นก็ยังมีคนอื่นอีกสี่คน ฉันยื่นบัตรยืนยันตัว และหนังสือสัญญาความยินยอมพร้อมใจที่ประทับลายมือชื่อไว้เพื่อเป็นการยืนยันถึงการบอกลาโลกนี้ด้วยความเต็มใจ รวมไปถึงจดหมายฉบับสุดท้ายที่สามารถเขียนถึงใครก็ได้ตามรายการที่ระบุให้กับพนักงานคนนั้น

" สวัสดีครับ เราเจอกันอีกแล้วนะครับ "

เค้ารับไปและกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม

" สวัสดีค่ะ "

" ตลอดการเดินทางนี้จะให้ผมเรียกคุณว่าอะไรดีล่ะครับ เป็นชื่อสมมุติที่คุณอยากให้คนเรียกก็ได้ อย่างผมใช้ชื่อว่าทะเล ส่วนนี่หุ้นส่วนผมใช้ชื่อว่าคลื่น ลุงคนขับเรือใช้ชื่อว่าลุงลม และผู้ร่วมเดินทางกับคุณอีกสองคนคือพี่เมฆ กับพี่ทรายครับ "


เค้าพูดพร้อมรอยยิ้มขบขันขณะแนะนำชื่อสมมุติของแต่ละคน ก็ดีเหมือนกันนะ อย่างน้อยก่อนจะตายจากโลกนี้ไปก็ยังมีใครให้คุยเป็นเพื่อน และยังจากไปเป็นเพื่อนกันอีกต่างหาก แต่ว่าฉันจะใช้ชื่ออะไรดีล่ะ


" เรียกฉันว่าฟ้าละกันค่ะ "

ฉันแนะนำตัวและหันไปยิ้มให้กับคนอื่นๆ

" แหม เป็นชื่อและรอยยิ้มที่สดใสไม่เหมือนคนที่อยากจะจากโลกนี้ไปเท่าไรเลยนะครับ "

ผู้ชายตัวใหญ่หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสที่แทนตัวเองว่าคลื่นพูดขึ้นมา เรียกรอยยิ้มจากคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

" ฉันแค่รู้สึกโล่งใจที่จะไม่ต้องแบกรับภาระอะไรอีกแล้วน่ะค่ะ "

" นั่นสิคะ พอรู้ว่าตัวเองจะไม่ต้องกลับไปเผชิญโลกที่โหดร้ายใบนี้แล้วรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ "

พี่ทรายพูดขึ้นมาบ้างหลังจากยืนฟังมาสักพักหนึ่ง เธอเดินเข้ามาจับมือกับฉันแล้วทำความรู้จักกันเล็กน้อย พี่เมฆก็หันมาทักทายพูดคุยกันตามประสาคนหัวอกเดียวกัน ทำให้ฉันได้รู้ว่าฉันเด็กที่สุดในหมู่เราสามคน ฉันอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าพี่ทั้งสองผ่านอะไรมาบ้าง และเรื่องอะไรกันที่ทำให้พี่เค้าตัดสินใจที่จะมาที่นี่ ฉันเลยลองถามเปรยออกไป แต่เสียงของลุงลมก็ดังขึ้นเรียกทุกคนให้ไปขึ้นเรือเสียก่อน



เสียงคลื่นซัดสาดกระทบกับลำเรือกับภาพของท้องฟ้าที่ตัดกับท้องทะเลทำให้หัวใจคนเราผ่อนคลายลง ฉันไม่เคยคิดว่าการรู้จักกับใครบางคนเพียงไม่ถึงชั่วโมงจะทำให้เราสนิทกันได้มากมายขนาดนี้ ฉันไม่คิดว่าปัญหาที่พี่แต่ละคนพบจะมากมายจนฉันนับไม่ไหว และคงจะถอดใจไปนานแล้วหากเจอแบบเดียวกับพี่ๆ แต่ละคน


" พี่ๆ เก่งกันจังเลยนะคะที่ผ่านอะไรกันมาได้ตั่งเยอะ ถ้าเทียบกับปัญหาของฟ้านี่ดูเด็กไปเลย "

ฉันพูดขึ้นหลังจากเล่าเรื่องของตัวเองออกไป

" ถ้าพี่เป็นฟ้าพี่ก็คงอยู่ไม่ได้มาจนถึงตอนนี้หรอก ฟ้าอดทนมาได้ขนาดนี้พี่ก็ว่าฟ้าเก่งมากแล้ว "

พี่ทรายพูดขึ้นมาบ้าง ถ้าหากเป็นคนอื่นในสถานการณ์อื่นฉันคงแค่รับฟังและขอบคุณเฉยๆ แต่กลับเหตุการณ์ในปัจจุบัน กับคนที่กำลังจะจากไปพร้อมกัน เราจะโกหกและชมกันไปกันมาเพื่ออะไร ในเมื่อเวลาที่เหลือไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรมันจึงทำให้ฉันได้คิดและไตร่ตรองคำพูดนั้นมากขึ้น

" ผมไม่เคยเป็นผู้หญิงเลยไม่รู้ความคิดและความลำบากของพวกเธอเลย จนผมได้ยินจากพวกคุณนี่แหละผมเลยเข้าใจอะไรมากขึ้น ต้องขอบคุณพวกคุณจริงๆ "

อยู่ๆ พี่เมฆก็พูดขึ้นมาพร้อมกับน้ำตาที่คลออยู่ขอบตาตรงนั้น มันน่าแปลกนะที่เรากลับมานั่งให้กำลังใจกัน พูดคุยกัน จนบางครั้งก็ลืมเป้าหมายที่มาที่นี่ไปเลยด้วยซ้ำ



" พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้วนะครับทุกคน "

อยู่ๆ ทะเลก็เดินเข้ามาพร้อมกับกล่องยาสีขาวในมือสามกล่องและยื่นให้พวกเราคนละกล่อง

" หลังจากพระอาทิตย์ตกดินให้เลือกทานยาในกล่องคนละหนึ่งเม็ดนะครับ ถ้าหากว่าพวกคุณพร้อมแล้วที่จะไปให้ทานยาสีแดง แต่ถ้าไม่ก็ทานยาสีเขียวนะครับ "

ฉันรับกล่องสีขาวนั้นมาพร้อมกับรับฟังสิ่งที่ทะเลพูด และอ่านข้อความบนกล่องนั้นไปพร้อมกัน

ถ้าคุณคิดว่าอยากจะตาย
แสดงว่าคุณยังมีชีวิตอยู่
แต่ถ้าคุณคิดว่าอยากจะมีชีวิตอยู่
นั่นอาจแปลว่าชีวิตของคุณกำลังจะตาย


" ข้อความนี้หมายความว่ายังไงคะ "

ฉันถามออกไป

" ก็หมายความตามนั้นแหละครับ คุณจะอยากตายได้ยังไงถ้าหากคุณไม่มีชีวิตอยู่ ในแต่ละวันมีคนฆ่าตัวตายเฉลี่ยไม่น้อยกว่าสิบคน แต่ที่อยากตายอาจมีถึงร้อยคนหรือมากกว่านั้น ซึ่งเค้าเหล่านั้นก็ล้วนแต่ยังมีชีวิตอยู่นะครับ

แต่กลับกันในหนึ่งวันคุณว่ามีคนที่ดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตต่อไปอีกกี่ล้านคนล่ะครับ คนยากจนหิวโหยที่กำลังไขว่คว้าหาอาหาร คนที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ที่กำลังดิ้นรนเพื่อหาทางรอด คนเหล่านี้ล้วนอาจจะตายได้ทุกเมื่อ "

เสียงของคลื่นดังขึ้นมาแทรกบทสนทนา หากแต่ว่ากลับทำให้ภาพในหัวปรากฏภาพความลำบากที่เคยได้พบเห็น ภาพผู้คนดิ้นรนหาทางรอดที่เคยได้เห็นผ่านข่าว ผ่านหนัง ผ่านละคร หรือแม้แต่ในหนังสือ


มันน่าแปลกนะ
ทั้งที่ชีวิตจริงมีฉายให้ดูอยู่ทุกวัน
ละคร นิยาย เรื่องสั้น
ต่างมีเรื่องจริงเป็นส่วนประกอบเสมอ
แต่เรากลับมองเพียงแค่ความบันเทิงเท่านั้น

จนกว่าจะถึงวันใดวันหนึ่ง
วันที่เราเริ่มรู้สึกตัวถึงความเป็นจริงของมัน
ว่าชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างจากสิ่งเหล่านั้น
เป็นแค่เรื่องบันเทิงใจของใครต่อใคร
ที่ไม่ใช่ตัวเราเอง


" พระอาทิตย์กำลังตกแล้วนะครับ "

เสียงของทะเลดังขึ้นอีกครั้ง เราทุกต่างหันมองไปยังทิศทางที่ทะเลชี้ 



ท้องฟ้าสีแดงที่ตัดกับท้องน้ำสีน้ำเงิน สายลมพัดผ่านพร้อมกับภาพต่างๆ ที่ปรากกฏในหัว เหยี่ยวทะเลที่โดดเดี่ยวคล้ายว่ากำลังบินเข้าไปหาดวงอาทิตย์นั้น แต่ความเป็นจริงมันอาจแค่บินไปตามแสงแหงความหวังหลังจากเคว้างคว้างในทะเลมานานก็เป็นได้





ฉันเปิดกล่องเพื่อหยิบยาเม็ดสีแดงออกมา
ก่อนหลับตาและวางมันกลับลงไปใหม่
ฉันลืมตาอีกครั้ง
และหยิบเม็ดยาสีเขียวเพื่อกลืนมันลงไป

ฉันหันไปยิ้มให้กับทะเล ท้องฟ้า
และทุกคนบนเรืออีกครั้ง
ก่อนจะหลับไป



เพื่อตื่นขึ้นมาเผชิญโลกอีกสักครั้ง























ฉันตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนสีขาว
ฉันลุกขึ้นไปที่หน้าต่างเพื่อดูว่าตัวเองอยู่ที่ใหน
ท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนสีเป็นสีแดงอีกครั้ง
หากแต่ว่ามันไม่ใช่การนับถอยหลังเพื่อจบวันเก่า
แต่เป็นการเริ่มต้นของวันใหม่ต่างหาก



" พี่เมฆตื่นแล้วหรอคะ "

ฉันทักทายหลังจากล้างหน้าล้างตาและเดินออกมาจากห้องนอน และได้เห็นพี่เมฆกำลังนั่งอยู่ในห้องโถงรับรอง

" แล้วพี่ทรายยังไม่ตื่นหรอคะ "

พี่เมฆพยักหน้าพร้อมกับน้ำสีใสที่ใหลออกจากดวงตา ทำให้ฉันเริ่มสังหรใจบางอย่างจึงเดินไปนั่งด้านข้าง

พี่เมฆส่งกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ฉัน

ฉันอ่านไปพร้อมกับน้ำตาที่ค่อยไหลออกมา

" ทะเลบอกว่าพี่ทรายตัดสินใจเหมือนเดิม แต่เค้าขอเขียนจดหมายถึงคนที่บ้านถึงเพื่อนใหม่ และขอเขียนเพิ่มถึงเราสองคน "




พวกเธอเก่งที่สุดแล้วที่สู้มาได้ถึงขนาดนี้
ฝากสู้เผื่อพี่ด้วยนะ


คำพูดสุดท้ายในจดหมายที่ฉันคงจำไม่มีวันลืม
























ฉันเดินออกจากห้องพักลงมาชั้นล่าง หลังจากที่นั่งปรับอารมณ์กับพี่เมฆไปนานพอสมควร


" พร้อมที่จะรับชีวิตกลับคืนไปแล้วหรอครับ "

เสียงของทะเลดังขึ้นทักทาย พร้อมกับรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์

" ค่ะ "

" ยินดีด้วยนะครับ และนี่ครับ "

คลื่นเดินมาพร้อมส่งบัตรสองใบให้ฉันกับพี่เมฆ

" บัตรยืนยันว่าคุณได้รับชีวิตของคุณคืนไปแล้ว ส่วนจดหมายคุณสามารถฝากไว้ หรือทำลายก็ได้นะครับ แต่เราจะไม่ให้เอากลับไปถือซะว่าเป็นค่าดอกเบี้ยครับ "

คลื่นพูดพร้อมกับหัวเราะน้อยๆ 

" ขอบคุณค่ะ "

" ยินดีครับ "


SHARE
Written in this book
บริษัทรับฝากชีวิต
บริษัทรับฝากชีวิต ทุกอย่างอยู่ที่คุณลิขิต เพราะทุกชีวิตมีสิทธิ์จะเลือกเอง

Comments

gogobangkok
4 months ago
✌✌
Reply
konimon
4 months ago
😀😀