ว่าด้วยอักขรวิธีและการใช้ภาษา

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมได้มีเวลามาแบ่งปันเรื่องราวและข้อสรุปจากชีวิตของตัวเองลงบนพื้นที่แห่งนี้  อันที่จริงก็ไม่ได้มีเวลามากสักเท่าไร ก็แค่พอจะเจียดเวลาออกมาสะท้อนเรื่องราวของชีวิตตัวเองก็เท่านั้น

คงจะต้องเท้าความกันมาก่อนว่า แต่เดิมนั้น ผมเริ่มสนใจภาษาได้อย่างไร 

ตอนมัธยมปลาย ผมก็เป็นนักเรียนสายวิทย์ เรียนห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการสร้างนักวิทยาศาสตร์ในประเทศโดยเฉพาะ แต่ว่าผมเป็นคนสนใจในหลาย ๆ เรื่อง และถ้าผมสนใจเรื่องใด ก็จะศึกษาค้นคว้าเรื่องนั้นด้วยตัวเองอย่างจริงจัง ถึงขนาดที่ว่า การเรียนตกต่ำกันเลยทีเดียว ผมโดนพ่อแม่ว่าอยู่บ่อย ๆ แต่พ่อแม่ก็ยังส่งเสริมสิ่งที่ผมอยากค้นคว้า บ้านของผมจึงเต็มไปด้วยหนังสือ อันที่จริง ผมก็ได้นิสัยนี้มาจากพ่อด้วยเช่นกัน

หนังสือเล่มแรกที่ทำให้ผมสนใจด้านภาษาศาสตร์ขึ้นมาคือ "โองการแช่งน้ำ" ของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่พ่อเคยอ่านแล้วก็เก็บไว้บนชั้น  ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นนึกอะไรขึ้นมา จึงได้ไปหยิบมาอ่าน แต่จำได้ว่า ตอนนั้นอ่านแล้วก็บ้าศึกษาเรื่องภาษาไปเลย ถึงขนาดที่หัดเขียนอักษรขอม และศึกษาอักขรวิธีโบราณมาตลอด หลังจากนั้น ผมก็ยังวนเวียนศึกษาเรื่องนั้นที เรื่องนี้ทีมาตลอด

ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องการศึกษาในคราวนี้ ที่กลับมาสนใจอีกครั้ง ผมยอมรับเลยว่า จากกระแสละครโทรทัศน์ "บุพเพสันนิวาส" ทางช่อง ๓ ซึ่งประพันธ์โดย รอมแพง นี่่แหละครับ ที่ทำให้ผมกลับมาสนใจศึกษาภาษาอีกครั้ง แต่ก็อีกนั่นแหละ ด้วยความสุดโต่งของผม มันคงไม่ได้จบอยู่เท่านั้น

ผมเริ่มทำการศึกษาวิธีการด้านอักขรวิธีโบราณ การเขียนสระประกอบพยัญชนะ เช่นว่า การเติมลากข้าง (สระอา) นั้น เมื่อเติมไปแล้ว จะต้องเขียนติดพยัญชนะตัวข้างหน้า ทำให้พยัญชนะบางตัวต้องเปลี่ยนรูปไป เช่น ป เป็น บ์, ฟ เป็น พ์ เป็นต้น

นอกจากนั้น ผมก็เริ่มมีนโยบายที่เอาคำที่ยังใช้กัน แต่เขียนด้วยอักษรที่เลิกใช้กันไปแล้ว ด้วยเหตุผลเพื่อการอนุรักษ์ไม่ให้ภาษาของเราที่วิวัฒน์มาเป็นเวลานานต้องสูญหายไป ผมเริ่มใช้คำว่า ฦก แทน ลึก, รฦก แทน ระลึก, จาฤก แทน จารึก เพราะเอกสารสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็ยังเขียนแบบนี้ การเขียนแบบปัจจุบัน คงจะทำให้อักขรวิธี รวมถึงอัตลักษณ์ทางภาษาหลาย ๆ อย่างสูญสิ้นไป

ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังได้ค้นคว้าเอกสารโบราณจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๗ ว่าด้วยเรื่องการใช้ตัวอักษรที่ไม่มีที่ใช้ ทำให้ผมพยายามสร้างมาตรฐานใหม่ในการเขียนของตัวเอง โดยเฉพาะเวลาเขียนอย่างไม่เป็นทางการ โดยเริ่มจากการสะกดตามแบบเก่าเช่น ฬา ฬ่อ นาฑี เป็นต้น  จนถึงการใช้ ฃ ฅ ก่อนอื่นต้องขออธิบายว่า อักษร ๒ ตัวนี้ ไม่เคยใช้เขียนคำว่า ขวดหรือคน แต่มันจะมีคำที่เขียนด้วยอักษรนี้ เช่น ฃอ ฃ่าว เฃ้า (ข้าว) เฃตรหรือเฃตต์ ฃึ้น ฅอ ฅ่ำ ฅา ฅาบ แฅ่ง (แข้ง) เป็นต้น ผมพยายามสืบค้นและบันทึกไว้ โดยเอาเอกสารตั้งแต่สมัยสุโขทัย อันได้แก่ ศิลาจารึก มาจนถึงพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕  จากนั้น ผมก็นำสิ่งที่ได้ศึกษามาเป็นมาตรฐานในการเขียนบันทึกหรือพิมพ์ข้อความบนสังคมออนไลน์อย่างจริงจัง หมายจะให้ตัวอักษรเหล่านี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง  ในขณะเดียวกัน เวลาต้องเขียนอะไรอย่างเป็นทางการ ผมก็ไม่เคยเขียนผิดไปจากคำในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน และหลักเกณฑ์การเขียนคำทับศัพท์ของราชบัณฑิตยสภาเลย

แต่แล้ว จุดเปลี่ยนก็มาถึง  เมื่อผมยิ่งศึกษาไปมากเข้า มันก็ยิ่งพบคำใหม่ ๆ ไม่สิ้นสุด มิหนำซ้ำ แต่ละคำยังเขียนไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ไม่มีมาตรฐานการเขียนที่แน่นอน แม้ว่าจะอยู่ในยุคสมัยเดียว หรือแม้กระทั่งในเอกสารฉบับเดียวกันก็ตาม  ผมเริ่มสับสนว่า เราควรใช้อะไรเป็นมาตรฐานกันแน่ เพราะแต่ละยุคมันก็เขียนไม่เหมือนกัน ผมเริ่มสับสนและคิดมากขึ้น ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้

มาถึงจุดนี้ ผมคงต้องสรุปบทเรียนว่า สุดท้ายแล้ว การศึกษาประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ก็ล้วนแต่เป็นบันเทิงคดีให้เราได้เรียนรู้รากเหง้าและที่มาของหลาย ๆ สิ่งที่ประกอบกันเป็นเราในทุกวันนี้ แต่ก็ใช่ว่าเราจะต้องนำมันมาเป็นบรรทัดฐาน  ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย  ผมได้เข้าใจว่า การมีองค์กรอย่างราชบัณฑิตยสภามันดีอย่างไรที่ทำให้การเขียนมีมาตรฐานและเป็นเอกภาพมากขึ้น ผมตั้งใจว่า ผมจะไม่ดื้อดึงและต่อต้านเหมือนแต่ก่อน เพียงแต่ยังจะออกความเห็นบางอย่าง หากเห็นว่าไม่สอดคล้อง เพื่อการ "วิวัฒน์" แห่งภาษาไปในทางที่ดีงามและทันสมัย  ไม่ว่าอย่างไร ภาษาก็เป็นสิ่งที่ใช้โดยคนจำนวนมาก เพื่อให้เข้าใจตรงกันและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก็ควรจะต้องมีใครสักคนมาวางแนวทางหลักเกณฑ์ต่าง ๆ  ภาษาเป็นตัวบ่งบอกยุคสมัย แต่ละยุคก็ใช้ภาษาแตกต่างกันไป  ผมคิดว่า ในเมื่อยุคสมัยของผมใช้ภาษาอย่างนี้ ผมก็ควรใช้อย่างนี้เพื่อบันทึกความเป็นไปและประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยนี้สืบไป

สิ่งที่มันตายไปแล้ว ก็คงรักษามันไว้เพียงร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ แต่สิ่งที่มันยังคงอยู่ เราก็ควรจะรักษาไว้และใช้มันให้ถูกต้องที่สุด แต่ก็ใช่ว่าจะมีเพียงราชบัณฑิตที่กำหนดมาโดยไม่คำนึงถึงอะไร พวกเราผู้ใช้ภาษานี่แหละคือพลังที่สำคัญที่สุด ราชบัณฑิตเพียงวางหลักเกณฑ์ให้เหมาะสม หากไม่เหมาะสม ก็ไม่อาจทานกระแสสังคมได้  ในขณะเดียวกัน สังคมเองก็ต้องยอมรับ รับฟัง และช่วยกันรักษาแนวทางที่ถูกต้องเอาไว้ด้วย

ภาษาคืออัตลักษณ์ของชาติ ภาษาคือการแสดงความเป็นเรา
ภาษาท้องถิ่นก็เช่นกัน

สวัสดี
SHARE
Written in this book
ประมวลความคิด : ชีวิต ปรัชญา และทัศนะ
การอภิปรายความคิดเชิงปรัชญาภายในจิตใจของฉัน รวมไปถึงทัศนะต่อเรื่องราวต่าง ๆ กลั่นมาเป็นตัวอักษร
Writer
LittleTeaCup
Thinker and Dreamer
มาเถิด มาร่วมกันฝัน เพื่อฝันนั้นจะเป็นจริง

Comments