Bell jar ในกรงแก้วที่ครอบเราไว้
สำหรับเล่มนี้ ความสนใจเริ่มแรกสำหรับเรื่องออกจากคล้ายกับเรื่อง สูญสิ้นความเป็นคน ของดะไซ โอซามุ ตรงที่...

1. เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า
2. เขียนออกมาจากประสบการณ์ของผู้เขียนจนแทบจะเรียกว่าเป็นอัตชีวประวัติช่วงชีวิตนึงได้
3. ผู้เขียนได้ทำอัตนิวิบากกรรมหรือการฆ่าตัวตาย

ในขณะที่มีความต้องการ/สนใจในเรื่องราวที่ได้รับรู้มาคร่าวๆ เราเองในฐานะผู้ที่กำลังรักษาโรคซึมเศร้าอยู่ ก็เกิดคำถามในใจให้ลังเลอยู่เหมือน เช่นว่า ไอ้การที่ฝักใฝ่หาเรื่องคนอยากตายมาอ่านแบบนี้ มันจะเข้าข่ายหมกมุ่นอยู่กับความตายรึเปล่านะ หรือบางทีในส่วนลึกแล้ว เรารู้สึกภูมิใจในการบอกว่าตัวเองเป็นโรคที่ใครหลายคนมองว่าออกจะฮิตในโลกยุคใหม่อย่างนั้นหรือ ถึงได้เที่ยวหาเอาเรื่องทำนองนี้มาอ่านอยู่นั้นแหละ หรืออยากอ่านเพื่อนำความรู้สึกมาเทียบเคียง หรือไม่ก็อยากให้ตัวเองรู้สึกว่าไม่ได้มีแค่ฉันที่ต่อสู้กับอยู่คนเดียว

อาจจะใช่ทั้งหมดนั่นแหละค่ะ

ซิลเวีย แพลท เขียนเรื่องราวจากความทรงจำในช่วงระหว่างที่เธอฝึกงานกับนิตสารในนิวยอร์ค ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่จำต้องกลับไปอยู่บ้านแม่ ช่วงเวลาที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวท และสิ้นสุดลงในช่วงหลังการรักษา โดยเล่าผ่านความคิดของตัวละครเอกที่ชื่อเอสเทอร์ กรีนวู้ด เด็กสาวนักเรียนทุนหัวดีที่ดูเหมือนจะมีอนาคตดีๆรออยู่ในทุกเส้นทางที่เธอสามารถเลือกเดินได้ โดยมีฉากหลังเป็นสังคมอเมริกันยุคหลังสงครามโลกครั้ง2 ซึ่งคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของนางเอกได้ประสบพบเจอมา ผู้คนให้ความสำคัญกับการสร้างชาติ บทบาทของผู้หญิงในสังคมที่ถูกคาดหวังให้อยู่ในกรอบแก้วของการเป็นภรรยาที่ดี มีมหาลัยหญิงล้วนไว้บ่มเพาะนักศึกษาหญิงก็จริง แต่งานส่วนใหญ่ที่ผู้หญิงถูกคาดหวังจะออกไปทางบทบาทของผู้สนับสนุนเช่น พยาบาล ครู เลขานุการ หากฮอลลี่ โกไลลี่ เป็นหญิงสาวยุค50ที่ไม่สนกฏเกณฑ์ใดๆ เอสเทอร์ กรีนวู้ด ก็คงเป็นหญิงสาวที่ถูกกับดักของกฏเกณ์เหล่านั้นพันแข้งพันขาล่ามเธอไว้และเป็นดั่งคนที่ไม่อาจต้านทานกระแสลมได้

สิ่งที่เราชอบสำหรับเล่มนี้ เราเห็นโลกผ่านมุมมองของเอสเทอร์ได้อย่างชัดเจน ชัดมากและเข้าใจมาก เรียกว่าอินหนักก็ว่าได้ หากจะให้พูดตรงๆอาจจะเพราะเราก็คงติดอยู่ในกรงแก้วอยู่ไม่ต่างกัน ฉากเรื่องเล่าต้นมะเดื่อนั้นอธิบายความรู้สึกได้ตรงกับความรู้สึกเราเป๊ะ อ่านเสร็จแล้วช๊อคเลยค่ะ เล่าสักหน่อยละกัน เรื่องเล่านั้นเปรียบเปรยว่าลูกมะเดื่อคืออนาคตหรือเส้นทางที่เราเลือกเดิน ในทีแรกเราเห็นลูกมะเดื่อแต่ละลูกสุขเปล่งปลั่ง ไม่ว่าจะลูกที่สะท้อนการเป็นแม่เป็นเมียก็ดี บรรณาธิการสาวอนาคตไกลก็ดี นักเขียนชื่อดังก็ดี เอสเทอร์รู้สึกว่าเธอใช้เวลาลังเลใจอยู่นานจนรู้ตัวอีกทีลูกเหล่านั้นก็เน่าเสียหมด รวมถึงความย้ำคิดเรื่องการมีลูก การรักษาพรมจรรย์ สะท้อนถึงการมองและตั้งคำถามกับกรอบเกณฑ์ทางสังคมที่ตัวเอสเทอร์รู้สึกต่อต้านกฏเกณ์เหล่านั้น ในขณะที่เราเองยังคงนึกโชคดีกับการพัฒนาด้านการรักษาโรคทางจิตเวทและเรื่อง LGBTQ ในโลคยุคปัจจุบันที่อาจไม่โหดร้ายเท่าคนในยุคก่อน

สิ่งที่ไม่เชิงว่าไม่ชอบ แต่เราออกแนวไม่ค่อยแน่ใจ คือเราอ่านไปได้ครึ่งเล่มก็รู้สึกว่าตัวละครเอกของเราไม่ได้ผิดปกติอะไรนี่(นี่แหละ ลังเลตรงนี้แหละว่าตกลงเอสเทอร์ออกอาการทางจิตเวทเมื่อไหร่กัน) พอได้อ่านบทวิจารณ์ท้ายเล่มก็พบว่าผู้เขียนนั้นเขียนในลักษณะสารภาพความจริงในใจ คนอ่านจะตัดสินว่าเอสเทอร์เป็นบ้าเป็นบอตั้งแต่ต้นเรื่องหรือตอนไหนก็คงไม่สำคัญเสียมากกว่าการที่ตัวละครได้เล่าความรู้สึกนึกคิดออกมา แล้วการที่ถูกนำตัวเข้ารักษาโรคประสาทก็คือการที่ตัวเอกถูกสังคมกระทำการตัดสินอย่างนั้นรึเปล่านะ 
อีกส่วนรู้สึกว่าขัดใจก็คือในช่วงแรกที่เอสเทอร์ยังฝึกงานอยู่ มีหลายคำศัพท์หรือหลายบุคคนที่ถูกกล่าวถึงแล้วเราไม่รู้เลยว่าหมายถึงอะไร ออกแนวโหยหาเชิงอรรถว่าทำไมไม่อธิบายตรงนี้สักหน่อยล่ะ เอาง่ายๆอย่างชื่อหนังสือเองก็น่าจะมีอธิบายสักหน่อยนะ และด้วยความสงสัยว่า Bell jar จะใช่ขวดโหลแบบ mason jar สรุปก็คือที่ครอบแก้วรูประฆังตามชื่อภาษาอังกฤษของมันนั่นแหละ ซึ่งถูกใช้ในลักษณะครอบสิ่งของลงมาจากด้านบน เป็นเหมือนกรงแก้วใสๆ

จริงๆแล้วมีอีกหลายประเด็นที่อยากเขียนถึง แต่หากเขียนลงรายละเอียดไปมากกว่าก็กลัวว่าอาจจะเป็นการเสียอรรถรสแก่ผู้ที่ยังไม่ได้อ่านน่ะสิคะ และอยากบอกว่าขอบคุณบทวิจารณ์ท้ายเล่มมากๆ ทำให้เข้าใจเรื่องมากขึ้น และคิดว่าเล่มนี้มีโอกาสเอากลับมาอ่านอีกแน่นอน หากมีเวลานะ

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร 
เหมาะกับคนที่สนใจนิยายอเมริกัน คนที่สนใจเฟมินิส อยากอ่านนิยายที่ทำให้มุมมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
 
เพลงที่อยากแนะนำให้เปิดฟังไปด้วย
Don't Let Me Be Misunderstood - Nina Simon
Born to Die - Lana Del Ray
Long & Lost - Florence + The Machine
และบรรดาเพลงที่บอกเล่าความรู้สึกในใจของหญิงสาว น่าจะเหมาะกับเล่มนี้ค่ะ

FunFact: เราได้เล่มนี้จากงานหนังสือเขียงใหม่ พร้อมกับได้เพื่อนใหม่เพราะเผลอไปบอกคนเฝ้าบูธว่าเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ ฮาาาา ยินดีที่ได้รู้จักนะคะพี่ชา เราอาจพูดไม่เก่ง ไม่ค่อยคุยแชท แต่ดีใจที่ได้รู้จักกันจริงๆค่ะ
SHARE
Written in this book
บันทึกอ่านแล้ว
รวบรวมรีวิวและเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือที่เราอ่าน
Writer
ManyMilds
Graphic designer
เป็นเด็กหลงในร่างผู้ใหญ่ เป็นผู้ใหญ่ที่หลงลืมตัวเองเป็นบางครั้ง นักเขียนบันทึกเพื่อต่อสู้กับโรคซึมเศร้าที่ยังไม่หายดีเสียที นัก(อยาก)เขียนที่พยายามเขียนนิยายยูริอยู่เรื่อยๆ สามารถติดตามได้ใน Readawrite

Comments

Penname7907
1 year ago
สวัสดีค่ะ เพิ่งอ่านจบหมาดๆเลยค่ะ ความรู้สึกบอกไม่ถูกว่าชอบหรือไม่ชอบ ส่วนที่ชอบ ชอบสำนวนเปรียบเปรยของนางเอก และการเล่าเรื่องของนาง บางตอนก็ตลกดี555 ก่อนอ่านคิดว่าอ่านจบต้องหดหู่แน่เลย เพราะเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า แต่อ่านจบก็ไม่ได้หดหู่นะคะ รู้สึกเข้าใจคนเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้นมากกว่า 
คิดว่านางเอกมีอาการของโรคซึมเศร้าตั้งแต่แรกๆแล้ว เช่น การร้องไห้อย่างไม่มีสาเหตุ ตัดสินใจไม่ได้ รู้สึกไม่อยากทำอะไร อ่านแล้วสงสารเลย ชีวิตกำลังไปได้ดีแท้ๆ
เราเคยอ่าน สูญสิ้นความเป็นคนเหมือนกัน แต่เรื่องนั้นไม่รู้สึกเห็นใจพระเอกเท่าไหร่ ความรู้สึกประมาณว่า มันเป็นอะไรของมัน.. มากกว่า จนอ่านจบก็ยังงงๆอยู่ว่าสรุปเขาเป็นอะไร 
Reply