แด่..เพื่อนร่วมงานที่น่ารัก
เพื่อนเรา..เล่าให้ฟังถึงการทำงาน 
เราเห็นว่าน่ารักดี..อยากมีเพื่อนร่วมงานแบบนี้เยอะๆ 
ก็เลยมาแบ่งปันกัน เผื่อใครจะนึกถึงและแอบชื่นชมใครอยู่บ้าง 

เพื่อนบอกว่า.. 
เราทำงานกันแค่ 2 คน มีบอสอีกคน รวมเป็น 3 
เพราะมีกันอยู่แค่ 2 คน จึงทะเลาะกันมากไม่ได้ 
เดี๋ยวงานจะไม่เดิน ก็เลยสามัคคีกันไว้ 

เวลาที่รู้สึกไม่ดี...จนเกือบจะทนไม่ไหว เพราะเขา
ก็ไม่ได้ไปตำหนิเขาให้เสียใจ และไม่ได้เอาไปเม้าท์ให้เสียหาย
เพราะให้เกียรติเขา 


เป็นเรื่องเล่าสั้นๆ ... แต่ได้ใจ ได้ความ
เพื่อนร่วมงานที่จริงใจ..และใส่ใจ
ถ้ามีเยอะๆ แล้ว เราอยู่ด้วย เราก็สบายใจ
ซึ่งไม่ใช่แค่เราที่สบายใจ บรรยากาศในที่ทำงานนั้นก็เป็นกันเอง
คนที่มาติดต่องานก็รู้สึกได้ว่า บรรยากาศดี น่าอยู่แค่ไหน

ซึ่งบรรยากาศที่ทำงานแบบนั้น..เราเคยไปสัมผัส สูดกลิ่น มาแล้ว
(อ๊ะ!! ไม่ใช่แระ.. )
เราเคยเล่าไปแล้วว่า เราประทับใจสถานีอนามัยแถวบ้านเรามาก
เพราะเข้าไปแล้ว รู้สึกได้ว่า บรรยากาศดี รู้สึกสดชื่น
ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ที่จริงใจ และเป็นกันเอง
เพราะพวกเขาขยันในหน้าที่ของเขาด้วย มันทำให้เรารู้สึกได้ถึงพลังที่มีอยู่ในนั้น
(สนใจอ่านเรื่อง คำพูดของเขา...เป็นกระจกเงา สะท้อนตัวตนของเราได้อย่างดี
ได้ที่ https://storylog.co/story/5ab8e706a01f2ea5765f1883)


เราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันกับเพื่อนว่า..
วัฒนธรรมองค์กรแบบไหน ที่เราอยู่ด้วยแล้ว คงอยู่ได้ไม่นาน
ก็คิดเหมือนกันว่า..คือวัฒนธรรมองค์กรแบบเช้าชามเย็นชาม
อนามัยแถวบ้านเขา ต่างกับบ้านเราโดยสิ้นเชิง
ซึ่งการทำงานที่ทำไปเรื่อยๆ แบบนั้น มันทำให้งานไม่เดินหน้าไปไหนมากนัก

ถ้าเราจะทำงานกินเงินเดือน ให้ win:win กันทั้งสองฝ่าย
ทั้งคนทำงาน และองค์กร คือ เราเองก็ได้ทักษะ องค์กรเองก็รู้สึกว่าจ้างเราแล้วคุ้มค่า
เรารู้สึกว่า ระบบงานเอกชนจะโอเคกว่า เสียดายก็แค่วันหยุดน้อยเท่านั้น
 
ถ้าต่างคนต่างขยันทำงาน พอว่างแล้วก็เอาเวลาไปพัฒนางานให้มันดีขึ้น
ผลงานที่ได้ ก็ได้ฝึกเรา และองค์กรก็ได้ประโยชน์จากงานที่เราพัฒนา



เมื่อกี้..เพื่อนส่งคลิปหนึ่งมาให้ดู
เป็นคลิปเกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือน 
ที่เขาเอาเงินเดือนมาคำนวณว่า เมื่อหักต้นทุนออกไป 
เช่น ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าอาหารกลางวัน ภาษีสังคม ฯลฯ
ก็เหมือนว่าเราได้เงินเดือนไม่เต็มวงเงินนั้นจริงๆ
เพื่อนแซวว่า ชีวิตเธอเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

เราก็เลยตอบไปว่า เราไม่เห็นด้วยนะ
ถ้าจะคิดให้มาก ต้นทุนนั้นก็ยังไม่หักค่าแรงที่ทำงานไป
จะคิดมากไปทำไม ให้รู้สึกหมดแรงในการทำงาน

แต่ถ้าเราจะคิดให้มันบวก เราก็คิดได้
เพราะนอกจากเงินเดือนที่เราได้แล้ว เรายังได้ทักษะเพิ่มขึ้นซึ่งประเมินค่าไม่ได้
และค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายออกไป มันคือ การลงทุน
หลังจากที่เราเรียนรู้ได้สักระยะหนึ่ง เราก็สามารถนำทักษะและเงินเดือนที่สะสม 
ไปลงทุนเก็งกำไร ประกอบอาชีพอิสระได้ในอนาคต

ถ้าเรากลัวว่า เราจะทำงานให้เขาเกินคุ้ม 
เราก็ทำงานในเวลาให้เต็มที่ ไม่ต้องทำโอทีให้เสียเวลาส่วนตัว 
แต่ถ้าเราคิดในทางกลับกันล่ะ เราทำงานเต็มที่กับเงินที่เขาจ่ายไหม

ถ้าเงินเดือนผกผันไปตามความขยันของเรา 
เท่ากับกำไรที่ผกผันไปตามความขยันในการค้าขาย
เราก็จะไม่เห็นคนทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม
ตัวเราก็ได้ปลดปล่อยพลัง แสดงศักยภาพ
องค์กรก็เติบโต ก้าวหน้า ไปกว่าที่เป็นอยู่ 


ก่อนจะต้องการองค์กรที่ดี เพื่อนร่วมงานที่เจ๋ง
เริ่มต้นที่ตัวเรา ทำหน้าที่ของเราให้ดีกันเถอะ

#takuma
SHARE
Written in this book
story telling
เรื่องราว..เรื่องเล่า
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments