ในวันฝนตกที่ชอบที่สุด
ฉันเกลียดฝน
ไม่สิ..
ฉันเคยเกลียดฝนต่างหาก

ฉันเกิดในฤดูฝน
แต่กลับเกลียดเวลาฝนตก
เพราะเมื่อไหร่ที่ฝนตก
บรรยากาศรอบตัวจะหนักอึ้งชวนอึดอัดใจขึ้นมา

ด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัด
แถวบ้านมีแต่ต้นไม้และภูเขา
เวลาฝนตกทีไร จะมีทั้งเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เสียงลมพายุที่พัดกระหน่ำจนน่ากลัว


นอกจากนี้ ยังทำให้การออกไปไหนมาไหนลำบาก ทุกพื้นที่ทุกตารางเมตรต่างชื้นแฉะ 
ไม่น่าพิศมัย 

อีกอย่างที่น่าหงุดหงิดและรำคาญใจมากๆเลยก็คือ ไฟดับ
ไฟจะดับทุกครั้งเลยที่ฝนตก แม้จะตกเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม
บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ความเท่าเทียมของคนเราอยู่ที่ไหนกัน เพราะบางครั้งไฟฟ้าก็จะถูกปล่อยให้ใช้เฉพาะฝั่งตัวเมืองเท่านั้น ปล่อยให้อีกฟากฝั่งของเมืองอย่างตำบลรอบนอกไร้แสงสว่าง ตกอยู่ในความมืดมิดทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยจัดสรรเวลาแบ่งกระแสไฟฟ้าให้คนในพื้นที่ได้ใช้อย่างเท่าเทียมกันเลยสักครั้ง

นี่คือปัญหา ที่ไม่เคยถูกแก้ไข แม้จะมีการร้องเรียนไปครั้งแล้วครั้งเล่า
สิ่งที่ได้กลับมามีแต่ความเพิกเฉย

เหล่านี้ล้วนแต่เป็นความทรงจำและประสบการณ์เลวร้้้ายทีี่เกี่ยวข้องกับฝน ที่ทำให้ฉันเกลียดเอามากๆ

แต่ในตอนนั้น..
ตั้งแต่ตอนนั้น
ตอนที่ได้ไปเที่ยวไต้หวัน
ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องฝนตก จนมีคำพูดที่ว่า "หากใครไปไต้หวันแล้วไม่เจอฝน เท่ากับว่ายังไปไม่ถึง" 
มันช่างเป็นประโยคที่ไม่น่าฟังสำหรับฉันที่เกลียดฝนสักเท่าไหร่

แต่ไม่น่าเชื่อ
ช่วงเวลาที่ได้ท่องเที่ยวอยู่ในไต้หวัน
กลับทำให้ฉันประทับใจและตกหลุมรักเข้าอย่างจัง
ทั้งๆที่ตลอดทริปมีแต่สายฝน
เปียกปอนจนไม่น่าจะกลายเป็นทริิิปที่่ลืมไม่ลงด้วยซ้ำ

ตั้งแต่วินาทีแรกที่เหยียบลงบนแผ่นดินไต้หวัน
สายฝนก็พร้อมใจเทกระหน่ำต้อนรับฉันอย่างอบอุ่น (?) กันเลยทีเดียว
ถึงแม้ในตอนแรก ฉันจะบ่นอุบถึงสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจต่อการท่องเที่ยวในครั้งนี้
ยังโชคดีที่ไทจงยังพอมีแดดอ่อนๆให้สัมผัสได้อยู่บ้าง

แต่ทุกอย่างค่อยๆเปลี่ยนไป...
อืม...ฉันหมายถึงความรู้สึกน่ะ

ในตอนที่เข้าสู่เมืองเล็กๆและมีเสน่ห์อย่างจิ่วเฟิ่น
หนทางคดเคี้ยวและลาดชัน
อีกทั้งยังมีสายฝนกระหน่ำไม่มีทีท่าว่าจะหยุด คิดดูแล้วก็อันตรายอยู่ไม่น้อย

ฉันยืนอยู่บนรถบัสที่อัดแน่นเบียดเสียดไปด้วยผู้คนที่ฉันคิดเอาเองว่าพวกเขาต่างหลงไหลในจิ่วเฟิ่นเพราะอิทธิพลที่ได้รับจากอะนิเมะชื่อดังของสตูดิโอจิบลิ อย่างเรื่อง spirited away 
(ถึงแม้ว่าจะมีบางกระแสบอกว่าอะนิเมะเรื่องนี้ไม่ได้ใช้สถานที่ในจิ่วเฟิ่นเป็นแรงบันดาลใจก็ตาม)

คนขับรถบัสดูเหมือนจะไม่ได้หวาดกลัวการขับรถบนเส้นทางที่ดูอันตรายกับถนนลื่นๆแบบนี้สักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะชินเส้นทางส่วนหนึ่ง 
ตัวฉันถูกเหวี่ยงไปมาตามแรงกระชากของตัวรถ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะล้มก้นจ้ำเบ้าแต่อย่างใด เพราะผู้คนซ้ายขวาหน้าหลังต่างเป็นกำแพงให้กันและกันเป็นอย่างดี
ควรดีใจหรือเปล่านะ?
ฉันได้แต่ภาวนาให้ถึงจุดหมายเร็วๆ เพราะรู้สึกอึดอัดกับสภาพที่เป็นอยู่เหลือเกิน

ล้อหยุดสนิทที่ป้ายรถบัสตรงข้ามร้านสะดวกซื้อ 
ฉันยืนหลบฝนอยู่ตรงป้าย พยายามกางร่มที่ต้านแรงลมเกือบไม่ไหว หวังเพื่อกำบังเม็ดฝนที่ตกลงมา
แต่ดูท่าแล้วไม่มีประโยชน์สักเท่าไหร่ เพราะตอนนี้เกือบครึ่งตัวเปียกปอนไปแล้ว
ฉันรีบเปิดมือถือดูแผนที่ของเกสเฮาส์ที่จะพักในคืนนี้

อืม..เหมือนว่าอาการหลงทิศจะกลับมาอีก
อันที่จริงแล้ว ฉันก็หลงอยูู่ตลอดเวลานั่นแหละ 

เดินตามกูเกิ้ลแม็พไปด้วยใจก็หวังว่าจะถึงเกสเฮาส์โดยเร็ว แต่เส้นทางก็ดูซับซ้อนและคับแคบจนคิดว่าแผนที่มันพึ่งได้หรือเปล่านะ

ไม่รอให้เสียเวลา พุ่งตัวเข้าไปสอบถามเจ้าของร้านที่ดูเหมือนเป็นอาร์ตแกลอรี่ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้บันไดไหล่เขา ปรากฏว่ามาถูกทางแล้ว จึงเดินต่อไปจนถึงที่หมาย เส้นทางชัััันจนรู้สึึกเหนืื่อยหอบ

เจ้าของเกสเฮาส์น่ารักอัธยาศัยดี และสื่อสารภาษาอัััังกฤษได้ดีกว่าที่คิด 
ห้้องที่จองไว้อยู่ชั้นสอง มีระเบียงที่สามารถชมวิวทะเลและภูเขาได้ในเวลาเดียวกันอย่างสบายๆ 

ถ้าหากฝนจะหยุดตกให้ดื่มด่ำกับวิวสวยๆตรงหน้าสักหน่อยน่ะนะ

ภายในห้องกว้างขวางและตกแต่งได้อบอุ่นน่ารักดี มีเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ครบครัน ส่วนห้องน้ำแยกออกไปด้านในสุดของโถงทางเดินชั้นสอง 

ฉันใช้เวลาสำรวจห้องพักไม่นานก็ออกเดินทางไปถนนคนเดินจิ่วเฟิ่น ที่มีโรงน้ำชาโคมแดงซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์และแลนด์มาร์คของที่นี่ไปเสียแล้ว

ฝนยังคงไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหรือซาลงแต่อย่างใด 
ฉันเริ่มทำใจให้สงบไม่หงุดหงิดอารมณ์เสียกับฟ้าฝนที่ไม่เป็นใจ
ดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ที่แปลกตา สัมผัสและซึมซับบรรยากาศ วิถีชีวิต และผู้คนของเมืองเล็กๆแห่งนี้
ไม่แปลกใจที่ใครๆต่างก็มาแวะเวียนเยี่ยมชมจิ่วเฟิ่น
ทั้งเมืองออกแบบ ตกแต่งได้มีเสน่ห์โดดเด่นมากๆ
ไม่ว่าจะเป็นบ้้านเรือน ร้านค้า หรือวัดวาที่ตั้งอยู่ตามเนินเขาที่สลับไปมา เกิดเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามไม่เหมือนใคร 
ผู้คนดูเป็นมิตรกับคนต่างถิ่นหรือนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี
ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือจะพบนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและเกาหลีเยอะมากเป็นพิเศษ
อาจจะเป็นเพราะภูมิประเทศและประวััติิศาสตร์ที่มีร่วมกัน

บนถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
จนบางทีก็รู้สึกหายใจไม่ออกไปบ้าง คนจะแน่นไปไหน
ทั้งที่ต่างเปียกปอน แม้ว่าจะมีร่มหรือเสื้อกันฝนแล้วก็ตาม นักท่องเที่ยวก็ไม่ลดลงเลย ทุกคนต่างดูยิ้มแย้มและมีความสุขท้าสายฝน

ฉันก็เช่นกัน
มันเป็นความรู้สึกที่ดีอย่างบอกไม่ถูก เป็นช่วงเวลาที่่ไม่ได้สนใจเลยว่าฝนตก ตัวเปียก 
ลืมแม้้กระทั่งว่าเกลียดฝนมากแค่ไหน

อืม..ฉันคิดว่าใบหน้าเปื้อนยิ้มของฉันที่เงยขึ้นรับเม็ดฝนเย็นๆน่าจะอธิบายได้ดีกว่าอะไรทั้งหมด

ฉันเดินเข้าร้านอาหารที่อ่านชื่อร้านไม่ออกแม้แต่ตัวเดียวอย่างมั่นใจ
คนในร้านเยอะพอสมควร คิดเอาเองว่ารสชาติคงไม่ได้แย่มาก
โชคดีที่เมนูมีภาษาอังกฤษและรูปภาพให้ดู รอไม่นานอาหารที่สั่งก็ถูกนำมาวางไว้ตรงหน้า ควันสีขาวที่ลอยขึ้นมานั้น ส่งผลให้อาหารดูน่ากินขึ้นมาทันที 
ไม่่มีอะไรดีไปกว่าการได้กินของอุ่นๆในวันฝนตกที่อากาศหนาวๆแบบนี้ ไหนจะเสียงเพลงที่ดังคลอในร้านนั่นอีก ฉันยิ้มกว้างโดยอัตโนมัติ ..มีความสุข

ความทรงจำเกี่ยวกับฝนแปรเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ฉันในตอนนี้
นั่งฟังเสียงฝนที่ตกข้างนอกหน้าต่างบานใหญ่ 
มองดูหยดน้ำฝนที่สาดกระเซ็นมาโดนกระจก
ปล่อยความคิดไหลไปเรื่อยๆในความทรงจำ
...
ความทรงจำที่ยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน...
ความทรงจำในวันฝนตกที่ชอบที่สุด...


บางทีฝนตกก็ไม่ได้แย่ไปเสียทุกครั้ง
มีหลายปัจจัยที่พอรวมเข้ากับฝนฟ้า แล้วทำให้รู้สึกแย่
แต่นั่น ก็ขึ้นอยู่กับว่าจิตใจจะรับสภาพได้แค่ไหน
ถ้าหากในวันข้างหน้า ที่ฝนตกลงมาอีก
ฉันก็คงคิดว่า มันไม่ได้แย่ไปเสียหมด
มันเป็นเรื่องของธรรมชาติที่บังคับไม่ได้

อืม...
ฉันอาจจะชอบฝนขึ้นมาหน่อยๆเสียแล้วสิ











SHARE
Writer
iamatraveller
I am who I am
ฉันไม่ใช่นักเขียน ไม่ใช่นักอ่าน...ฉันก็แค่...ชอบเขียน ชอบอ่าน ชอบทำในเรื่องที่ชอบ...ก็เท่านั้น

Comments