ศึกษา Human Cooperation  จากกรณีถ้ำหลวง
กรณีถ้ำหลวงสะกิดให้คิด
---
คงจะไม่ใช่ผมคนเดียวที่ปลื้มปริ่มกับการร่วมมือร่วมใจจากหลายฝ่ายมากมายขนาดนี้
.
เรารู้สึกว่า...ถ้าเราศึกษาเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์เกิดการ cooperation ได้อย่างมีพลัง และ effective ขนาดนี้ แล้วนำไปปรับใช้กับ 'โจทย์ยาก' ที่ผู้คนต่างเผชิญอยู่ไม่ว่าจะในระดับประเทศหรือระดับโลกคงเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไม่น้อย
.
ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือกรณีวิกฤติธรรมชาติ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด แผ่นดินไหว การทำสงคราม เด็กติดถ้ำนี่ก็ใช่ ที่เราสังเกตุว่าอาจเป็นเพราะทุกคนมีภาพที่ชัดเจนในหัวว่าต้องการอะไร
.
ช่วยให้น้องๆรอดออกมาได้
เอาชนะสงคราม
กู้ซากและช่วยเหลือคนให้ได้มากที่สุด
.
ตัดภาพกลับมาที่ปัญหาใหญ่ๆ ที่ไม่ได้รับความใส่ใจเท่าที่ควรอย่าง
-global warming
-energy crisis
-ระบบการศึกษาที่กดทับเด็ก
-ระบบการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ
-การพัฒนาประเทศให้ทันความเปลี่ยนแปลง
.
สิ่งที่เห็นได้อย่างหนึ่งคือโจทย์เหล่านี้ยากและใหญ่กระทบผู้คนในระดับมหาศาล
แต่เรากลับรู้สึกว่า การ cooperate โฟกัสพลังเพื่อแก้กลับไม่มากเท่าที่ควรอีกทั้ง ปลายภาพฝัน ก็อยากให้เกิดก็มีความแตกต่างหลากหลาย
.
เราจะพิชิตปัญหาได้อย่างไร
ในเมื่อเรายังหาภาพฝันร่วมไม่เจอ?
.
ทั้งหมดนี้คือการศึกษาทำความเข้าใจปัญหาแบบ
Bottom up
กล่าวคือศึกษากรณีตัวอย่างเล็กๆที่เป็น success case
แล้ว extract เอา wisdom บางอย่างออกมาแล้วสะท้อนกลับไปยังภาพใหญ่ว่าเราจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ได้อย่างไร
.
นี่คือสิ่งที่แว่บเข้ามาในหัวในขณะที่ทึ่งกับความร่วมมือร่วมใจจากหลากหลายฝ่ายเพื่อช่วยชีวิตคนเพียง
13 คน
.
ในประเทศไทยยังมีปัญหาอีกมากมาย
ยังมีชีวิตเด็กที่ขาดโอกาสการเข้าถึงชีวิตดีๆอีกนับล้าน
ถึงแม้พวกเขาอาจไม่ได้กำลังจะถูกน้ำท่วมตาย
แต่ก็มีชีวิตที่ถูกคลื่นสังคมที่ไม่เท่าเทียมกดทับจนยากจะเรียกได้ว่านั่นคือชีวิต
.
หากเราเอาความร่วมแรงร่วมใจเหล่านี้ผสานรวมกับความเข้าใจปัจจัยทางจิตวิทยาทางสังคมที่ทำให้มนุษย์เกิดการ cooperate ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็
.
สังคมโดยรวมคงจะมุ่งหน้าไปสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
แม้ว่าต่อนนี้ชะตากรรมของพวกเราจะมืดมิดราวกับคนติดถ้ำอยู่ก็ตาม
SHARE
Writer
Nui_Napat
so many role to play
ใกล้เรียนจบแล้ว กำลังแสวงหาโอกาสและคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่และกำลังจะทำต่อไป (ปัจจุบันเรียนจบ รับปริญญามา 2 ปี 2 เดือนแล้ว)

Comments