ว่าด้วยเรื่อง "ความทะเยอทะยาน" เป็นลาภอันประเสริฐ
มีประโยคหนึ่งจากรุ่นพี่ที่คอยสอนงานตอนทำพาร์ทไทม์สมัยเรียน พี่คนนั้นบอกว่า

น้องต้องทะเยอทะยานเข้าไว้นะ แล้วพยายามทำให้ได้ เชื่อพี่

เชื่อเถอะว่า "ทะเยอทะยาน" ที่คำที่คนไทยส่วนใหญ่ตีความในแง่ลบเสมอ เคยเจอหลายคนที่ตีความคำนี้ว่าเป็นการอวดดีจนเกินตัว แต่สำหรับพี่คนนั้นที่เคยบอกกับเราเอาไว้ในวันนั้นกลับมองคำนี้ต่างไปจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง

ทะเยอทะยาน ตามความหมายของพจนานุกรมไทย เท่าที่เปิดอ่านได้แก่ อยากมีฐานะหรือภาวะสูงกว่าดีกว่าที่เป็นอยู่ หรือ ใฝ่สูง มักใหญ่ใฝ่สูง อยากมีฐานะหรือยศศักดิ์สูงกว่าที่เป็นอยู่

รวมๆแล้วความจะออกไปในเชิง แกน่ะ มักใหญ่ใฝ่สูงไม่เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ดูสภาพความเป็นจริง ไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นแล้วอยู่กับมัน ทำนองนี้ และมักจะได้ยินคำๆนี้หลุดออกมาจากปากใครหลายๆคนโดยสื่อสารประมาณนี้เสมอ

สรุปแล้ว โดยทั่วไป ทะเยอทะยาน จึงเป็นคำที่ดูไม่ดีเอาซะเลย ค่อนข้างแย่ ใครที่ถูกพาดพิงด้วยคำๆนี้ มักจะโดนมองว่าเป็นคนที่แย่มาก

คำถามคือ เราสามารถทะเยอทะยาน ได้หรือไม่ และความหมายของคำๆนี้เป็นเช่นนั้นตามพจนานุกรรมจริงๆหรือ หรือมีคำไหนที่ใกล้เคียงกันแต่ดูดีกว่า

ความพยายาม คือคำที่ผู้ใหญ่หลายคนอยากให้ใช้มากกว่า คำๆนี้มีความหมายว่า ความมานะบากบั่น, ความอุตสาหะ, ความพากเพียร มีความหมายที่ดูซอฟท์กว่า ทะเยอทะยาน หลายขุม
 
แล้วทำไมพี่คนนั้นถึงบอกให้เราทะเยอทะยานล่ะ ทำไมพี่เขาไม่บอกให้เราพยายาม มานะ บากบั่น อุตสาหะ พากเพียร นะลูกนะ อะไรแบบนี้ แต่ทำไมบอก น้องต้องทะเยอทะยานนะ

เราก็เอาประโยคที่พี่คนนั้นสอนกลับมาคิดนะว่าทำไมวะ เพราะตอนที่ทำงานในตอนนั้น เราอาจจะยังเด็กน้อย มีความฝันแค่อยากมาทำพาร์ทไทม์ร้านอาหาร เก็บตัง หาประสบการณ์เอาไว้เขียนลงในพอตพอลิโอ้ หรือเก็บตังไว้เรียนภาษาเพิ่มอะไรทำนองนั้น

จนกระทั่ง ได้ทำอะไรหลายอย่างขึ้น ไปอบรมสัมมนา ฝึกงาน เจอผู้คนตามเส้นทางที่อยากจะเดินหรือใฝ่ คำว่าทะเยอทะยานก็เลยผุดขึ้นมาในหัวอีก

หรือความพยายามมันจะไม่เพียงพอและดูซอฟท์เกินไปวะ ถ้าเราเอาแต่บอกตัวเองว่า พยายามอีกสิ พยายามให้มากกว่านี้ คนอื่นเขาก็พยายามเหมือนเรา บางคนพยายามมากกว่าเราอีกนะ สำหรับเรา ความรู้สึกก็เหมือนป้ามาปลุกให้ตอนเช้า เรารู้ว่าเช้า ป้าบอกว่าสายแล้ว เราก็รู้ว่าสายแล้ว แต่เราก็นอนต่อแล้วบอกป้าว่าขออีก ห้า หรือ สิบนาทีได้มั้ย 

แต่พอเป็นความทะเยอทะยาน ความรู้สึกเปลี่ยนไปทันที เราจะรู้สึกเหมือนถูกปลุกด้วยอำนาจบางอย่างอยู่เสมอ บางคนอาจจะเป็นหัวหน้างาน บางคนเป็นลูกค้า บางคนอาจจะเป็นงาน หรือบางคนอาจจะเป็นภาระบางอย่างที่หนักอึ้ง เลยทำให้ต้องรีบดีดตัวตื่นก่อนเสียงนาฬิกาหรือพร้อมกับนาฬิกา

เพราะฉะนั้น ความทะเยอทะยาน ในความคิดของเรา เราว่ามันค่อนข้างดีและเป็นแรงกระตุ้นที่ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพที่แท้จริง 

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดเหมือนกัน ในเมื่อคำๆนี้ถูกตีความในแง่ลบเสมอ ผู้ใหญ่หลายคนที่เรารู้จักคุ้นเคย มักจะเตือนว่าอย่าทะเยอทะยานนักล่ะ หัดคิดในความเป็นจริง เจียมตัว เจียมฐานะซะบ้าง

ขอโทษที่ต้องบอกว่าไม่เห็นด้วยกับความคิดของผู้ใหญ่เหล่านั้น เรามองว่าการมองตัวเองว่าต้องเจียมตัวไม่พยายามให้หลุดพ้นหรือเดินไปบนเส้นทางที่เราปรารถนาก็ไม่ต่างจากคนขี้แพ้ ที่เอาแต่รอคอยโชคชะตา วาสนา จากใครก็ไม่รู้ให้มาช่วยปลดปล่อย

มนุษย์ทุกคน หรือสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกใบนี้ เกิดมาเพื่อดิ้นรนไม่ต่างกัน ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน คุณก็ดิ้นรนไม่ต่างกัน แต่อาจจะต่างกันตรงที่สิ่งที่เจออาจจะไม่เหมือนหรือเหมือนหรือคล้ายก็แล้วแต่ 

ยกตัวอย่าง สิ่งที่เคยเห็นมาตั้งแต่ เรามีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เพื่อนคนนี้ไม่ได้เรียนเก่งมาก แต่ตั้งแต่เด็กๆ เพื่อนจะเป็นคนที่รักการร้องเพลง การแสดงออก ฟิลแบบฉันเกิดมาเพื่อเป็นนักแสดง นักร้อง เอนเตอร์เทนเนอร์ อะไรทำนองนี้เลย และด้วยความเป็นคนมั่นใจมาก อยากที่จะแสดงออก เพื่อนคนนี้กลับถูกเด็กๆนักเรียนรุ่นเดียวกัน รุ่นใกล้กัน มองว่าเป็นพวกทะเยอทะยานจนเกินเหตุ แต่เรากลับมองว่า เพื่อนแม่งเจ๋งมาก รู้ตัวตั้งแต่เด็กว่าตัวเองชอบอะไร และพยายามทำโดยไม่สนใจขี้ปากใคร และผลของความทะเยอทะยานอย่างยากลำบากของเพื่อน วันนี้เราว่ามันประสบความสำเร็จนะ อย่างน้อยๆก็ในแง่ของการได้ทำในสิ่งที่มันเชื่อมั่นมาตั้งแต่เด็ก ส่วนขี้ปากทั้งหลาย บางคนก็ยังเป็นขี้ปาก บางคนก็ประสบความสำเร็จ และบางคนก็สูญหายไปจากระบบความทรงจำ

ขณะที่ตัวของพี่คนนั้นที่บอกให้เราทะเยอทะยาน เขาเล่าว่าชีวิตของเรา เป็นเด็กบ้านนอก จนมาก แต่เขาไม่อยากจะจมกับสิ่งที่เขาเลือกไม่ได้ เขาก็เลยดิ้นรนเรียนต่อ ขอให้แม่ส่งไปเรียนโรงเรียนคริสต์ชื่อดังในจังหวัดที่มอบทุนให้เรียนฟรีกับคนยากจน เขาได้เจอเพื่อนที่มาจากสังคมที่ดีกว่า ได้เห็นชีวิตที่ไม่ต้องแร้นแค้น จน เครียด กิน เหล้า และเป็นหนี้ แต่เห็นชีวิตของคนขยันทำงานหาเงินเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นเรื่อนๆ สิ่งที่เขาเห็นจึงเป็นแรงขับเคลื่อนอันยิ่งใหญ่ให้เขาอยากจะหลุดพ้นไปให้ได้

พี่คนนั้นยังบอกอีกว่า ถ้าแกคิดแค่ว่าขอแค่มีกินไปวันๆก็พอแล้ว ชีวิตก็จะแค่มีกินไปวันๆหรืออาจจะแย่กว่านั้น แต่ถ้าแกคิดว่าฉันต้องทำให้ครอบครัวของฉันสุขสบาย ไม่ลำบาก ต้องเช่านาทำ แต่ได้ทำนาบนที่ดินของตัวเอง สิ่งที่แกจะได้กลับคืนมาก็คือ การพลิกฟื้นฐานะของครอบครัวไปตลอดกาล 

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วเป็นยังไง แต่เท่าที่เห็น ชีวิตของพี่คนนั้นคือสิ่งที่เราฝันอยากจะให้เกิดขึ้นกับเราสักวัน ได้พาครอบครัวไปเที่ยว กินอาหารหรูบ้างถูกบ้าง แต่ทุกคนก็กินอิ่มนอนหลับ ไม่ต้องกังวลเรื่องความจนที่น่ากลัว แต่ให้กังวลแค่ว่าจะทำยังไงให้มันความสุขกว่านี้ มีเงินมากกว่านี้เพื่อพาคนที่รักไปทำในสิ่งที่อาจจะยังหรือทำแล้วแต่แฮปปี้

ความทะเยอทะยานก็เลยไม่ได้เป็นคำลบๆในหัวของเรา แต่เป็นคำที่มีพลังมหาศาล เรายึดคำนี้เอาไว้ในใจเสมอเมื่อต้องทำงาน เราไม่อยากทำงานเพื่อให้มันผ่านแค่เส้น แต่อยากทำงานอย่างเต็มที่ให้ออกมาดีที่สุดแม้ว่าอาจจะยังไม่ดีพอ 

อยากจะพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้ ไม่ใช่เพื่อให้เก่งกว่าคนอื่น แต่เพื่อให้ตัวเองมีประสิทธิภาพมากพอจะทำเรื่องที่อยากทำให้มันสนุก 

อยากจะรวย มีเงินเยอะๆ ไม่ใช่เพื่อให้เป็นมหาเศรษฐีใช้เงินได้ตามสบาย มีคนนับหน้าถือตา แต่อยากมีเงินเยอะๆเอาไว้พาครอบครัวไปเที่ยว กินอาหารดีๆ ป่วยก็มีเงินรักษาอย่างเต็มที่ ส่งน้องหรือลูกหลานให้เรียนที่ดีๆเจอสังคมที่ต่อยอดให้เขาคิดบวก

เราก็เลยไม่แคร์คำวิจารณ์ในแง่ลบเกี่ยวกับคำๆนี้ เพราะเรามองว่า ทะเยอทะยานดีจะตาย ใครจะมองว่ามักใหญ่ใฝ่สูง ไม่เจียมเนื้อเจียมตัว หัดอยู่กับความเป็นจริงซะบ้าง ก็ปล่อยเขาไปทำนั้นเอง เพราะคนที่ไม่คิดจะบินเลยหรือพอใจที่ตัวเองเป็น มันก็เป็นความพอใจของเขา 

แต่ถ้าใครกำลังทะเยอทะยานแล้วเจอคำพูดไม่ดีใส่ ก็แค่ อุดหูไว้ แล้วทำในสิ่งที่เชื่อมั่นให้เต็มที่ จะสำเร็จหรือไม่ เราไม่มีทางรู้จนกว่าเราจะเห็นมันกับตา เราไม่มีทางรู้ว่าจะเป็นวันไหน แต่ขอแค่ทะเยอทะยานในสิ่งที่เราตั้งเป้าเอาไว้ มันต้องดีสิ!!


SHARE
Writer
TP_LIU
Someone
Write and Share Stories

Comments