เราจะเข้าใจคำสอนของ "ผู้ใหญ่" เมื่อเราเติบโตเป็น "ผู้ใหญ่"
การประนีประนอมคือทางออกของปัญหา? จริงเหรอ?จำได้ว่า ตั้งแต่เริ่มมาใช้ชีวิตอยู่กับป้า (พี่สาวของแม่) เราก็ค่อยๆ ถูกสั่งสอนในแบบฉบับของป้า ตั้งแต่เรื่องการรับผิดชอบชีวิตตัวเอง การเคารพผู้อื่น การเรียน การแบ่งเวลา และอีกสารพัดเรื่องที่เราไม่ค่อยได้รับการสั่งสอนแบบตรงๆ จากตายาย (ก่อนหน้าอยู่กับตายาย) และพ่อแม่ (ต่อมาก็ย้ายมาอยู่กับพ่อแม่ ก่อนพวกเขาจะเลิกกัน)

ช่วงวัยรุ่นของเราจึงมีแต่ป้า ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและได้เรียนรู้ชีวิตแบบหนักหน่วง โดยเฉพาะเรื่องของ "การประนีประนอม" เนื่องจากเรากับป้าเพิ่งได้มาใช้ชีิวิตด้วยกันจริงจัง ป้ามักจะเดินมาครึ่งทางให้เราเสมอ ป้ารับฟังเราเสมอ ไม่ใช่เพราะเราเป็นวัยรุ่น แต่เป็นเพราะป้าถือหลักการประนีประนอมมาตั้งแต่เด็ก

ด้วยความที่ป้าเป็นคนใจดี มักจะให้โอกาสและประนีประนอมกับทุกเรื่อง (ยกเว้น เงินและตัวเลขที่เที่ยงตรงเพราะเป็นนักบัญชี) เราเลยรู้สึกว่าการจะมีความสุขแบบครึ่งๆ กลางๆ หรือการประนีประนอม มันใช้ไม่ได้กับเราสักเท่าไหร่ เราในช่วงวัยรุ่นมองว่า ถ้าเรื่องไหนหักได้ก็หักไปสิ เราต้องเด็ดขาด ซึ่งตัวเราเคยตัดสินใจเลิกคบเพื่อนที่มีแนวโน้มว่าจะทำให้ชีวิตเราเซ มาถึง 2 คน เพราะเราไม่อยากเสียเวลา

ความคิดเรื่องการตรงไปตรงมา หักได้หัก ยังคงส่งต่อมาเรื่อยๆ จนถึงมหาวิทยาลัย เรามองว่าการเดินตรงๆ ตัดฉับๆ คือวิถีของคนจริง? 

จนกระทั่งเริ่มทำงาน จึงได้เข้าใจว่า การประนีประนอม คือหนทางแห่งความก้าวต่อ

ป้าของเรา มักจะสอนเราเสมอว่า มนุษย์ทุกคนมีวิถีชีวิต แนวคิด และภูมิหลังที่ต่างกัน 100 คน ก็ 100 อย่าง แน่นอนว่าเราไม่เถียง แต่สำหรับในช่วงเป็นวัยรุ่น เรามองว่าต่อให้คุณต่างกัน 100 อย่าง แต่คุณต้องทำตามเส้นทางเดียวกัน กฏเดียวกัน ไม่มีข้อแม้ใดๆ 

ขณะที่ป้ากลับสอนว่า ไม่ใช่เลย ความคิดนี้ใช้กับทุกคนไม่ได้ เพราะอย่างที่บอกไปว่า 100 คนก็ 100 อย่าง ดังนั้น พฤติกรรมและคำพูดที่มีต่อคน 1 คน จะต้องต่างกัน โดยเฉพาะการทำงาน และโดยเฉพาะเมื่อคุณเป็น "หัวหน้า" ป้ายกกรณีของน้องที่ทำงานของป้าให้ฟังว่า มีน้อง 2 คนใต้บังคับบัญชา ที่ไม่ค่อยถูกขี้หน้ากัน และทั้งสองคนก็มีนิสัยต่างกัน เมื่อป้าจะตักเตือนเรื่องงาน ป้าจะไม่เรียกมาเชือดต่อหน้า แต่จะเรียกมาอบรมส่วนตัว ด้วยคำพูดแบบซอฟต์ๆ พูดให้เห็นข้อบ่งพร้องและแนวทางแก้ไข ไม่ต่อว่าด้วยอารมณ์ ซึ่งที่ทำแบบนี้ก็เพราะ เป็นการเคารพลูกน้องของตัวเอง ป้าบอกว่า ถ้าเราต่อว่าคนนี้ในที่สาธารณะ แล้วเรารู้ว่าคนนี้ไม่ถูกกับอีกคน เขาก็จะรู้สึกแย่ เสียหน้า มีบาดแพ้ เพราะฉะนั้น ไม่ควรสร้างความแตกร้าวในที่ทำงาน

และในส่วนของการสอนงาน หรือการเป็นผู้นำที่ดี ต้องทำงานให้ลูกน้องเห็นก่อนว่า ตัวเราสามารถทำงานได้ดี ในระดับที่ลูกน้องเชื่อใจ ป้าบอกว่าในช่วงแรกของการขึ้นเป็นเฮดของคนอื่น ไม่ใช่แค่การสั่งว่า คุณต้องทำแบบนี้ แต่ต้องเริ่มจากการที่คุณลงมือทำให้ลูกน้องเห็นก่อนว่าคุณทำมัน และสามารถจัดการได้ดี เพราะช่วงแรก ลูกน้องก็ไม่ได้ให้ความเคารพหรือสนใจ จนกระทั่งป้าใช้ระบบ น้ำเซาะหิน (การประนีประนอม) ทำให้ลูกน้องเห็น จนหลังๆ พวกลูกน้องก็ให้ความไว้วางใจ จนยอมทำตาม 

เราไม่เคยเชื่อในคำพูดของป้าเลย จนกระทั่งมาทำงานจริงๆ เราที่เพิ่งเรียนจบและยังเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยความใหม่ ก็ได้เจอกับหัวหน้า 3 แบบ จาก 3 บริษัทที่ทำงานด้วย

ที่แรก เราเป็นลูกน้องของลูกเจ้าของบริษัท เราได้เรียนรู้นโยบายและแนวทางโดยตรง พี่หัวหน้าสอนงานเราหลายอย่าง พี่เขาอยากให้เราเป็นงานเร็วๆ เพื่อมาแบ่งเบาเขา เขาไม่เคยกั๊กงาน แต่ข้อเสียของที่แรกก็คือ พี่เขาเองก็ยังใหม่สำหรับการเป็นหัวหน้าคน แต่โดยรวมแล้ว ถือว่าเป็นหัวหน้าที่ดี แต่ทำงานได้ไม่กี่เดือนเราก็ลาออกเพราะอีกที่มีงานที่น่าสนุกกว่าและเงินเยอะกว่า

ที่ต่อมา เราทำงานที่โปรดักชันเฮ้าส์ที่กำลังจะล้มละลาย เราเป็นลูกน้องของซีอีโอ แต่ก็มีเฮดอีกที เอดของเราเป็นผู้ใหญ่ที่คร่ำหวอดในวงการครีเอทีฟสายผลิตรายการมานานหลายปี พี่เขาจะค่อยๆ สอนงาน อันไหนเราไม่ได้ จะขยี้จนกว่าจะได้ ทำให้ในช่วงที่ทำงานที่นี่รักหัวหน้ามากๆ อีกทั้งพี่เขาก็เป็นสายประนีประนอม เลยมักสอนว่า ถ้าปัญหาอะไร ก็แก้ให้มันผ่านไปก่อน ส่วนความผิดหรือใครผิด ค่อยมาเคลียร์หลังจบงาน

และบริษัทที่ 3 ที่ลบภาพสวยงามที่ผ่านมาทั้งหมด หัวหน้าของเราเป็นสายไฟท์ในแบบที่เราใฝ่ฝัน หักได้หัก ไม่สนใจใครหน้าไหน ในตอนแรกเราก็คิดว่า เท่ว่ะ แต่พอทำงานมาเรื่อยๆ กลับพบว่า การหัก ไม่ใช่ทางออกของการทำงาน โดยเฉพาะคำว่า "ทีม" และการโคงานกับทีมอื่น 

ยิ่งเข้าใกล้ในสิ่งที่คิดว่าใช่ มันกลับชัดเจนว่าไม่ใช่ คำพูดของป้าในวันวานที่สอนว่า การประนีประนอมคือทางออก จึงชัดเจนมากกว่าความคิดในวัยเด็กของเราที่ว่า หักได้หัก

เพราะ 3 เหตุผลที่เราควรประนีประนอมก็คือ

1. การรักษาน้ำใจ สำหรับสายหัก อาจจะคิดว่า จะไปรักษาน้ำใจทำไมวะ ซึ่งพอคิดในมุมกลับกัน คำพูดเป็นบาดแผลที่รักษาหายยาก ส่วนพฤติกรรมแทงกันซึ่งๆ หน้าหรือลับหลัง ยิ่งร้ายแรงเหมือนแผลที่ถูกตัดอวัยวะ ในเรื่องนี้มันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของเรา โดยเหตุการณ์แรกที่ฝังใจคือ การที่หัวหน้าของเราบีบน้องที่เพิ่งจบใหม่ให้ตอบคำถามแบบต้อนให้จนมุม ทั้งคำพูด น้ำเสียง และท่าทาง จนสุดท้ายน้องคนนั้นก็ถูกบีบให้ออกในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เราเชื่อว่าบาดแผลที่หัวหน้าสร้างไว้โดยไม่ได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับน้องคนนั้น คงเป็นตราบาปที่ยากจะลบ 

ส่วนในอีกเหตุการณ์คือกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งในทีม ที่เริ่มจะไม่เป็นที่หมายปองของหัวหน้าอีกต่อไป หัวหน้าใช้วิธีชมเราต่อหน้าที่ประชุม แล้วเอาคำชมของเราไปบีบพี่อีกคนที่เขาอยากเชือด ซึ่งคำพูดแต่ละอย่างที่ออกไปล้วนแต่บีบให้อีกคนค่อยๆ ถูกทำลายไปอย่างช้าๆ

2. คุณค่าความเป็นมนุษย์ ถ้าเชื่อเรื่องคุณค่าความเป็นคนเหมือนกัน การกระทำที่รุนแรงเกินเหตุ โดยเฉพาะวาจาจะหลุดออกมาจากเราเลย ในช่วงหลังๆ มานี้ เราค่อนข้างให้ความสนใจกับการให้คุณค่ามนุษย์อย่างเท่าเทียม เพราะฉะนั้น เราจะมองว่า ถ้าคนๆนี้มีความรู้สึก เขาก็ต้องเจ็บปวดเหมือนเราแน่นอน ถ้าโดนกระทำแบบนี้ ดังนั้น เราจึงมองว่า การจะทำรุนแรงอะไรไปสักอย่าง จะต้องนึกถึงเขาคนนั้นให้มากๆ พอๆกับที่เราอยากให้คนสักคนปฏิบัติต่อเรา

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนบางคน กลับดูถูกคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนอื่นด้วยการข่มและบีบคนๆนั้นให้ตัวเล็กเหมือนสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ไม่ได้ถูกเรียกว่าสัตว์ด้วยซ้ำ ลองมองกันให้ดีว่า เราอยากเป็นคนที่ถูกมองว่ามีคุณค่า หรืออยากเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่ากันแน่

3. เอางานให้รอดแล้วค่อยแก้(หาคนผิดทีหลังก็ยังทัน) จุดอ่อนหลักๆ ของหัวหน้าบางคนก็คือ การหาคนผิดมารับโทษก่อนที่จะแก้ไขงานให้ผ่านไป ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราต้องส่งงานให้ลูกค้าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่งานยังล่าช้าหรือมีโอกาสเสร็จไม่ทันเป้าที่กำหนด ถ้าเป็นหัวหน้าที่ดีจะต้องกระตุ้นให้มันผ่านไปได้ด้วยดี แต่หัวหน้าที่อาจจะมองไม่แตก อาจจะรีบหาตัวการว่าเพราะอะไร แทนที่จะรีบแก้ปัญหาให้ผ่านไป ซึ่งถ้าเราเจอหัวหน้าในแบบแรก เราก็จะรู้สึกอยากทำให้มันเสร็จ มีกำลังใจสู้ ในขณะที่หัวหน้าอีกแบบกลับทำให้หัวใจเราบั่นทอน หมดแรงที่จะสู้ เพราะโดนตั้งแง่ให้เป็นคนผิดตลอดเวลา แล้วแบบนี้งานจะเดินไปอย่างสุขใจหรือทุกข์ระทมก็คิดเอาเถิด

ส่วนเราในตอนนี้ ได้คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า การทำงานที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่การทำให้งานออกมาดี แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยศัตรู เพราะถ้างานคือครึ่งหนึ่งของชีวิต ทำไมเราไม่สร้างครึ่งหนึ่งของชีวิตให้น่าอยู่ แทนที่จะทำมันให้เต็มไปด้วยความมืดและหวาดระแวง
SHARE
Writer
TP_LIU
Someone
Write and Share Stories

Comments