ความลับของผม


สวัสดีครับผมชื่อ พงษ์อนันต์ เติมโภค ชื่อเล่น อาย ผมเป็นคนนิ่งๆ(คงงั้นกระมังนะ) เพราะผมไม่ค่อยตีสนิทกับใคร ผมไม่ค่อยชอบยิ้ม ผมจะเเสดงสีหน้าตามความรู้สึก ผมไม่ชอบเสเเสร้งเเกล้งทำ เพราะมันดูไม่จริงใจ ผมพยามอย่างที่สุดเพื่อพูดทุกอย่างออกมาอย่างตรงไปตรงมาๆ ไม่อ้อมค้อม อาจารย์อาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของผมก็ได้ เพราะอาจารย์ไม่เคยถามเกี่ยวกับตัวผมว่า “ทำไม? “ อาจารย์จะไม่โกรธหรือจะไม่เสียใจใช่ไหม? ถ้าผมจะบอกว่า ผมไม่ค่อยชอบอาจารย์เท่าไหร่
ทำไมนะหรอ? เพราะผมคิดว่า อาจารย์ เป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากเกินไป ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพียงเเต่บางอย่างอาจารย์มีความคิดที่กำลังทำลายความคิดอีกฝ่าย อาจารย์มองเห็นเเค่ครึ่งเดียว เเต่ที่ผมกล่าวมานั้น ไม่ได้หมายความผมจะไม่เคารพอาจารย์เเละจะปฏิบัติกับอาจารย์ไม่ดี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาจารย์คือ “ ผู้ใหญ่ “
และผมก็ยังเคารพในความคิดของอาจารย์ ยังเคารพอาจารย์ในทุกคำพูดเเละกริยา เเต่ความลับของผมไม่ใช่เรื่องนี้หรอกครับ ที่อาจารย์ได้อ่านมาเป็นการเกริ่นนำในความเป็นตัวผมเเละการกล่าวถึงอาจารย์ในมุมมองของตัวผมเอง เเละมันดันมีความความเชื่อมโยงกันนิดหน่อย ในประเด็นของการพูดเเละการฟัง หมายถึง
“ การพูดที่ดี และ การฟังที่ดี “

ความลับมีอยู่ว่า ผมมีเพื่อน เเน่นอน!!! ทั้งห้องก็คือเพื่อนผมอ่ะ เเต่ในนั้นมีเพื่อนสองคนที่ผมสนใจ เเละผมกำลังมองเห็นอะไรบางอย่าง ทั้งสองคนมีบุคลิกที่ต่างกัน คนหนึ่งมีนิสัยร่าเริง ยิ้มง่าย ดูเหมือนว่า เธอจะจมไปกับทุกอย่างที่ทำให้เธอสนุกสนาน ส่วนอีกคนเป็นคนนิ่งๆเหมือนผม เเต่ก็พอหัวเราะ เเละยิ้มมากกว่าผมอยู่ เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้รู้ความจริงจากปากของทั้งสองคนว่า เธอสองคนเป็นโรคซึมเศร้า นาทีเเรกที่ผมรู้ความจริงนี้คือ ช็อกมาก เพราะผมดูไม่ออกเลยจริงๆ เพราะในตอนที่อยู่ด้วยกันกับทั้งคู่ ดูเธอเป็นคนสนุกสนานมาก เเลดูร่าเริงสุด ผมมองไม่เห็นความเศร้าในสายตาเธอเลย    เเต่เธอได้ยื่นใบตรวจจากโรงพยาบาล ศธญ. เเละอีกคนผมก็จำไม่ได้ว่ามาจากโรงพยาบาลไหน
เอาจริงๆนะผมเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคนี้มานานเเล้ว เเต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เเละก็ไม่เคยคิดว่าจะเจออะไรเเบบนี้กับคนใกล้ตัว เเต่ในตอนนั้นเองที่มีหนึ่งในเพื่อนสองคนที่ผมกล่าวถึง เธอเดินมาหาผม เเล้วมาพูดคุยเกี่ยวกับทุกอย่างที่เธอกำลังเป็น สภาพเเวดล้อมที่ได้รับกับสังคมที่เธออยู่ ในตอนนั้นเอง ผมรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ผมสลดหดหู่กับกับสิ่งที่เธอสื่อสารออกมา มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เหมือนดั่งว่าเธอผ่านปัญหาทุกอย่างมาอย่างทรมาณเเต่ก็เเก้ให้ดีขึ้นไม่ได้ จนผมกลายเป็น “ผู้ฟัง” ที่รู้สึกเข้าถึงการมีของความโศกเศร้า ความเสียใจ เเละความโกรธ เหมือนผมเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างเธอ เเละเธอมีตัวตนสำหรับผม เเต่ผมจะพูดทั้งหมดไปตรงๆไม่อ้อมค้อมอย่างที่เป็นตัวผมคงจะไม่ได้ เพราะว่า “ การพูด “ ของผมในบางอย่างนั้น อาจจะไปบั่นทอนความคิดบางอย่างของเธอ ผมจึงเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ก่อน ก็ไม่รู้จะวางตัวยังไงดี จะทำยังไงดี ให้เธอรู้สึกดีขึ้น พูดอย่างตรงไปตรงมาเลยก็ได้ได้ว่า “ผมเป็นห่วงเธอ” เเต่ผมไม่ได้มีความพิสวาทเเต่อย่างใด เพียงเเต่ผมเริ่มมองเห็นเเล้วว่า ปัญหานี้เป็นสิ่งที่เราควรไม่ควรมองข้ามไป ตกเย็นหลังจากบ่ายวันนั้น ผมได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เเล้วพบว่า ตั้งเเต่ปี2557-2559 พบว่าคนไทยฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้า ประมาณปีละ 4,000 คน ( เป็นข้อมูลจากกระทรวงสาธารณะสุข) ในปี พ.ศ. 2563 คาดว่าจะมีผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นเป็นอันดับสองของประชากรโลก(ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก-who)
“ อาการของโรคซึมเศร้าสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งอาจสังเกตได้จากพฤติกรรมการนอน การกิน และน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนไป และอาจมีความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง โศกเศร้า และรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า สัญญาณอื่น ๆ ที่พบด้วยคือ การแยกตัวจากสังคม มีปัญหาเกี่ยวกับความจำและสมาธิ เคยคิดหรือเคยพยายามฆ่าตัวตาย และมีอาการทางกายที่ไม่ทราบสาเหตุ ถ้าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตสงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า พวกเขาจะมองหาอาการเหล่านี้ที่เป็นมานานหลายสัปดาห์ซึ่งทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ “

อย่างที่อาจารย์อ่านในบทความด้านบน ผมได้ข้อมูลจากพี่ชายมาอีกว่า “เรื่องของเหตุผล เเละเรื่องของจิตใจ” สองอย่างนี้ใช่รักษาโรคซึมเศร้าไม่ได้ หรือจนเเม้กระทั่งเรื่องของเเรงยึดเหนี่ยวจิตใจ เช่น ศาสนา ก็ไม่อาจรักษาโรคนี้ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากความรู้สึกถูกผิดที่อยู่บนบรรทัดฐานของความรู้จักผิดชอบชั่วดี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดจากร่างกายล้วนๆ โดยเฉพาะในสมองที่หลั่งสารบางอย่างที่มากเกินไป จนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหดหู่ เเนวทางการรักษาที่มีคือ ต้องกินยา การอยู่กับตัวเองเเละรู้จักตัวเอง
การอยู่ในสังคมอื่นๆผู้ป่วยโรคนี้สามารถทำได้ ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับว่า คนที่อยู่รอบกายเธอนั้นจะปฏิบัติกับเธออย่างไร
“ การฟังคนให้ฟังด้วยหัวใจ ไม่ใช้สมอง ไม่ใช้เหตุผล “
-คำพูดของใครไม่รู้ ผมหาเครดิตไม่เจอ เเต่ผมชอบนะ –


ปล.สุดท้ายนี้ อาจารย์อาจสงสัยว่า สิ่งที่ผมเขียนมา มันเป็นความลับยังไง
เป็นความลับสิครับ เเต่มันเป็นความลับของผู้หญิงตัวน้อยคนหนึ่งที่ผ่านความทรมาณกับสิ่งที่เธอเป็นเเละเลือกที่จะบอกคนที่ไม่เอาไหนอย่างผม ผมคิดว่าเธอคงเชื่อใจผมในระดับหนึ่ง เเละผมจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อประคองเพื่อนผม (เพราะโรคนี้จะช่วยเหลือกันไม่ได้เพราะต้องอาศัยการดูเเลตัวเอง)ให้เรียนจบด้วยกัน เเละผมก็เสียใจมาก เพราะความลับของเธอจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป เพราะเพื่อนๆทั้งห้องนั้นควรรู้จักการปฏิบัติตนกับผู้ป่วยโลกซึมเศร้า.





ด้วยความเคารพเเละนับถือ
นาย พงษ์นันต์ เติมโภค



SHARE
Writer
AMANGO
study
i'm just write from my heart.

Comments