MON 09/07/2018 Everybody hates me
มันจะมีโอกาสสักกี่ครั้งที่จะมีเพลงซึ่งเหมือนเขียนมาเพื่อเราทุกประโยค สำหรับเรามันคือแค่ 1% ที่จะให้ความรู้สึกแบบนั้น เพราะส่วนมากเราจะโดนล่อหลอกด้วยอารมณ์ในเพลง มากกว่าความรู้สึกจริงๆ ของตัวเอง

ธรรมดาที่คนเราพออกหัก ฟังเพลงเศร้าก็เหมือนมันเขียนมาเพื่อเรา เราไม่ได้ฉุกคิดกับแต่ละบรรทัดที่มันถูกเขียนขึ้นมาว่าแท้จริงแล้วมันสะท้อนอารมณ์ของเราได้จริงหรือไม่ เราเพียงถูกดูดกลืนไปด้วยความหม่น มากกว่าความหมายโดยเนื้อแท้ของมัน

หรือเวลาที่เราแอบรักใคร ฟังเพลงรักก็ดูจะละมุนละไม บอกความนัยแทนได้ทั้งใจ จริงๆ แล้วรูปแบบความรักที่เกิดขึ้นก็ล้วนมีความซับซ้อนมากกว่าประโยคดาษๆ ไม่กี่ประโยคบนเพลงนั้น เราตกหลุมรักเพลงได้มากเท่าๆ กับการหลงรักใครสักคนไปพร้อมกัน

ยิ่งสำหรับเพลงที่พูดถึงอาการความป่วยไข้ของจิตใจ เราว่าคนทั่วไปฟังแล้วก็จะรู้สึกไม่สะกิดใจอะไร มันอาจจะเศร้า อาจจะสดใส ฟังแล้วก็คงแค่นั้น แต่สำหรับคนที่ป่วยล่ะ เราจะมีปฏิกิริยายังไงกับถ้อยคำเหล่านั้น เราจะสังเกตเห็นได้ถึงสุขภาพจิตของใครที่กำลังพังทลายลงได้ไหม

ส่วนตัวเราว่าหากเราเรียนรู้ความป่วยไข้ของเรา และจำแนกประเภทของอารมณ์และเจียระไนความคิดตัวเองได้ละเอียด เราอาจจะทันสังเกตเห็นสัญญาณของจิตที่ล้มป่วยลงของคนอื่น อย่างน้อยๆ ก็แค่ประโยคตัดพ้อทั่วๆ ไป วิธีคิดที่เริ่มสับสน รูปแบบพวกนี้คือรูปแบบเฉพาะตัวของคนเป็นโรคจะรู้สึกได้

เมื่อราวๆ ต้นปีล่ะมั้งที่เราได้ฟังเพลงของ The Chainsmokers ในอัลบั้มใหม่ Sick Boy ตอนแรกเราไม่เห็นชื่ออัลบั้ม เพียงฟังซิงเกิลที่ชื่อว่า "Everybody Hates Me" เท่านั้นแหละ เราคิดถึงช่วงที่อาการจะตกหลุมดำทางอารมณ์ได้ดีทีเดียว เราไม่ได้คิดไปเอง แต่เนื้อเพลงทั้งหลายคือการสะท้อนความป่วยที่เราต้องเจอ และหลายประโยคคือเหตุการณ์ร่วมที่เกิดขึ้นจริงๆ 

I post a picture of myself 'cause I'm lonely
Everyone knows what I look like
Not even one of them knows me 
สำหรับเราในชีวิตประจำวัน ก็มีคนไม่น้อยที่รู้จัก จำเราได้ จำผลงานเราได้ คิดว่าเข้าใจสิ่งที่เราเป็น สร้างภาพลักษณ์ของเราในสมองของตัวเอง หลายคนคงชอบแบบนี้เนอะ การเป็นจุดสนใจของใครหลายๆ คน เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คน เอาเข้าจริง...การใช้ชีวิตบนความคาดหวังคนอื่นมันเหนื่อยมากนะ และหากรู้จักเราจริงๆ จากภายนอกที่มองว่า Extrovert จะกลายเป็น Introvert เพราะเราเองชอบเก็บตัวมากกว่าตกอยู่ท่ามกลางความสนใจ

I walk into the club like, everybody hates me
I'm talkin' to myself, shit, now they think I'm crazy
คือท่อนฮุคมามันเป็นอะไรที่ใช่ หลายครั้งที่เวลาเราได้รับเชิญไปงานต่างๆ หรือออกไปพบปะเพื่อนฝูงข้างนอก การเดินเข้าไปท่ามกลางฝูงชนจะในร้านไหน เรารู้สึกเหมือนทุกคนมองเราด้วยสายตาจ้องจับผิด กดดัน หรือรังเกียจ เราเข้าใจว่าสิ่งที่คิดในหัวคืออาการของโรคที่เราเป็น เราจะคิดแง่ลบกับตัวเองเสมอ เราต้องพยายามบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร จนมากๆ เข้าก็คิดแล้วว่าการพยายามต้องบอกตัวเองแบบนี้เหมือนจะเป็นบ้า ทุกคนต้องคิดว่าที่เราเป็นแบบนี้คือ "คนบ้าแน่ๆ"

I'm a product of the internet
And now I'm face to face with all the voices in my head
I can't even check the time without facing regret
Why do I still have to mean everything I ever said
And I'm not trying to be like "poor me, " I made it
I'm just trying to stay normal now that they know what my name is
Yeah, I just want to drink tequila with my friends
Yeah they're the reason that I still am who I am

พอมาถึงท่อนนี้...เราหัวเราะแห้งๆ ให้กับความรู้สึกทำนองว่า "นี่มันกู" ทุกอย่างที่เราเป็นคือผลผลิตจากสื่อโซเชี่ยล หลายครั้งที่เราต้องเผชิญหน้ากับความคิดแง่ลบในหัว แค่จะคิดว่ากี่ครั้งที่เราจะใช้ชีวิตโดยไม่ต้องรู้สึกผิด เราก็นึกไม่ออก เพราะเรามักจะคอยเก็บความผิดพลาดหรือเหตุการณ์ต่างๆ มาทำให้รู้สึกเสียดาย เสียใจ คิดว่าไม่น่าเลย ไม่รู้ว่าทำไมต้องเก็บมาคิดเหมือนกัน คนคงคิดว่าแล้วทำไมไม่ทำตัวเองให้ดี คือ...คิดว่าเราไม่ได้พยายามเหรอ?

หลายครั้งที่พยายามทำตัวให้เป็นคนปกติ พยายามจะไม่แสดงตัว แต่บางครั้งการที่เราเคยยืนอยู่ในสปอร์ตไลท์มันทำให้คนติดภาพไปแล้ว และมันยากจะลืม เราคิดว่าบางคราวคนก็อาจจะลืมจริงๆ แหละว่าเราเคยทำอะไร แต่...ก็จะมีคนจำได้อยู่ดี และแม้แค่ไม้ขีดก้านเดียวก็สร้างไฟป่าได้ เราพยายามให้ความสำคัญกับคนสนิทที่ยังคบหาพูดคุยกันอยู่ มันก็ทำให้เรารู้สึกได้ว่า...เออ  เรายังมีชีวิต ยังปกติดีอยู่นะ ไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงอย่างคำคนอื่น

คิดแล้วก็เบื่อนะ...เบื่อตัวเองที่เป็นแบบนี้ และยังไม่สามารถปลงได้ แล้วยิ่งยังต้องออกไปเจอคนเรื่อยๆ เราก็ยิ่งรู้สึกแย่ลง ส่วนตอนนี้สืบเนื่องจากการกินยาจิตเวชบางตัวนาน เราได้รับผลข้างเคียงเป็นอาการฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ เราอ้วนขึ้นเพราะการเผาผลาญแย่ลง ถึงจะไม่มากเท่าคนอื่นๆ แต่ก็มากพอทำให้เราที่ไม่เคยมีน้ำหนักเกิน 40 กิโลคิดมากเหมือนกัน เรามีความมั่นใจในการแต่งตัวลดน้อยลง เริ่มจะรู้สึกว่าช่างมันเหอะ แต่ก็กลัวเวลาที่คนเคยเจอเราสภาพดีๆ รู้สึกผิดหวังในตัวเราเหมือนกัน

ความไม่มั่นใจส่งผลให้จิตใจเราแย่ลง เมื่อสภาพจิตใจแย่ไม่มั่นคง อาการความวิตกกังวล หวาดระแวง ย้ำคิดย้ำทำ ก็จะพาอาการซึมเศร้ากลับมา แต่เราก็ไม่เศร้ามากขนาดจมอยู่กับความอยากตายตลอดเวลาแล้ว นับว่าเป็นก้าวที่ดี แต่เวลาดิ่งเราก็ยังเจ็บปวดอยู่ดี ไม่ได้เจ็บปวดที่ตัวเองทำให้ตัวเองผิดหวังหรอก มันคือก้าวแรกที่เราเดินข้ามมาได้แล้ว เราเจ็บปวดที่เรายังดีได้ไม่มากพอที่คนอื่นเคยเห็น เคยพอใจ

ทุกวันนี้อยากไปกินเหล้ากับเพื่อนบ้างนะ เที่ยวบ้างก็ได้ แต่ก็คงต้องเผชิญกับความรู้สึกทำนองว่า...ทุกคนเกลียดเราไปแล้ว ทุกคนไม่ได้ชอบเรา ทุกคนต่างถอยห่างไปจากเราเพราะรังเกียจหมดแล้วฟังดูสิ้นหวังและซึมเศร้าสุดๆ แต่เราจะพยายามไม่ให้มันดิ่งไปมากกว่านี้แล้วกัน จะพยายาม keep low profile ลงเรื่อยๆ เดี๋ยวทุกคนคงเคยชินไปเอง 

เฮ้อ...


SHARE
Written in this book
บันทึกสีเทาบนถนนลูกกวาด
บอกเล่าบันทึกเกี่ยวกับตัวเอง และการเดินทางผ่านถนนมืดๆ ที่ชื่อว่า "โรคซึมเศร้า"
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments