ร้านหนังสือเที่ยงคืน - 54 บทส่งท้าย
 กีตะเดินกลับมายังห้องแถวที่เคยเป็นที่ตั้งของ after dark ร่องรอยการต่อสู้หลงเหลือตามเพดานและผนัง โคมไฟดับไปแล้ว เครื่องเรือนระเนระนาด เศษหนังสือแปรสภาพเป็นเถ้าตกเกลื่อนพื้น

กีตะชอบปูน ปูนเป็นมนุษย์ที่ใช้ได้ ถึงจะซื่อบื้อไปหน่อย แต่ปูนก็เป็นคนตรง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มนุษย์ที่ได้ตู้สมปรารถนาเช่นนั้นไป จะมีใครบ้างไม่ใช้เพื่อเรียกหาประโยชน์เข้าตัว แต่ปูนไม่ทำแบบนั้น เขาซื่อสัตย์และรักษาคำพูด ดูแลร้านให้ตามที่ลั่นวาจา และหลังรอคอยมายาวนาน ก็ได้พบกับคนที่อยากเจออีกครั้ง (ถึงอายุจะผิดพลาดไปหน่อยก็เถอะ)

กีตะนึกถึงตอนได้เจอปูนครั้งแรก ตอนนั้นกีตะเที่ยวพูดอวดเพื่อนร่วมงานไปทั่ว ไม่ได้ตื่นเต้นหรอกนะ แต่เขาจะได้ไปเกิดแล้วล่ะ ไม่ได้เกิดธรรมดา จะได้เกิดเป็นมนุษย์ด้วย เขาโพนทะนาบอกเพื่อนฝูงไปสุดเขตแดน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ร่างผู้หญิงตั้งครรภ์โหยหวนทรมาน กลิ่นโรงพยาบาล และคาวเลือด

กีตะยืนรออยู่หน้าห้องผ่าตัด สองมือกำแน่น ลุ้นสุดใจว่าเมื่อไรดวงจิตของตัวเองจะได้เข้าสู่ร่างใหม่ที่กำลังจะลืมตาดูโลก เจ้าพวกมนุษย์ชุดเขียวมุงยืนรอบเตียงเริ่มมีสัญญาณกระวนกระวาย สายตาเหนือหน้ากากอนามัยแสดงความหมายไม่สู้ดี เจ้าคนชุดเขียวที่หน้าเด็กที่สุดในห้องอุ้มร่างทารกน่าเกลียดไว้ในมือ

“เร็วเข้าสิ รีบๆ ตบก้น เร่งมือเข้า รีบๆ ดึงฉันไปเกิดเสียที” กีตะตะเบ็งเสียงอยู่ตรงนั้น

แต่ไม่เป็นผล ไม่ว่าจะทำอะไร ตบก้นก็แล้ว ปั้มหัวใจ ใส่ออกซิเจน เจ้าร่างทารกที่กีตะควรต้องเข้าไปอยู่ในนั้น อย่างไรก็ไม่ไหวติง

ครอบครัวของหญิงตั้งครรภ์ก่นด่า อาจารย์หมออกมายืนก้มหัวขอโทษ คนแม่ยังอยู่ในอาการโคม่าไม่ได้สติ ส่วนทารกน้อยไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้

กีตะทรุดฮวบลงกับพื้น

“บ้านะ อย่ามาตลกอย่างนี้สิ” นกกระสาหัวเราะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกรีดร้องสุดเสียง

ผู้นำวิญญาณรายหนึ่งปรากฏกายขึ้น เมื่อเขาเจอกีตะอยู่ตรงนั้น ก็ทักทายด้วยน้ำเสียงระรื่น “ไง ได้ข่าวว่ากำลังจะไปเกิดเหรอ?”

กีตะจ้องกลับอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ มันไม่ทำการบ้านมาหรือจะตลกก็ให้มีกาลเทศะเสียบ้าง ผู้นำวิญญาณผู้นั้นงงว่าทำไมวันนี้กีตะไม่ล้อเล่นตอบตนเอง จวบจนเขาก้มหน้าลงดูชื่อของคนที่ตนต้องมานำทางถึงพึ่งรู้ว่าตนหลุดปากเรื่องไม่สมควรที่สุดออกไปเสียแล้ว

กีตะกัดฟันกรอด พยายามรักษาสติไว้ ...เขาก็แค่ ต้องทำหน้าที่เดิมของตัวเองต่อไป เดิมเคยเป็นอะไร จากนี้ก็เป็นไปเหมือนเดิม ก็เท่านั้น

ไม่ใช่ว่าเขาไม่ผิดหวัง ไม่ใช่ว่าเขาไม่เสียใจ แต่ในเมื่อชะตาเขาไปเกิดไม่ได้ จะให้ทำอย่างไรได้อีก

กีตะเดินตามผู้นำวิญญาณไป ระหว่างทางต้องเดินผ่านบันไดหนีไฟ กีตะได้ยินเสียงร้องไห้ของใครบางคนจึงหยุดมองตามที่มาของเสียง ทะลุผ่านประตูเหล็กบานหนา กีตะมองเห็นเจ้าหมอเด็กที่สุดในห้องคนเมื่อกี้กำลังยืนร้องไห้

กีตะไม่ได้ร้อง ผู้นำวิญญาณอย่างเขาไม่เสียน้ำตามาหลายร้อยปีจนลืมวิธีร้องไห้ไปแล้ว เจ้ามนุษย์คนนี้มันเป็นใคร ทำไมจะต้องมาร้องไห้เพื่อเขาด้วย...



การพบพานย่อมมีเหตุผล เมื่อเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มงานอย่างเหนื่อยหน่ายเช่นเคยทุกครั้ง ครั้งนี้ กีตะกลับพบว่าวิญญาณที่เขาต้องนำทางวันนี้ แท้จริงคือมนุษย์ที่เขาเคยเจอคราวนั้นที่โรงพยาบาล ใบหน้าสวมแว่นตาดูต่างจากเดิมเป็นคนละคน แววตาดูเปลี่ยนไป ทำไมเหรอ? วันเวลาในโลกมนุษย์ที่เขาไม่มีโอกาสสัมผัส มันมีอะไรมากมายขนาดนั้นเชียวเหรอ?

ในใบประวัติของคุณหมอ กีตะอ่านเจอเรื่องสนุก บางที เจ้ามนุษย์คนนี้อาจเหมาะกับตำแหน่งที่เขากำลังตามหา กีตะแสยะยิ้มแล้วเอ่ยปาก

“ความจริงถ้าคุณไม่รีบไปต่อ ผมมีงานดีๆ มานำเสนอ”



กีตะหยิบตัวหมากรุกที่ตกบนพื้นออกมาปัดฝุ่น เขาหวนนึกถึงวันและบรรยากาศในร้านหนังสือ เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย เสียงพลิกหน้ากระดาษ คิดถึงผู้คนที่มีชีวิตชีวาเหล่านั้น บัดนี้ เป็นเพียงความฝันที่จะหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของผู้ใดบ้าง?

กีตะเดินอ้อมเคาน์เตอร์ตัวเก่าที่เป็นที่ประจำของผู้จัดการมาตลอดหลายปี ก้มตัวลงเปิดลิ้นชักด้านล่าง พิมพ์ชนกหลับใหลอยู่ในนั้น หลับสบายไม่รู้ความอยู่บนเตียงหนานุ่ม กีตะเพียงสะบัดแขน ร่างของเธอก็ลอยขึ้น ก่อนที่เขาจะค่อยๆ วางตัวเธอนอนราบลงกับพื้น

กีตะปรบมือสามครั้ง เครื่องเรือนทั้งหมดที่มีอยู่ก็หายไป กลายเป็นห้องแถวรกร้างคลุกฝุ่นและหยากไย่ สภาพดังเดิมก่อนที่เขาและปูนจะย่างเท้าเข้ามา

นกกระสาเหลียวมองหญิงสาวที่ทำให้ชายผู้หนึ่งถึงกับยอมสละเส้นทางและกาลเวลาของตน เขาเปิดประตูและโบยบินจากไป








THE END... 
SHARE
Written in this book
ร้านหนังสือเที่ยงคืน
after dark เปิดทำการหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เพียงมองหา คุณจะพบร้านแห่งนี้ซ่อนตัวตามมุมตึกมืดมิด ลองนึกถึงหนังสือบางเล่มที่คุณหลงลืมไปแต่ยังติดค้างในความทรงจำสิ ร้านหนังสือแห่งนี้ จะเปิดไว้คอยต้อนรับคนเช่นคุณ
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

Maithira
10 months ago
อ่านจบแล้วแต่อยากทราบแรงบันดาลใจของเรื่องนี้นะคะ มันพลิกซะจนคาดไม่ถึงเลยค่ะ
Reply
nananatte
10 months ago
โอเค เขียนไว้ให้แล้วในคำตามนะคะ แต่ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของคุณไหมรึเปล่าน่ะสิ แต่ถามได้นะคะ เพราะส่วนใหญ่ที่อ่านจบก็มีคำถามกัน 555

ขอบคุณคุณไหมค่ะ //โค้ง