อ่านแล้วเล่า สรุปหนังสือ Little เรื่องเล็กน้อย สำนักพิมพ์ Little Thoughts
แม้หน้าปกจะบอกว่าเป็น “เรื่องเล็กน้อย” แต่เนื้อหาในเล่มนั้นกลับไม่เล็กจริงๆเลยนะครับ เพราะเป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวของ “เรื่องเล็กน้อย” ใกล้ตัวเราทุกคน อย่าง สีฟ้า อาหารพื้นๆของชาวจีน ห้างสรรพสินค้า เสื้อผ้าแฟชั่น ความดีความชั่ว และน้ำชาของชาวอังกฤษ ที่กลับมีเรื่องราวเบื้องหลังที่มาที่ไปแสนจะ “ยิ่งใหญ่” กว่าที่คิดเดาได้
.
จนอ่านจบแล้วยังไม่อยากให้จบ อยากให้มีหน้าต่อ ตอนต่อ หรือเล่มต่อไปด้วยซ้ำ ผมขอหยิบบางตอน บางหน้า บางเรื่อง ที่ผมคิดว่าน่าสนใจเอามาสรุปแบบเล่าสู่กันฟังแล้วกันนะครับ
.
เริ่มด้วยเรื่องของสี โดยเฉพาะสีฟ้า
.
จะมีใครรู้บ้างว่าในอดีตนั้นสีฟ้านั้นคือสีต้องห้ามของคนทั่วไป ถูกสงวนไว้ให้เป็นสีศักดิ์สิทธิ์โดยคริสตจักรเป็นผู้ออกกฏเด็ดขาด ถึงขนาดถูกจำกัดปริมาณในการขายตามท้องตลาด จนมีราคาแพงกว่าทองในตอนนั้น
.
ในศตวรรษที่ 14 มีการออกกฏหมายห้ามไม่ให้ประชาชนสวมใส่เสื้อผ้าที่ย้อมสีฟ้า ยกเว้นคนเดียวที่จะใส่ได้คือ Mother of God หรือ พระแม่มารีย์เท่านั้น
.
รู้แบบนี้แล้วอยากจะนั่งไทม์แมชีนแล้วขนสีฟ้าไปแลกทองซักสองสามกระป๋องเลยนะครับ
.
เรื่องถัดมา การประมงจับปลาที่จีนที่ไม่เหมือนใคร
.
ที่ประเทศจีน ชาวประมงที่ทะเลสาบฉากั่น ในทุกๆวันแรกของปีพวกเขาจะรวมตัวกันปล่อยลูกปลากว่า 2.5 แสนกิโลลงไปในทะเลสาบ เพื่อเฝ้าผลตอบแทนเป็นปลาตัวใหญ่ในอีก 5 ปีข้างหน้า
.
โดยเวลาจับปลาก็จะใช้อวนตาใหญ่ๆ ที่เน้นจับแต่ปลาตัวใหญ่ๆเท่านั้น แล้วจะปล่อยให้ลูกปลารอดไปได้ เพื่อให้ธรรมชาติยั่งยืน และเพื่อผลประโยชน์ของชาวประมงเองในอนาคต
.
นี่คือการประมงที่ยั่งยืนของจีนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยสำหรับผม ไม่เน้นกอบโกยจากธรรมชาติ แต่เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติที่ยั่งยืนจริงๆครับ
.
หรือเรื่อง ห้างสรรพสินค้า ที่เป็นผู้ผู้วันสำคัญทางศาสนากับการช้อปปิ้งของชาวอเมริกันหลายร้อยล้านคน
.
จอห์น วานาเมเกอร์ พ่อค้าชาวฟิลาเดเฟียผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้า Wanamaker บนถนนสาย 13 ของนิวยอร์ก ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นที่ตั้งของห้าง Macy’s คือชายผู้คิดค้น “วันพิเศษ” ของการช้อป ด้วยการทำให้วันอีสเตอร์ วันคริสต์มาส หรือวันสำคัญทางศาสนาให้กลายเป็นวันที่ต้องช้อปของให้กันและกันของคนทั้งชาติ
.
เท่านั้นยังไม่พอ นายจอห์น วานาเมเกอร์ คนนี้ยังเป็นผู้สร้าง “วันแม่” ให้กับชาวอเมริกันต้องซื้อของให้แม่ ในช่วงที่ยอดขายของห้างสรรพสินค้าเงียบเหงาที่สุด เพราะอยู่ในช่วงระหว่างเทศการอีสเตอร์ กับฤดูร้อน ที่การจับจ่ายซบเซา ในช่วงวันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม
.
อัจฉริยะจริงๆครับ ถ้าไม่มีวันสำคัญ เราก็คงไม่หาโอกาสช้อปได้เท่านี้ ลองคิดถึงวันคนโสด หรือวัน Black Friday ดูซิครับ สร้างเรื่องให้คนต้องช้อปกันทั้งนั้น บ้าจริง!
.
แล้วก็เรื่องราวของเบื้องหลังเสื้อผ้าแฟชั่น กับรูปร่างมาตรฐานสำเร็จรูป
.
จากเดิมเสื้อผ้าต้องถูกสั่งตัดจากห้องเสื้อเท่านั้น และห้องเสื้อนั้นก็มีแต่ห้องเสื้อของชนชั้นสูง หรือที่เรียกว่า “โอต์กูตูร์” ที่มีราคาแพงมาก จนก่อให้เกิดอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปหรือที่เรียกกันว่า Fast Fashion ที่ทำเสื้อผ้าสวยงามราคาถูกออกมาขายปีละหลายซีซั่น ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยไซส์มาตรฐานที่ทำให้ง่ายต่อการผลิตคราวละมากๆ
.
แต่ผลที่ตามมาก็คือ คนส่วนใหญ่บนโลกไม่ได้มีรูปร่างเข้ากับไซส์มาตรฐานกันทุกคน บางคนอ้วนบน บางคนใหญ่ล่าง ผลก็คือจากไซส์มาตรฐานที่อุตสาหกรรมแฟชั่นสร้างมา ทำให้เกิดธุรกิจลดความอ้วน หรือศัลยกรรมตามมา เพื่อให้คนรู้สึกว่าตัวเองมีรูปร่างที่ได้มาตรฐานของแฟชั่น
.
แหม ช่างเป็นการสร้างธุรกิจที่ต่อยอดได้อีกหลายธุรกิจจริงๆครับ จากอุตสาหกรรมแฟชั่น สู่อุตสาหกรรมความงาม ฟันไปหลายหมื่นแสนล้านเลยทีเดียว
.
ขอต่อที่เรื่องเสื้อผ้าอีกนิด เพราะเจอประเด็นที่น่าสนใจของ “Smart Clothes หรือเสื้อผ้าอัจฉริยะ อย่างเช่นที่ Adidas ที่เอาจริงเอาจังเรื่องนี้ด้วยการร่วมมือกับทีมฟุตบอลชื่อดังอย่าง AC Milan ในการให้นักเตะใส่ชุดบอลอัจฉริยะที่มีเซ็นเซอร์เป็นส่วนหนึ่งของ “เนื้อผ้า” ที่คอยทำหน้าที่วัดประสิทธิภาพของนักเตะอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับให้คำแนะนำได้ว่าควรจะปรับปรุงแก้ไขการเล่นยังไงให้ดีขึ้น
.
ไม่ใช่แค่ Wearable อย่าง Apple Watch หรือ Fitbit อีกต่อไป แต่กลายเป็น Smart Clothes ที่จะพลิกโฉมชีวิตเราในเร็ววันแล้วล่ะครับ
.
หรือไปให้สุดกับเนื้อผ้าอัจฉริยะ ที่ไม่ต้องตัดให้พอดีตัว พอดีไซส์ แต่ใช้วิธี “ปลูกผ้า” ขึ้นมาให้กลายเป็นไซส์พอดีตัวได้เลย ไม่ต้องมีเศษผ้าเหลือทิ้งจากการตัดอีกต่อไปครับ ถ้าไม่เชื่อลองเสริชคำว่า “Biocouture” ดูนะครับ แล้วคุณจะเห็นภาพที่ไม่น่าเชื่อว่าเสื้อผ้าจะสามารถปลูกได้จริง
.
เรื่องสุดท้ายที่อยากจะเล่า เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราไม่เคยมองเห็นเรื่องราวเบื้องหลังอย่างจริงจัง ก็คือเรื่องของ “ชาแบบอังกฤษ” ว่าแฝงไปด้วยประวัติศาสตร์ และความยิ่งใหญ่ในอดีตของจักรวรรดิอังกฤษ กับเส้นทางการค้าโลกเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อน
.
เพราะใบชาที่คนอังกฤษนิยมดื่มในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น ไม่ได้ปลูกในอังกฤษซักใบ แต่ถูกปลูกที่อินเดียใต้ และศรีลังกา หรือที่ในสมัยเรียกกันว่า อัสสัม หรือ ซีลอน
.
คุ้นมั้ยครับ ชาอัสสัม ชาซีลอน ที่กินกัน และหนึ่งในนั้นก็คือชาลิปตันที่คุ้นเคยในตู้แช่ทั่วไปในบ้านเราครับ
.
ทีนี้คนอังกฤษไม่ได้จบแค่ใบชา แต่มีน้ำตาลเข้ามาทำให้ชารสชาติถูกปากคนอังกฤษทั่วไปด้วย แล้วเจ้าน้ำตาลนี้ก็ไม่ได้ผลิตที่อังกฤษอีกเหมือนกัน แต่ถูกขึ้นเรือส่งมาจากอเมริกาใต้ ดินแดนในอาณานิคมที่สร้างจากแรงงานทาสแอฟริกามากมายในตอนนั้น
.
สุดท้ายที่คู่กับการดื่มชาแบบอังกฤษก็คือ “นม” แต่นมนี้ไม่ได้ผลิตที่ไหนไกล เพราะผลิตในอังกฤษนี่แหละ แต่ปัญหาคือสมัยก่อนถ้าอยากจะกินนมก็ต้องรีดน้ำนมสดๆออกมากิน เพราะไม่มีตู้เย็นให้เก็บ ทำให้แต่ละบ้านมักจะเลี้ยงวัวของตัวเองเพื่อเอาไว้รีดน้ำนมกิน หรืออย่างดีก็มีไว้ขายเพื่อนบ้านใกล้ๆก่อนที่น้ำนมจะเน่าเสียได้
.
จนเมื่อการกินนมกับชากลายเป็นที่นิยมมากขึ้น วัวในเมืองที่เคยอยู่ปะปนกับคนก็ไม่เพียงพออีกต่อไป ก็เลยเกิดเส้นทางรถไฟขึ้นมา ที่สามารถส่งวัวออกไปอยู่ชานเมืองไกลออกไปได้ และสามารถส่งน้ำนมกลับมาให้คนในเมืองกินได้ทันก่อนที่จะเสียทุกวัน
.
เป็นยังไงครับ แค่ชาอังกฤษแก้วเดียว กลับเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์เรื่องราวเบื้องหลังมากมาย
.
และเจ้าชาร้อนๆนี่เอง ที่ทำให้อังกฤษเป็นชาติที่รุ่งเรืองในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมนำหน้าชาติอื่นๆ เพราะทำให้คนหันมาดื่มชาแทนการดื่มเบียร์แทนน้ำ ต้องย้อนกลับไปอีกนิดนึงว่าในสมัยก่อนนั้น น้ำเปล่า ที่เป็นน้ำสะอาดนั้นหายากและมีค่ายิ่งกว่าอะไรดี เพราะแหล่งน้ำเปล่าสมัยนั้นมักจะเต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมาย ที่ปะปนมาจากสิ่งปฏิกูลของคนที่ปล่อยออกไปในตอนที่ยังไม่มีระบบระบายน้ำเสียอย่างทุกวันนี้
.
เบียร์ก็เลยเป็นเครื่องดื่มที่ปราศจากเชื้อโรคที่คนทั่วไปสามารถหาดื่มได้ แต่พอการดื่มชากลายเป็นที่นิยมจนใครๆก็เข้าถึงได้ ทำให้แรงงานชาวอังกฤษไม่ต้องเมามายตลอดวันทำงานเพราะดื่มเบียร์แทนน้ำอีกแล้ว เพราะการจะกินชาแต่ละแก้วต้องต้มน้ำ และการต้มน้ำก็เป็นการฆ่าเชื้อไปในตัว และด้วยการดื่มชานี้เองที่ทำให้อังกฤษที่มีธรรมเนียมดื่มเบียร์แทนน้ำแล้วเออะโวยวายเป็นประจำ กลายเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมขึ้นมาทันตา กลายเป็นสุภาพบุรุษชายและสุภาพสตรีหญิง ชาติแห่งผู้ดีจนถึงทุกวันนี้ครับ
.
พอเท่านี้ก่อนครับ เดี๋ยวจะหมดเล่ม แต่ถึงอยากจะเล่าให้หมดเล่ม ก็ไม่สามารถจริงๆ ที่เหลือลองไปหามาอ่านดูนะครับ แล้วจะรู้ว่าหนังสือเรื่องเล็กน้อยเล่มนี้ ไม่ได้เล็กน้อยอย่างที่ว่าเลย
.
#อ่านแล้วเล่า Little เรื่องเล็กน้อย
.
Little Thoughts
.
เล่มที่ 84 ของปี 2018
20180624
SHARE
Writer
nuinattapon
Reader
Hi my name is Nattapon I love to read and share story inside the book to everyone. I just want to share.

Comments