เมื่อฉันไปเที่ยวค้างคืนกับเพื่อนครั้งแรก
ครั้งแรกที่คุณไปเที่ยวค้างคืนกับเพื่อนคุณไปที่ไหนเหรอ?

วันที่หนึ่ง....

     เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พวกเราได้ตั้งชื่อทริปว่า  ' ทริปเชียงใหม่หน้างาน'  ขอบอกตรงนี้เลยว่าแม้กระทั่งชื่อทริปพวกเรายังคิดกันหน้างานเลย555

      ทริปนี้มีผู้ร่วมชะตากรรมด้วยกันทั้งหมด สี่คน อาจจะฟังดูน้อยๆเหงาๆ แต่ฉันกลับรู้สึกสนุกมากและลืมเรื่องราวแย่ๆที่ผ่านมาไปได้เยอะทีเดียว จริงๆแก๊งเรามีกัน ห้าคน แต่ก็นะไอ้คนมันจะไม่มาทำยังไงมันก็ไม่มาแหละ หึหึ
      ทริปนี้เราวางแผนกันคร่าวๆว่าจะเน้นชิลๆ นั่งคาเฟ่สบายๆ ตระเวนกินของอร่อยไปเรื่อยๆ ไปเที่ยวนิมมาน เดินตลาดไนท์ ไปไหว้พระ แล้วเข้าWarm up! 
      
และแล้วเครื่องบินก็แลนดิ้งสู่ท่าอากาศยานเชียงใหม่

      เมื่อพวกเราเดินทางมาจนถึงท่าอากาศยานเชียงใหม่ เวลาในหน้าจอมือถือบอกเวลา 'สิบโมง' ฉันมองออกไปรอบๆเห็นภูเขาอยู่ไม่ไกล ภูเขาสีเขียวเรียงกันสลับสูงต่ำดูเพลินตา หลังจากนั้นจึงไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าเพื่อนำไปเก็บยังที่พัก เมื่อเดินเข้ามาข้างในสนามบินสิ่งแรกที่เจอคือแก๊งวัยรุ่นฝรั่งประมาณเจ็ดแปดคน...หล่อมาก...หล่อทุกคนเลย555 ให้ตายเถอะ นี่มาเที่ยวหรือมาส่องผู้ชายเนี่ย
      หลังจากเดินตามวัยรุ่นฝรั่งไปสุดท้ายฉันและเพื่อนก็ต้องแยกไปซื้อตั๋วรถประจำทางสายที่วิ่งผ่านนิมมาน...เพราะว่าที่พักเราอยู่ในนิมมานซอยสองนั่นเอง!

      เมื่อรถพาเรามาถึงนิมมานซอยสอง เราสี่คนทยอยกันแบกกระเป๋าสัมภาระลงจากรถ สิ่งแรกที่เห็นก็คือ  ' ร้านเล่า '  ร้านหนังสือหน้าตาอินดี้ จัดแต่งคล้ายกับคาเฟ่อย่างไรอย่างนั้น และรีแอคของเราทั้งสี่คนเมื่อเห็นร้านนั้นก็หวีดออกมาเป็นเสียงสองด้วยความเอ็นดูร้าน ประกอบกับเป็นคนชอบหนังสืออยู่แล้วด้วย และก็หันมาตกลงว่าจะเอาข้าวของไปเก็บก่อนแล้วมาดูร้านนี้กัน 

พวกเราสี่คนแบกสัมภาระจนถึงที่พักหน้าตาน่ารัก เราเห็นบันไดสีเหลืองโดดเด่นอยู่หน้าอาคารและตัวอาคารก็เป็นโทนสีฟ้า ดูเป็นสีคู่ตรงข้ามที่เอาใช้ในงานออกแบบแล้ดูเข้ากันพิลึก 

     ภายในชั้นแรกสุดเป็นคาเฟ่เล็กๆมีเปียโนที่กดแล้วยังมีเสียงตั้งอยู่โดดเด่น...ทำไมถึงรู้ว่ามีเสียงหรอ...เพราะมือซนๆของพวกเราไปกดมันเข้านะสิ...หลังจากฝากสัมภาระเพื่อรอเช็คอินอีกทีในหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า พวกเราออกมาเดินเที่ยวเตร่กัน
เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ ในที่ใหม่ๆ
     ฝั่งตรงข้ามซอยที่พักพวกเรานั่นคือ One Nimman ที่ค่อนข้างดังในกระทู้รีวิวนั่นเอง ที่นี่มีสไตล์สถาปัตยกรรมที่ถ้าใครอินกับความคลาสสิคมากๆต้องมาให้ได้...และแก๊งของพวกเราเป็นเด็กถาปัตย์ทั้งสี่คนเลย>< 'รู้สึกอิ่มเอมกับบรรยกาศและสเปสต่างๆที่ถูกออกแบบมาเหมือนเล่นกับเซนต์ของมนุษย์'  
     ส่วนใหญ่ก็คงรู้สึกทำนองนั้นแต่สำหรับฉันเป็นกลิ่นค่ะ...กลิ่นทุเรียนที่ตั้งขายอยู่...ไม่ใช่ละ555...กลิ่นของสถานที่ที่เคยไป
      ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนฉันหรือเปล่า แต่เวลาไปที่ไหนสิ่งที่ฉันจดจำได้เป็นอย่างแรกไม่ใช่ ความรู้สึก ภาพถ่าย รสชาติ แต่เป็นกลิ่นและแต่ละที่ๆไปมาในชีวิตมีกลิ่นไม่เหมือนกันเลย...แปลกใช่ไหม??555 แต่ฉันเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นกลิ่นอะไรมีลักษณะอย่างไร แต่เมื่อนึกถึงสถานที่นั้นขึ้นมา กลิ่นมันจะโชยมาเองอ่ะ แล้วจะค่อยๆจำความรู้สึกที่ไปสัมผัสได้... ฉันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆเวลาพูดว่าจำกลิ่นได้คนรอบข้างก็จะมองฉันแบบงงๆ (แบบว่าเอ๊ะ กลิ่นอะไรของมันวะ) หรือจริงๆไม่ใช่กลิ่นหรอกแต่คงเป็นกระบวนการบางอย่างของสมองซึ่งน่าเสียดายที่ตอนอ่านหนังสือสอบฉันจำกลิ่นอะไรไม่ได้เลยTT

      หลังจากนั้นพวกเราก็กลับไปพักกันที่ห้องเพราะตื่นแต่เช้ามาขึ้นเครื่องมันเป็นอะไรที่ออกจะง่วงมากๆเลยแหละ ก่อนที่กิจกรรมแสนสนุกยามค่ำจะเริ่มต้นขึ้น

เข้าผับครั้งแรกในชีวิต
       พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าพร้อมเหล้าสุราที่ใส่เข้าไปในท้อง...ภาพตัด (ไว้ค่อยเล่าดีกว่า)

วันที่สอง....

       วันนี้ตื่นแต่เช้า (9โมง) พวกเรามีแพลนว่าจะไปไหว้พระกัน (หลังจากเข้าร้านเหล้าเมื่อคืนเนี่ยนะ) ก่่อนอื่นกองทับต้องเดินด้วยท้องพวกเรานั่งรถแดงไปหาของกินกัน 
       
       ร้านนี้เป็นร้านอาหารเช้ามีเซตอาหารเช้าหน้าตาน่ากินมาก ราคาก็ใช้ได้อยู่ แต่เทียบคุณภาพขอบอกว่าคุ้มค่าแก่การมามากๆ หน้าตาร้านสังเกตไม่ยากเลยจะเป็นร้านหน้าตาอวกาศหน่อยๆมีหน้าต่างเป็นวงกลม และมื้อนั้นฉันสั่ง Big boy กับมัชชะลาเต้ร้อนๆ เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ พวกเราค่อนข้างตกใจเพราะมันเยอะมากๆ...สุดท้ายก็กินไม่หมดตามระเบียบ
      
        ต่อด้วยร้านไอติมโน้ตอุดม...ไม่แน่ใจว่าร้านชื่ออะไรเหมือนกันแต่รวมๆแล้วเป็นร้านที่ตกแต่งได้น่ารักดี และดูร่มรื่นมากๆสามารถมานั่งข้างนอกโดยไม่รู้สึกร้อนอะไรเพราะต้นไม้เยอะมากแต่ไม่รกนะ

หลังจากนั้นพวกเราพากันไปไห้วพระซึ่งไปแบบไม่มีแผนเจอวัดไหนก็ไหว้วัดนั้นแหละแล้วได้เดินไปรอบเมือง ได้เข้าซอยเล็กๆซอยนั้นซอยนี้ พบว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่น่าเดินที่นะ แต่ละซอยถูกทำให้ทางเดินเป็นทางที่คนเดินได้ง่าย ซึ่งดูๆแล้วก็แอบซึ้งใจนะไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจแต่เขาได้อนุรักษน์ความดั้งเดิมไว้ ร้านโชว์ห่วยเล็กๆที่มีคุณยายนั่งขายอยู่หน้าทีวีทรงตู้ปลา มันเป็นความคลาสสิคแบบไทยๆที่มองแล้วนึกถึงร้านยายข้างบ้านสมัยเด็ก แม้ว่าร้านโชว์ห่วยเล็กๆนี้จะไม่ได้นำความเจริญเข้ามาแกเชียงใหม่แต่มันคือหนึ่งในเรื่องราวที่ดูน่าจดจำและแม้ว่าอนาคตร้านคุณยายจะกลายเป็นคาเฟ่หรือยังคงเป็นร้านคุณยายอยู่ ฉันก็ขอให้ยังหลงเหลืออดีตของบ้านแถวหลังนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้มองเห็นความเป็นมาของมันบ้างก็ดีอาจจะเหลือไว้แค่แผงขนมหรือตู้แช่น้ำบ้างก็ยังดี

     หลังจากเดินวนอยู่รอบเมืองแล้วมั้ง? สุดท้ายก็มาจบที่วัวลาย ที่นี่ก็เป็นตลาดขายของซ้ำๆกันคล้ายไนท์พลาซ่าเลยแหละ และที่สำคัญ...ฝนตก ตกเยอะมากๆด้วย แต่โชคดีที่เราพกเสื้อกันฝนมานะ หลังจากฝนซาผู้คนก็ทยอยออกมาเดินเล่นกันสิ่งที่สังเกตได้คือ...ที่นี่แทบจะไม่มีคนไทยเลย (มีแค่พ่อค้าแม่ค้า) ฝรั่ง จีน เดินกันตรึมเลยจ้า โดยรวมแล้วของขายก็ไม่มีะไรมากเท่าไหร่ออกจะซ้ำๆกันขายคนต่างชาติน่าจะชอบ แต่สิ่งที่พวกเราชอบคือผู้ชายหล่อเยอะมากนไามอาดทรด... พอเถอะ...นะ

     เดินเสร็จพวกเราไม่ไหวกันแล้วเลยกลับที่พักมานอนดีกว่าเพราะฝนตกอากาศหนาวกลัวจะเป็นไข้ไปเสียก่อน และอีกอย่างพรุ่งนี้ต้องกลับแต่เช้าด้วย
ความสนุกจากทริปคือความไม่รู้นี่แหละที่พาเราไปที่ไหนก็ไม่รู้ ได้ไปในที่ๆไม่เคยไป ที่ๆไม่เคยรู้จัก และผู้คนที่ไม่รู้จัก และได้รู้จักเพื่อนในอีกแง่มุมหนึ่ง                           ไว้คราวหน้าพวกเรามาจัดทริปด้วยกันอีกนะ...
SHARE
Writer
WHEN_I
Writer
เมื่อฉัน...

Comments