ทวงเเค้นปีศาจ
                       ตอนที่ 1 นิรนาม
                    “ฉันกำลังทำอะไรอยู่”
           ชายหนุ่มนิรนามผู้เฝ้ามองท้องฟ้า บนโลกที่โสมม พร้อมเหล่าบรรดาอสูรกาย ที่คอยขัดขวางชีวิตเขา
           มีตำนานเรื่องราวของเด็กชายผู้ที่เติบโตมาพร้อมกับความเคียดเเค้นอสูรกายที่ทำลายทุกสิ่งของเด็กน้อยที่ไร้เดียงสา เด็กน้อยเกิดในครอบครัวที่มีฐานะไม่รวยเเต่ไม่ขัดสน ซ้ำยังตาบอดมาตั้งเเต่กำเนิด เเต่ถึงกระนั้นเขาก็มิอาจยอมเเพ้ให้เเก่โชคชะตาได้ ร่างกายของเขาถูกสร้างมาให้มองเห็นด้วยการสัมผัส มีเพียงความมืดมิดเท่านั้นที่รออยู่ตรงหน้า

(เเละ)    เรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า…..ค่ำคืนอันเงียบสงัดเเละเหน็บหนาวคืนหนึ่ง เด็กชายรู้สึกตัวเมื่อ มีเสียงกระซิบที่ข้างหู “หนีไป……หนีเร็ว” เขาสะดุ้งลุกขึ้นจากเตียง มือสองข้างควานหาลูกบิดประตู “ตึบ ตึบ ตึบ” ในขณะนั้นมีเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินผ่านประตูห้องของเขา เด็กน้อยจึงตัดสินใจไม่เปิดประตู เพราะเสียงฝีเท้านั้นเป็นเสียงที่ไม่เคยคุ้นชินมาก่อน เสียงฝีเท้าที่บ่งบอกว่าเจ้าของเสียงนั้นต้องตัวใหญ่มาก เขาจึงย่องเอาหูเเนบกับประตูเพื่อฟังเสียงนั้น ว่าจะไปในทิศทางใด เเละเเล้วเสียงฝีเท้าก็ค่อยเดินไปทางห้องของพ่อเเม่เขา “ตึบ.. ตึบ.. ตึบ.!! เเอ๊ดดดด!!” เสียงประตูห้องพ่อเเม่ของเด็กน้อยเปิดอย่างช้าๆ หลังจากนั้น เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ก็ดังลั่นมาจากห้องพ่อเเม่ของเด็กน้อย
เขาตัวสั่น พยายามควานมือหาตู้เสื้อผ้า เพื่อต้องการจะเข้าไปหลบในนั้น เสียงกรีดร้องเงียบไปแล้ว เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่อยู่ในตู้เสื้อผ้า เขาสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่อยู่ข้างนอกคืออะไร เด็กน้อยจึงพยายามตั้งสติ เเละเงียหูฟังอีกครั้ง “ตึบ ..ตึบ..ตึบ” 
เสียงก้าวเท้าออกจากห้องของพ่อเเม่ของเขา สิ่งนั้นกำลังมาที่หน้าห้องของเขา “แอ๊ดดดดดดดด” ใจของเด็กน้อยลนลานอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าสิ่งนั้นกำลังใกล้เข้ามา เเต่เเล้ว “เพล้งงงงง” เสียงจานในห้องครัวด้านล่างที่ตกลงมากกระทบพื้น ทำให้เสียงฝีเท้านั้นเดินออกไป เด็กน้อยรู้สึกกลัวมากจนเผลอหลับไปเพราะอาการเหนื่อย เเละเเล้วทุกอย่างก็วูบไป
             ครั้นเมื่อรุ่งอรุณเเห่งเช้าวันใหม่เขาได้ตื่นขึ้นในความมืดมิดของตู้เสื้อผ้า กลิ่นของเสื้อผ้าคละคลุ้งอยู่ในนั้น เขาเปิดตู้เสื้อผ้าช้าๆ เเล้วมานั่งที่เตียง วันนี้เเม่ไม่เคาะประตูเรียกให้เขาลงไปกินข้าวเหมือนเช่นเคย เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น นั้นเเสดงให้รู้ว่าเป็นเวลา 8.00 น. เขาไม่กล้าลุกไปไหน เพราะหวาดระเเวงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
             จนกระทั่งผ่านไปอีกคืน เขาเเน่ใจเเล้วว่า สิ่งที่เขากลัวนั้นไม่อยู่เเล้ว เด็กน้อยจึงตัดสินใจเดินไปที่ประตูห้อง เเล้วค่อยๆเปิดมันออกมา เขาเดินลงบันไดอย่างช้าๆ
ทุกอย่างในบ้านดูเงียบๆ บรรยากาศไม่เหมือนเดิม ไม่มีเสียงเเม่ที่กำลังผัดข้าวในกระทะ ไม่มีเสียงของทีวีที่พ่อชอบดูในตอนเช้า ไม่มีเเม้กระทั่ง กลิ่นกาเเฟของพ่อ เด็กชายเริ่มรู้สึกเหงา น้ำตาของเขาไหลออกมา ในขณะที่ความคิดของเขา พอจะรู้อยู่เเล้วว่าเกิดอะไรกับพ่อเเม่ในคืนนั้น เด็กน้อยรับรู้เเล้วว่า พ่อกับเเม่ ไม่ได้อยู่กับเขาอีกต่อไป เมื่อคิดได้เเบบนั้น เด็กชายพยายามจะวิ่งขึ้นบันได น้ำตาของเขาหยดตามทาง จนเขาสะดุดขั้นบันไดล้มหัวฟาด เด็กน้อยไม่สนใจความเจ็บปวดที่เขาได้รับ ในใจของเด็กชายในขณะนั้นมีเพียงความโศกเศร้าเท่านั้น เขาวิ่งขึ้นบันไดจนไปถึงชั้นบน เขาคลำทางเพื่อไปห้องนอนของพ่อเเม่ เขาก้าวเข้าไปในห้อง เด็กชายได้กลิ่นบางอย่าง เเต่ไม่รู้ว่ามันคือกลิ่นอะไร ใช่เเล้ว!!!!!มันคือกลิ่นคาวเลือด ขณะนั้นเขาก็เดินไปสะดุดกับบางอย่างเข้า มันคือร่างที่ไร้วิญญาณของพ่อเเละเเม่ของเด็กชายผู้น่าสงสาร เขาคุกเข่าลง เเล้วพูดกับร่างที่ไร้ลมหายใจนั้นว่า “พ่อครับ แม่ครับ ตื่นสิครับ นี้มันเช้าเเล้วนะครับ ผมหิวข้าว” เขาร้องคร่ำครวญ “ได้โปรดเถอะ ได้โปรดเถอะ” เขาใช้มือคลำร่างที่จมกองเลือด เด็กน้อยร้องไห้ไม่หยุด
               จนเพลาพลบค่ำ คราอาทิตย์ลับฟ้า เด็กชายเดินไปรอบๆบ้าน ใช้มือควานหาตู้เย็น เพื่อหาของที่พอจะประทังชีวิตได้ เมื่อเปิดตู้เย็นก็พบว่ามีเพียงเเซนวิชที่ใกล้จะเสีย กับนมหนึ่งลิตร ไม่รอช้า เด็กชายนำเเซนวิชมาสวาปามอย่างมูมมาม เเม้จะมีรสชาติที่ดูเหมือนใกล้จะเสีย เเต่เด็กน้อยก็ไม่สนใจอะไร นั่นอาจเป็นเพราะความหิวนั่นเอง เมื่อเเซนวิชหมดเเล้ว เด็กน้อยจึงใช้มือควานหาสิ่งอื่นใดนอกจากเเซนวิช มีนมอีกหนึ่งลิตร เขาดื่มมันอย่างบ้าคลั่งเพราะไม่ได้ทานอะไรมาสองวัน เด็กชายกลับไปบนห้องนอนของเขาอีกครั้ง เด็กชายทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเเล้วเขาก็พูดขึ้นมาว่า “มีเพียงความมืดเท่านั้นสินะ ที่เป็นเพื่อนฉัน” เมื่อพูดจบเเล้ว เขาจึงหลับไป 
                ช่วงวินาทีนั้นเหมือนลงไปสู่ห้วงเเห่งความมืดดำ มีเสียงของสาวน้อยนิรนาม เอ่ยขึ้นมาว่า “เธอยังมีฉันนะ ฉันจะไม่ทิ้งเธอ” เด็กชายลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พบว่าตนเองอยู่ในสถานที่ใดซักเเห่ง สถานที่นี้ดูเเปลกประหลาดรอบข้างมีเพียงกำเเพงที่เป็นดั่งโมเลกุลสีดำที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา เด็กชายจึงพูดว่า “ที่นี่คือ?? เอ๊ะ???หรือว่าความฝันหรอ???” เด็กชายตกใจ “ ใช่สิ…ถ้าหากเป็นเรื่องจริง ฉันคงมองไม่เห็นอะไร” เด็กชายกล่าว เมื่อนั้น สาวน้อยปริศนาได้เดินเข้ามาใกล้ ก่อนที่เด็กชายจะถามขึ้นมาว่า “เธอเป็นใคร” พร้อมกับทำสีหน้าตกใจ สาวน้อยนิรนามที่ดูเหมือนมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา “ฉันคือสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจเธอยังไงหล่ะ” สาวน้อยกล่าว เเละยังพูดต่ออีกว่า “ไม่ต้องเสียใจหรอก เธอจะมีชีวิตเพื่อสู้กับมัน” 
เด็กชายทำหน้ามึนงง “มันหรอ?????” เด็กสาวจึงตอบไปว่า “มันคือสิ่งที่พรากพ่อเเม่ไปจากเธอไงหล่ะ” 
เขาจึงถามเธออีกครั้ง “มันคือตัวอะไร” เด็กชายถามด้วยสีหน้าจริงจังเเละมีท่าทีสนใจมิใช่น้อยสาวน้อยจึงเริ่มเล่าเรื่องราวความเป็นมาให้เด็กชายฟัง 
            “นานมาเเล้ว มีนักบวชผู้เคร่งศาสนา คอยช่วยเหลือชาวบ้านเเละผู้ยากไร้ พร้อมกับเผยเเพร่ศาสนาควบคู่ไปด้วย ในเวลาไม่นานผู้คนมากมายต่างศรัทธาในตัวนักบวช จนกระทั่ง…วันหนึ่ง นักบวชเริ่มหลงผิด ว่าตนเองนั้นคือผู้สร้างทุกอย่าง เขาละทิ้งคำสอนที่ยึดถือในใจ เเล้วเขียนคำสอนขึ้นมาใหม่ คำสอนจากความต้องการของตัวเขาเอง เพื่อที่เขาจะได้ยึดครองโลกเเต่เพียงผู้เดียว ความชั่วช้าของกิเลส เริ่มครอบงำจิตใจของนักบวช ในคำสอนนั้น มีเพียงการข่มเหงชาวบ้านที่อ่อนเเอกว่า นักบวชรวบรวมคนส่วนหนึ่งเพื่อใช้เป็นสาวกของตนเอง สาวกผู้โง่เขลาต่างเชื่อว่าคำสอนของนักบวชนั้นจะนำไปสู่ความสงบสุขได้ เเต่ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็หาจะเชื่อตามคำสอนของนักบวชไม่ จึงเกิดการเเตกเเยกออกเป็นสองฝ่าย มีฝ่ายสาวก เเละฝ่ายต่อต้าน นักบวชจึงต้องการกำจัดผู้คนที่ไม่เชื่อถือในตัวเขา ไม่นานก็เกิดเป็นสงครามขึ้น ผู้คนมากมายล้มตาย ในเมืองเเห่งนั้น มีเพียงเสียงโอดครวญ ด้วยความเจ็บปวด เสียงดาบ ปืน ดังก้องไปจนถึง อีกเมืองหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปอีกสิบไมล์ ฝ่ายต่อต้านเเละฝ่ายสาวกล้มตายมากมาย เเต่นักบวชผู้นั้นก็หาได้สนใจกับภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าไม่ เขายิ้ม หัวเราะด้วยความชอบใจ ความอำมหิตเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนักบวชทีละน้อย สถานการณ์เริ่มเเย่ลงไปทุกที เมื่อเหล่าสาวกเริ่มจุดไฟเผาบ้านเมือง เผาไหม้ฝ่ายต่อต้านจนเหลือเพียงไม่กี่กลุ่ม เเต่ว่าหนึ่งในบรรดาฝ่ายต่อต้านได้หนีออกมาจากเมืองนี้ เพราะพอจะคาดคะเนได้ว่า จุดจบของสงครามจะเป็นเช่นไร จึงมุ่งหน้าไปสู่เมืองที่อยู่อีกฟากฝั่ง เพื่อขอความช่วยเหลือ พอไปถึง หนึ่งในฝ่ายต่อต้านคนนั้น ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้บรรดาชาวบ้านทั้งหมดในเมืองฟัง ชาวเมืองจึงได้ระดมพลเพื่อช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านในเมืองที่เกิดสงคราม เเต่เมื่อพอฝ่ายช่วยเหลือไปถึง พวกเขาได้เห็นฝ่ายต่อต้านถูกเผาทั้งเป็น หนึ่งในฝ่ายช่วยเหลือ อุทานออกมาว่า “โอ้พระเจ้าช่วย นี้มันหายนะชัดๆ” พวกเขาได้ยินเสียงร้องที่ทรมาณ ภาพที่อยู่ตรงหน้าคือภาพของชายที่ดิ้นทุรนทุรายเพราะถูกไฟเเผดเผา ผู้คนต่างตะโกนสาปเเช่งนักบวชเเละเหล่าสาวก “พวกปีศาจ พวกเราขอสาปเเช่งให้เเกตกนรกเป็นอสูรกาย ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด” เมื่อสิ้นสุด ทุกอย่างเงียบสงัด 
เหล่าสาวกได้ยึดเมืองเป็นที่เรียบร้อย ภายใต้การปกครองของนักบวช นักบวชรู้สึกว่าตนนั้นมีอำนาจเหนือทุกอย่างเเละไม่มีอะไรมาสยบเขาได้ เเต่ในขณะนั้น แผ่นดินสั่นไหวซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นกับเมืองนี้มาก่อน ราวกับว่าฟากฟ้ารับรู้เหตุการในครั้งนี้ เเผ่นดินเเตกเเยกออกดูดร่างของนักบวชเเละเหล่าสาวกลงไปสู่พื้นดิน
เป็นที่ตกใจสำหรับผู้คนที่ต่างมองดูเหตุการณ์ในครั้งนี้ นักบวชตกลงสู่ขุมนรก เขาถูกไฟนรกเเผดเผาเช่นเดียวกับสิ่งที่เขาได้ก่อขึ้นในโลก ต้องทนทุกทรมาณอย่างเเสนสาหัส เป็นเวลานานมาก จนร่างกายไม่เหลือความเป็นมนุษย์ เขากลายเป็นอสูรกาย” 
สาวน้อยเว้นช่วงให้เด็กชายได้พูดบ้าง เด็กชายจึงพูดขึ้นมาว่า “แล้ว….มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องของพ่อเเม่ฉันหล่ะ” เด็กสาวจึงเล่าต่อ “ทุกที่ล้วนมีความผิดพลาด ไม่ว่าจะโลก สวรรค์ หรือนรก เเม้นักบวชจะทรมาณเเต่เขาก็ไม่ได้สำนึกเลยซักนิด เขาเคียดเเค้นเเละชิงชังโลกใบนี้ ในใจของเขาไม่ต้องการครองโลกอีกต่อไป เเต่เป็นความต้องการทำลายล้างโลก เเละมวลมนุษ์ให้หมดสิ้น อสูรกายนักบวชต้องการจะหนีออกจากขุมนรก จนกระทั่งตอนนี้เขาหนีออกมาได้เเล้ว เเต่ว่า เขาไม่ได้ออกมาเพียงตนเดียว อสุรกายนักบวช รวบรวมเหล่าอสุรกายตนอื่นที่มีความชิงชังต่อโลก ขึ้นมาทำลายล้างมวลมนุษย์ เเต่จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า อสุรกายจักสามารถมีชีวิตบนโลกได้เป็นอมตะ เเต่จะถูกกำจัดด้วยผู้ที่มีพลังพิเศษ "
เด็กสาวพูดยังไม่จบ เด็กชายผู้ตาบอดก็เเทรกขึ้นมาว่า “ผู้ที่มีพลังพิเศษหรอ???ใครกัน” สาวน้อจึงพูดต่อ “ก็เธอไงหล่ะ เธอคือผู้ที่มีพลังพิเศษ” เด็กชายอึ่ง แล้วพูดว่า “ฉันเนี้ยนะ เด็กตาบอดอย่างฉันเนี้ยนะ เป็นไปไม่ได้หรอก ฉันยังช่วยตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” เด็กชายโวยวายด้วยเสียงสั่นเคลือ นั่นก็เพราะเขาน้อยใจที่ช่วยพ่อเเม่ของตนเองไม่ได้ เเละเขาไม่เชื่อในสิ่งที่สาวน้อยพูดเลยซักนิด “เมื่อเธอตื่นขึ้น...เธอจะเข้าใจเอง” สาวน้อยกล่าวส่งท้าย เปรียบดังว่าโลกของเด็กชายจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
               เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นจากเส้นขอบฟ้า เเสงเเดดสาดเข้ามาทางหน้าต่าง เด็กน้อยยังคงนอนอยู่ เขารับรู้ถึงความอบอุ่นของเเสงเเดดที่สาดส่อง เเละกลิ่นเหม็นเน่าของศพ กระตุ้นให้เด็กชายลืมตา ภาพที่เขามองเห็นคือเพดานห้องนอนของตนเอง ความประหลาดใจก่อตัวขึ้น เมื่อเขาพบว่าตนเองไม่ได้ตาบอดอีกต่อไป ความมืดมิดจบสิ้นเเล้ว โลกที่มองเห็นด้วยการสัมผัสสิ้นสุดเสียที เด็กชายยกมือสองข้าง พลิกมือไปมา เเล้วใช้สายตามองมือสองข้างนั้น เขากวาดสายตาไปรอบห้อง เเล้วเด็กชายจึงตัดสินใจวิ่งไปที่ห้องของพ่อเเม่ทันที เเต่กลับพบว่าศพนั้นส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล เป็นกลิ่นเหม็นเน่ารุนเเรงเกินกว่าจะรับได้ เขามีทีท่าจะอาเจียน จึงรีบวิ่งลงมาจากชั้นบน เขาหยุดชะงัก เเล้วมองไปรอบ ในใจของเด็กชายคิดว่า “นี้ฉันอยู่ในบ้านเเบบนี้มาตลอดเลยสินะ”  “ก๊อกๆ..ก๊อกๆ” มีคนเคาะประตูหน้าบ้าน เขาอึ้งไปซักพัก ก่อนที่จะวิ่งร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากใครคนนั้นที่อยู่หน้าประตูบ้าน “ช่วยด้วยครับ….” น้ำตาที่อาบบนใบหน้า ถูกปาดด้วยมือที่เปื้อนเลือด เขาเปิดประตูออก พบกับหญิงที่ดูอายุราวๆ35เศษๆ เธอมองเด็กชายด้วยความเเปลกใจ เด็กชายร่ำไห้ พร้อมมองไปที่หญิงสาว “ช่วยด้วยครับพ่อเเม่ผม....ตายเเล้ว”
ติดตามตอนต่อไป
SHARE
Written in this book
ทวงเเค้นปีศาจ
"เด็กน้อยที่ความตายพลัดพรากพ่อเเม่ของเขาไป" -จนดำดิ่งสู่ความเเค้น-
Writer
AMANGO
genaral human.
think si think.

Comments