ข้าวหลามแก้บน
ผมกับไอ้ด้วง ยืนสูดกลิ่นธูปหอมที่โชยมาจากศาลเจ้าแม้ไทรเงิน ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของเหล่าบรรดาผู้คลั่งไคล้ศาสตร์แห่งตัวเลข ซึ่งวันนี้ก็ตรงกับวันหวยออกพอดิบพอดี จึงมีผู้คนมากหน้าหลายตาแห่มาร่วมกันเพื่อบนบานขอให้ถูกรางวัลกันเต็มหน้าศาล

แต่ไม่ใช่กับเราสองคน ผมกับไอ้ด้วงไม่สนใจสิ่งที่เรียกว่าหวย แค่เอารถมาจอดไว้หน้าศาลเท่านั่นแหละ ก็มันจอดฟรี

แต่ไหน ๆ ก็ผ่านมาทั้งที ผมยกสองมือขึ้นพนม “ขอเถิด ถ้าเจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ผมขอให้คืนนี้ผีดำชนะห่านทองด้วยเถิด” ผมยกสองมือแนบหน้าผาก “กระผมจะนำข้าวหลามมาถวายซักสิบกระบอก สาธุ”

“เดี๋ยวนี้เวลาจะแทงบอล ขอกับเจ้าแม่ได้ด้วยหรอวะ” เสียงดังมาจากไอ้ด้วงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“จะขอหวย ขอลูก ขอพรอะไรมันก็เหมือนกันนั่นแหละ” ผมว่า “เออ มึงก็ขอด้วยสิวะ แทงด้วยกัน จะได้ก็ได้ด้วยกัน”

ไอ้ด้วงหันมองเข้าไปในศาล “ไม่เอาหรอก บอลมันจะชนะหรือแพ้ก็อยู่ที่นักแตะ”

“เอาเถอะน่า บนไว้ไม่เสียหายไรหรอก”

มันทำทีรำคาญ “เออ ๆ บนก็บน” ไอ้ด้วงพนมมือ “ถ้าเจ้าแม่มีจริง ก็ขอตามเพื่อนผมละกัน สาธุ”

“ไอ้ห่า บนแบบนี้ เดี๋ยวก็เจอดีหรอกมึง”

“เรื่องแค่นี้คิดมากไปได้ ไปหาอะไรกินดีกว่า กูหิวละ” ไอ้ด้วงว่า พลางเดินถือกุญแจไปที่รถมอเตอร์ไซค์

ผมวิ่งตามมันไป “รอกูด้วยสิวะ”

--------------

เราทั้งคู่ขับมอเตอร์ไซค์ตระเวนหาข้าวกลางวันอยู่พักใหญ่ วันนี้ร้านต้มเลือดหมูเสี่ยชัยไม่เปิดให้บริการ ร้านผัดไทยป้าแจ๋วก็คนเยอะจนพวกผมขี้เกียจรอ ผมกับไอ้ด้วงจึงต้องมาที่ร้านก๋วยเตี๋ยวลุงจ่อย

“เหมือนเดิมลุง” ไอ้ด้วงว่าขณะเดินนำเข้าไปนั่งในร้าน

วันนี้ร้านเงียบเหงาเหมือนเคย ผมมาที่นี่ทีไรไม่เคยเจอลูกค้านั่งเกินสองคน รสชาติก๋วยเตี๋ยวก็อยู่ในระดับพอกินประทังชีวิต ยังดีตรงราคาที่ถูกกว่าปกติและไม่ต้องเสียเวลารอมาปุ๊บได้กินปั๊บ ไม่รู้ว่าลุงจ่อยแกเปิดอยู่ได้ยังไง ผมกับไอ้ด้วงยังเคยคิดกันเล่น ๆ ว่าหลังร้านแกอาจเป็นโรงงานผลิตยาบ้าก็เป็นได้

ระหว่างที่นั่งรอก๋วยเตี๋ยว ผมก็คอยสังเกตท่าทีของลุงจ่อยไปพลาง ๆ มือของแกกำลังลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวในหม้อน้ำเดือด แต่สายตาทั้งสองดันไปจดจ่ออยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์

ก็แน่ล่ะ ในขณะนี้กำลังมีถ่ายทอดสดประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาล คอหวยอย่างแกคงไม่มีกระจิตกระใจสนอย่างอื่นหรอก

“มึงว่าเราจะได้กินไหมว่ะ” ผมหันกลับมาถามไอ้ด้วง

มันที่กำลังสไลด์หน้าจอโทรศัพท์เงยหน้าขึ้น “กินอะไรวะ”

“มึงดูดิ” ผมให้มันมองลุงจ่อย ขณะนี้แกไม่สนก๋วยเตี๋ยวที่ลวกค้างอยู่แล้ว ดันทิ้งหม้อก๋วยเตี๋ยวไปยืนอยู่หน้าโทรทัศน์หน้าตาเฉย

“ตายห่า” ไอ้ด้วงอุทานออกมาเบา ๆ

แต่เหมือนลุงจ่อยจะได้ยิน แกหันมามองพวกผมแวบหนึ่งก่อนจะค่อย ๆ ย้ายกลับมาที่หม้อก๋วยเตี๋ยว

ผมกับไอ้ด้วงมองแกอย่างลุ้นระทึก ขณะที่สายตาลุงจ่อยจ้องมองที่จอโทรทัศน์ แต่มือแกกำลังใช้บังตอหั้นเนื้อหมูที่ละชิ้น ยังโชคดีที่ไม่หั่นนิ้วตัวเองเข้า แกรวบเนื้อหมูใส่ในชามก๋วยเตี๋ยว แต่จังหวะที่ปล่อยมือเนื้อดันไม่ลงชาม ลุงจ่อยหันกลับมาหยิบเนื้อที่ล้วงลงพื้นใส่กลับไปในชามอย่างรวดเร็ว

“มึงเห็นใช่ไหม” ผมกับไอ้ด้วงหันสบตากัน ในใจคิดอยากจะลุกออกจากร้าน แต่คงไม่ทันละ เพราะลุงจ่อยกำลังยกชามก๋วยเตี๋ยวเดินตรงมาที่โต๊ะเรา

“ได้แล้ว ๆ” ลุงจ่อยก้าวฉับ ๆ ตรงมาพลางหันมองจอโทรทัศน์เป็นระยะ แต่ขณะที่กำลังจะเดินมาถึงโต๊ะของเรา ลุงแกก็หยุดนิ่งแล้วหันกลับไปที่หน้าจอ

ผมหันมองตาม พบว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงประกาศรางวัลเลขสามตัวท้าย “เลขที่ออก 3...9...2...”

เพล่ง! เสียงเหมือนแก้วแตกทำผมสะดุ้ง เมื่อมองไปที่ต้นเสียงก็พบกับชามก๋วยเตี๋ยวที่แตกกระจายอยู่บนพื้นร้าน

“อ้าวลุง!” ผมอุทานขึ้นมา

แกหันมา ไม่ได้แสดงอาการวิตกกังวลแต่อย่างใด “เอ่อ...ไม่ต้องตกใจ ๆ เดี๋ยวทำให้ใหม่” แกรีบวิ่งไปหน้าร้าน แต่ไม่ได้ไปที่หม้อก๋วยเตี๋ยว แกไปเปิดประเป๋าที่แขวนอยู่แล้วหยิบ กระดาษเล็ก ๆ ออกมา พร้อมแสดงอาการลนลานเหมือนกับถูกรางวัลอะไรซักอย่าง

จะเป็นอะไรไปได้เสียล่ะ

ไม่นานนักลุงแกเดินยิ้มกลับมาพร้อมก๋วยเตี๋ยวชามใหม่ในมือ “มื้อนี้ไม่ต้องจ่าย ลุงเลี้ยงเอง”

“แหมลุง ถูกหวยล่ะสิ”

“เออ ๆ แต่พวกเอ็งอย่าเที่ยวไปบอกใครนะเว้ย"

ผมกับไอ้ด้วงยิ้ม “ครับลุง ปากพวกผมจะเงียบสนิท”

“ดีมาก” ว่าแล้วก็เดินยิ้มกลับไป พลางพึมพำอย่างสบายอารมณ์ “ช่วงนี้มันดวงขึ้นจริงโว้ย ทำธุรกิจอะไรก็ดีไปหมด”

หลังเสร็จจากการทานก๋วยเตี๋ยวฟรี ผมกับไอ้ด้วงก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน เพื่อที่จะไปนอนเอาแรงสำหรับค่ำคืนอันแสนดุเดือดที่กำลังจะมาถึง

------------

ราตรีมาเยือน นาฬิกาบอกเวลา 22:18 น ผมรีบควบมอเตอร์ไซค์มุ้งตรงสู่บ้านไอ้ด้วง เมื่อมาถึงก็พบว่า มันก็กำลังวุ่นอยู่กับการก่อเตาหมูกระทะ “เงินอยู่บนโต๊ะ มึงจัดการเลย” มันว่า

ผมเดินเข้าไปในห้องสายตามองซองสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะ ข้างในบรรจุเงินกว่าครึ่งแสน ที่ผมกับไอ้ด้วงช่วยกันรวบรวมกันอย่างยากลำบาก ผมหยิบมันขึ้นมาแล้วเดินไปนั่งลงบนโซฟา มองนาฬิกาบนผนัง ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงก่อนเกมจะเริ่ม ผมสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะคว้าโทรศัพท์ขึ้นไว้ในมือ

“กูจะโทรล่ะนะ” ผมบอกไอ้ด้วง

มันหันมา “เออ เอาเลยเพื่อน”

“มึงแน่ใจนะ ถ้าแพ้นี่หมดตูดเลยนะ”

“เออ”

ผมสไลด์หน้าจอโทรศัพท์หาเบอร์โต๊ะบอล เขามีนามว่า “Joy008” ผมรู้จักเขาจากกระดาษใบปลิวที่ติดตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ Joy008 เป็นโต๊ะบอลที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ ทุก ๆ คืนก่อนมีการแข่ง เด็กเดินโพยจะนำโพยบอลมาส่งถึงหน้าบ้านของสมาชิก แล้วจะมาเก็บอีกทีก่อนจะเริ่มการแข่งขันพร้อมกับเงินเดิมพัน

ในตอนแรกผมก็ไม่สนใจการแทงบอลบ้านนอกแบบนี้หรอก เพราะแทงบอลออนไลน์สะดวกสบาย แถมปลอดภัยกว่าเยอะ แต่เมื่อมารู้ภายหลังว่าโต๊ะบอลรายนี้จ่ายกันเป็นเงินสด มีคนส่งเงินมาให้ถึงหน้าบ้าน มีเครดิตรองรับน่าเชื่อถือ แล้วไม่ต้องเป็นกังวลว่าตำรวจจะสาวมาถึงตัว เพราะ Joy008 ฉลาดพอที่จะเลือกใช้เด็กเดินโพยที่มีอาการผิดปกติเป็นใบ้หรือไม่ก็เป็นโรคพูดไม่ชัดขั้นรุนแรง ตำรวจจึงไม่มีทางที่จะสาวไปถึงตัวการใหญ่ หรือผู้เล่นแบบผมได้

“กูจะโทรเรียกมันมาเก็บโพยล่ะนะ”

“เออ โทรไปเลย” มันว่าพลางพัดลมเข้าเตาหมูกระทะ

ผมกำซองเงินครึ่งแสนในมือแน่น สูดหายใจเขาอีกครั้ง แล้วกดโทรหา Joy008

--------------

ในคืนนั่นแม้อาหารจะเย็นถึงยี่สิบองศา แต่ร่างกายผมและไอ้ด้วงกลับชุ่มไปด้วยเหงื่อ เราต่างนั่งไม่ติดยืนดูตลอดการรับชม ผลครึ่งแรกไม่น่าพอใจนัก ผีดำโดนห่านทองนำไป 0-1

“ห่าเอ๊ย!” ไอ้ด้วงอุทานออกมา เมื่อเสียงนกหวีดหมดครึ่งแรกดังขึ้น

ผมรินเบียร์ใส่แก้วส่งให้มัน “ใจเย็นเว้ย เหลือครึ่งหลัง แม่งก็เก่งแต่ช่วงแรกเท่านั่นแหละ”

“เออ ให้มันจริงเถอะ เงินทั้งชีวิตของกูเลยนะนั่น” มันว่าก่อนจะซดเบียร์เข้าไปอึกใหญ่

ครึ่งหลังเริ่มเตะ อุณหภูมิในร่างผมกับไปไอ้ด้วงค่อย ๆ เพิ่มระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ผ่านไปสิบห้านาทีทั้งสองฝ่ายยังแย่งบอลกันไปมา “เฮ้ย ๆ” ผมร้องออกมา เมื่อกองกลางของห่านทองส่งลูกผ่านกองหลังผีดำ ยิงตรงไปให้กองหน้า “เฮ้ย อย่า ๆ” ไอ้กองหน้าห่านทองวิ่งหลุดตรงไปหน้าประตู เตรียมจะยิง “โอ๊ย!” เกือบไปโชคดีผู้รักษาประตูของผีดำปัดบอลออกไปได้

ผมทรุดตัวลงบนโซฟาปาดเหงื่อที่เกาะเต็มหน้าผาก ส่วนไอ้ด้วงยกเบียร์ขึ้นกระดกอึกใหญ่

ลูกบอลกลับสู่สนามอีกครั้ง ทีมเราเริ่มสวนกลับบ้าง “เอาเลย! เอาเลย” ไอ้ด้วงเชียร์เสียงดัง ลูกบอลถูกเตะเข้ามาในเขตุของห่านทอง กองกลางของเราเลี้ยงบอลหลบอีกฝ่าย ก่อนจะส่งไปให้กองหน้า โหม่งบอลเข้าประตูตีเสมอ 1-1

“เฮ้!” ไอ้ด้วงกระโดดโลดดีใจตะโกนลั่นบ้าน

“เบา ๆ หน่อยเดี๋ยวข้างบ้านลุกมาด่า”

เวลาผ่านไปจนถึงช่วงสิบนาทีสุดท้ายของเกม ทั้งสองฝ่ายยังคงเสมอกัน ต่างฝ่ายต่างรุกและรับอย่างหนักหน่วง ผมกับไอ้ด้วงยืนติดขอบหน้าจอ ไม่สนใจหมูที่ย่างไว้จนไหม้คากระทะ “เอาเล๊ย!” ฝ่ายผมรุกกลับ กองกลางเลี้ยงบอลทะลุอีกฝ่าย จนถึงเขตุใน เขาตัดสินใจส่งกลับมาให้กองกลางอีกคน แล้วส่งต่อไปให้กลองหน้าทำการยิงลูกบอลพุ่งตรงเข้าประตู

ปรี๊ด! เสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้น ทีมเราชนะอีกฝ่ายด้วยคะแนน 2-1

ผมกับไอ้ด้วงตะโกนเฮลั่นบ้าน “เฮ้! ชนะโว้ย! วู้!” ใครจะลุกมาด่าช่างหัวมัน

“พรุ่งนี้จะมีเงินแสนส่งมาหน้าบ้านมึงใช่ไหม” ผมนั่งอยู่บนพื้นห้องแผ่นหลังแนบกับขอบโซฟา

“เออสิวะ เรารวยแล้ว” ไอ้ด้วงว่าพลางยกแก้วเบียร์ขึ้นมาซด

“กูว่าพรุ่งนี้คงต้องไปสั่งข้าวหลามซักร้อยกระบอก”

“เออจะทำอะไรก็เรื่องของมึงเถอะ กูขอนอนกอดเงินอยู่บ้านก็พอแล้ว”

“บ้าหน่า มึงก็ต้องไปแก้บนด้วย”

“กูไม่เสียตังกับเรื่องไร้สาระแบบนี้หรอก ที่ได้ในวันนี้ก็เพราะเรานั่งวิเคราะห์บอลกันทุกคืน ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าแม่ของมึงเลย”

“เฮ้ย เรื่องพวกนี้ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะเว้ย บนไว้ก็ต้องแก้ ได้มาเป็นแสนเสี่ยเงินแค่นี้ก็ไม่เป็นไรหรอก...” ผมหันไปทางไอ้ด้วง พบว่ามันหลับคาพื้นห้องไปแล้ว

ไอ้นี่มันจริง ๆ แต่ก็เอาเถอะพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ เพราะผมก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน

-------------

แสงแดดส่องจ้าอาบทั่วทั้งใบหน้า ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย นาฬิกาบนผนังห้องบอกเวลา 12:38 น

เงิน นั่นเป็นสิ่งแรกที่ผมนึกถึง ไอ้ตายเถอะผมมัวนอนทำอะไรอยู่วะเนี่ย เงินแสนควรจะมาถึงแล้ว ผมเด้งตัวจากโซฟาตรงไปที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน เปิดออกดูไม่พบอะไร

ไอ้ด้วง จริงด้วงสิ ไอ้ด้วงน่าจะรับเงินไปแล้ว ผมวิ่งกลับเข้ามาในบ้าน “ด้วง! ไอ้ด้วง” ผมตะโกนเรียกมัน แต่ก็ไม่พบเสียงตอบรับ

ผมนั่งลงบนโซฟาอย่างกังวล เพื่อนของผมหายไปพร้อมกับเงินแสน หรือว่า... ไม่หรอกมั่งไอ้ด้วงไม่ใช่คนแบบนั้น ผมพยายามมองโลกในแง่ดี

จริงด้วยสิ โทรศัพท์ก็มี ผมล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า กดโทรออก

“กรี๊ง...กรี๊ง...กรี๊ง...” เสียงเรียกเข้าดังขึ้นบริเวณด้านหลัง ผมหันขวับไปทางต้นเสียง โทรศัพท์ไอ้ด้วงนี่หว่า มันไม่ได้นำติดตัวไป

เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ผมเดินสำรวจทุกซอกทุกมุมของบ้าน ไม่มีร่องรอยการเก็บเสื้อผ้า ของทุกอย่างยังอยู่ครบ เว้นเสียแต่ กระเป๋าสตางค์กับรถมอเตอร์ไซค์ของไอ้ด้วง

อาการวิตกกังวลเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ ผมทนรออยู่ในนี้ไม่ไหว จึงเดินออกนอกบ้านเผื่อจะพบเบาะแสมากขึ้น

ร้านกาแฟโบราณหน้าปากซอยคือที่แรกที่ผมนึกถึง

“ป้าครับ เห็นไอ้ด้วงบ้างไหมครับ” ผมถามป้าเจ้าของร้าน

“อ้าว” หญิงแก่ทำสีหน้าแปลกใจ “เอ็งไม่รู้หรอ ตอนเช้าไอ้ด้วงมันโดนรถชน”

“ฮะ” ผมแทบไม่เชื่อหูตนเอง “ร...รถชนหรอครับ”

“ก็ใช่นะสิ หน้าปากซอยเรานี่เอง กู้ภัยหามมันส่งโรงบาลไปแล้ว”

“ข...ขอบคุณครับ” ผมเดินกลับออกมาอย่างตกใจ สิงนักบิดอย่างไอ้ด้วงเนี่ยนะโดนรถชน เป็นไปได้ด้วยหรอวะ

-------------------

ผมคว้าหมวกกันน็อคสวมที่ศีรษะ เร่งควบมอเตอร์ไซค์ตรงไปที่โรงพยาบาล ญาติผมที่ทำงานอยู่ที่นั่นบอกผมว่าอาการของไอ้ด้วงไม่หนักมาก พ่นขีดอันตรายแล้ว ตอนนี้ไอ้ด้วงนอนรวมอยู่กับผู้ป่วยรายอื่น นั่นไง มันนอนอยู่บนเตียง สภาพหยั่งกับมัมมี่

“เป็นไงบ้างวะ” ผมตรงเข้าไปนั่งเก้าอีกข้างเตียงมัน

ใบหน้าของไอ้ด้วงแสดงอาการดีใจเมื่อเจอผม “ก็อย่างที่มึงเห็นนี่แหละ”

ปากดีแบบนี้แสดงว่าไม่เป็นอะไรมาก “แล้วไอ้คนชนมึงมันไปไหนแล้ววะ”

“กูก็ไม่รู้ ตื่นมาอีกทีก็อยู่โรงบาลเนี่ย”

“ไม่น่าเลยนะมึง กูก็นึกว่ามึงหอบเงินหนีไปซะแล้ว” ผมว่ายิ้ม ๆ

“ก็บ้าละ กูยังไม่เห็นเงินนั่นเลย”

“อ้าว...” ผมชะงักไป “มึงยังไม่ได้เงินอีกหรอ”

“ก็เออสิวะ กูตื่นมารอตั้งแต่เจ็ดโมง เห็นมันไม่มาซักทีก็เลยขี่มอไซค์ออกไปซื้อข้าวกิน แล้วสภาพก็อย่างที่มึงเห็นเนี่ยแหละ”

“ถ...ถ้างั้น เงินก็ยังไม่มาส่งน่ะสิ กูเพิ่งตื่นตอนเที่ยงเนี้ย ไปดูแล้วเงินยังไม่มา”

ไอ้ด้วงหน้าเสียไป ไม่พูดอะไร

“ตายล่ะ แม่งจะเบี้ยวเราป่าววะ” ผมลุกยืนขึ้น หยิบโทรศัพท์ออกมาจะโทรหาโต๊ะบอล

แต่ไอ้ด้วงคว้ามือมาจับที่แขนผม “เดี๋ยวก่อน”

ผมชะงักไป “อะไรวะ”

“กูว่ามึงอย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องเงินตอนนี้เลย” ไอ้ด้วงทำทีจริงจัง “กูมีบางอย่างจะบอกมึง”

“อะไรวะ” ผมนั่งลงข้าง ๆ รอรับฟัง

“กูคิดว่าเรื่องที่เกิดวันนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วว่ะ...”

“ก็ไม่ธรรมดาสิวะ แสนนึงเลยนะเว้ย” ผมกล่าวออกมา

“มึงจะพูดขัดทำส้นตีนอะไรเนี่ย ฟังให้จบก่อนสิวะ”

ผมปิดปากเงียบรอมันว่าต่อ

“คือที่กูบอกว่ามันไม่ธรรมดาน่ะ เพราะกูมาคิดได้หลังจากที่กูโดนรถชน มึงก็รู้นะเว้ยว่าถนนเส้นนี้กูขับมาเป็นสิบปี ไม่มีทางพลาดโง่ ๆ แบบนี้ได้หรอก กูจำได้ จังหวะที่จะเลี้ยวเข้าซอย กูมองไม่เห็นรถซักคัน แต่พอกูเลี้ยวปุ๊บไอ้รถคันนั้นแม่งพุ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้ากูก็ไม่เห็นเลยนะเว้ย”

“มึงกำลังจะบอกว่า”

“ค...คือตอนแรกกูก็ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอกนะ” มันหันสบตาผม “ก...กูคิดว่ากูโดนอะไรบางอย่างมาบังตาไม่ให้มองเห็นรถคันนั้นว่ะ”

“ฮ...ฮะ” ผมไม่คิดฝันว่าจะได้ยินเรื่องแบบนี้จากปากไอ้ด้วง

“มึงจำที่เราไปบนเมื่อวานได้ไหม ที่กูลบหลู่ไว้น่ะ แล้วก็เมื่อคืนที่กูบอกว่าจะไม่ไปแก้บนอีก เช้ามากูถึงได้เจอแบบนี้ไง แล้วไหนจะเรื่องที่เงินยังไม่มาส่งอีก กูว่าโดนเจ้าแม่เล่นเข้าให้แล้วล่ะ”

ผมคิดตามที่มันพูด ขนที่แขนก็ค่อย ๆ เริ่มตั้งชัน “ล...แล้ว จะทำยังไงต่อ”

“กูว่าตอนนี้มึงไม่ต้องสนเรื่องเงินล่ะ เอาเรื่องแก้บนให้เสร็จก่อน มึงรีบไปตอนนี้เลย”

“ตอนนี้เลยหรอ”

“เออสิวะ ก่อนที่ศาลจะปิด”

ผมก้าวเดินออกมาจากห้องพัก ในใจเต้นตุบ ๆ มาคิด ๆ ดู สิ่งที่ไอ้ด้วงว่ามามันก็มีน้ำหนักพอสมควร แม้ผมจะไม่เคยประสบเรื่องพวกนี้กับตัว แต่ผมก็ไม่เคยลบหลู่และปฏิบัติตามอย่างเคร่งคัดมาโดยตลอด ผมล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาดู ขณะนี้เวลา 15:28 น ผมจำได้ว่าศาลเจ้าทั่ว ๆ ไป จะปิดเวลา 17:00 น

เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองชั่วโมง ผมเร่งก้าวเท้าฉับ ๆ

--------------

ผมใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ในการควบมอเตอร์ไซค์มุ้งตรงมาที่ร้านขายข้าวหลาม ความจริงผมก็ไม่ค่อยอยากมาแถวนี้นักหรอกพวกนักเลง พวกขี้ยามันเยอะ ไม่รู้ตอนนั่นคิดอย่างไรถึงบนข้าวหลามไว้

ร้านข้าวหลามแห่งนี้เป็นเพิงเล็ก ๆ ตั้งอยู่ริมถนน มีบ้านฟิวเจอร์บอร์ดเขียนข้อความด้วยสีเมจิกไว้ว่า “ข้าวหลามหนองโพ สามกระบอกร้อย” ผมสังเกตเห็นพ่อค้ากำลังก่อเตาย่างข้าวหลาม มีกลิ่นหอมโชยมาแต่ไกล “พี่ เอาข้าวหลามสิบกระบอก”

พ่อค้าหันขวับมาทำหน้าตื่น “สิบกระบอกหรอ ได้เลย รอย่างแปบนะ”

อะไรวะ เพิ่งย่างหรอเนี่ย ผมล้วงโทรศัพท์ออกมาดู ตอนนี้ 15:56 น ตายห่าละเหลือชั่วโมงกว่า ๆ “เอาตอนนี้เลยไม่ได้หรอพี่”

“มันยังไม่สุกเลยครับ รออีกแปบนะ เดี๋ยวไม่อร่อย”

ผมชักเริ่มหงุดหงิด เดินวนไปมาหน้าร้านอย่างไม่เป็นสุข ระหว่างนั่นสายตาอันแหลมคมของผมก็ได้ไปสะดุดเข้ากับกระบอกข้าวหลามจำนวนหนึ่ง คำนวณด้วยสายตาน่าจะไม่ต่ำกว่าสิบกระบอก ถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกวางไว้ข้างในร้าน คงเป็นของพวกที่จองไว้สิท่า

ผมเดินเข้าไปหาเจ้าของร้าน “กระบอกละเท่าไหร่หรอพี่”

“กระบอกล่ะสามห้า สามกระบอกร้อย” พ่อค้าว่าพลางยกกระบอกข้าวหลามขึ้นพลิกไปมา “รอแปบนะ”

แปบกับผีอะไรล่ะ กว่าจะผ่ากระบอก กว่าจะใส่ถุง ชั่วโมงนึงไม่รู้พอหรือเปล่า ผมล้วงแบงค์ห้าร้อยในกระเป๋าออกมายื่นให้เจ้าของไป “อะนี่ครับ”

เจ้าของร้านรับไปอย่างมึน ๆ “เอ่อ เดี๋ยวผมไปหาตังทอนให้นะ” เขาว่าก่อนจะเดินกลับเข้าไปในเพลิงเล็ก ๆ

ได้การล่ะ ผมทำทีเดินตามเข้าไป แล้วใช่จังวะที่เขากำลังหาเงินทอน คว้าข้าวหลามถุงนั้นแล้วรีบโกยแนบไปทันที

“อ้าวคุณ! จะรีบไปไหน” เสียงเจ้าของร้านดังมา

“เดี๋ยวผมมาเอา!” ผมตะโกนขณะสองเท้าซอยยิก ๆ ถุงข้าวหลามห้อยโตงเตง

“เฮ้ย! เดี๋ยวนะ! เฮ้ย! หยุด!” เสียงตะโกนฟังดูรุนแรงกว่าเดิม คงจะรู้ตัวแล้วสิท่า แค่ข้าวหลามเกินมาสองสามกระบอกจะเป็นไรไป ให้ไปตั้งห้าร้อยบาท

ผมขึ้นคร่อมบนรถมอเตอร์ไซค์ แขวนถุงข้าวหลามไว้ที่แฮนด์ เสียบกุญแจ สตาร์ทบรื้น ๆ พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

แต่ใครจะไปคิด ไอ้พ่อข้าข้าวหลามมันจะลงทุนขึ้นควบรถกระบะไล่ตามตูดผมมา พร้อมบีบแตรลั่นตลอดทาง ผมบิดขึ้นแปดสิบขณะอยู่บนถนนสองเลน ให้ตายเถอะอะไรของมันวะ แต่ไม่เป็นไรแค่นี้กระจอก ธรรมดาของรถใหญ่ที่จะไม่สามารถวิ่งทางเล็ก ๆ แบบมอเตอร์ไซค์ได้ ผมเลี้ยวซอกแซกเข้าซอยนี้ออกซอยนู้น จนในที่สุดผมก็สลัดมันจนหลุด

ผมออกสู่ถนนใหญ่อีกครั้ง เหลือเวลาไม่ถึงชั่วโมงแล้ว ต้องไปให้เร็วที่สุด

------------

ผมบิด 110 มาตลอดทาง วันนี้โชคดีที่ถนนโล้ง จากจุดนี้ไปถึงศาลเจ้าแม่คงใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที ทันสิวะยังไงก็ต้องทัน

แต่ขณะที่ผมพุ่งมาด้วยความเร็ว สายของผมก็สังเกตไปเห็นแสงไฟสีแดงส่องไปมาอยู่ริมถนน แม่งมาตั้งด่านทำห่าอะไรเวลานี้วะ ผมลดความเร็วลง 110...100...90...80... หวังว่าจะไม่โดนโบกนะ

แต่ผมก็ต้องผิดหวัง ตำรวจร่างผอม เดินออกมากลางถนน ในปากคาบนกหวีดเป่าปี๊ด ๆ ให้ผมจอด

ผมไม่กล้าแหกด่านแกรงว่าจะทำเรื่องให้ใหญ่โตไปกว่าเดิม จึงนำรถเข้าจอดแต่โดยดี “มีอะไรครับพี่”

“หมวกคุณไปไหน” ตำรวจร่างผอมเอ่ยถาม โดยตำรวจร่างอ้วนอีกนายมายืนด้อม ๆ มอง ๆ ข้างรถผม

“เอ่อ... ลืมใส่ครับ”

“งั้นคงต้องมีการตักเตือนกันหน่อยนะครับ ขอใบขับขี่ด้วยครับ”

“อ่า ครับ” ผมเปิดเบาะรถ หยิบใบขับขี่ส่งให้ไป

“อ้าว หมวกก็อยู่ใต้เบาะนี่นา” ตำรวจร่างอ้วนว่าเมื่อเห็นหมวกกันน็อคใต้เบาะผม

“ทำไมไม่ใส่ล่ะครับ” ตำรวจร่างผอมที่ในมือถือใบสั่ง เอ่ยถาม

“ผมลืมน่ะครับ รีบไปซื้อข้าวหลาม”

ฝ่ายตำรวจที่เขียนใบสั่งก็เขียนไป ส่วนไอ้ตำรวจอ้วนเริ่มมาให้ความสนใจกับถุงข้าวหลาม คงจะหิวล่ะสิท่า “ซื้อไปทำอะไรเยอะแยะเนี่ย” มันถาม

“ซื้อไปฝากเพื่อนน่ะครับ” ระหว่างนั่นผมคิดอะไรได้บางอย่าง “ผู้หมวดแบ่งไปกินไหมครับ” ผมเดินไปหยิบข้าวหลามออกมาสองกระบอก “ซื้อมาเยอะเกินผมกินไม่หมด”

ตำรวจที่กำลังเขียนใบสั่งอยู่ชะงักไป ส่วนไอ้ตำรวจอ้วนรีบยื่นมือรับ “ขอบคุณครับ”

“ขอบคุณมากนะครับ นี่คงครั่งแรกใช่ไหม” นายตำรวจร่างผอมว่า

“ใช่ครับ ปกติผมใส่ตลอด วันนี้ลืมจริง ๆ”

“ถ้างั้น ครั้งนี้ผมปล่อยไปก่อนล่ะกัน เห็นว่าเรื่องเล็กน้อย”

“ขอบคุณมากครับ” ผมขึ้นนั่งบนรถ “ขอให้อย่าได้เจอกันอีกเลยนะครับ”

-------------

ผมค่อยขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป เมื่อเห็นว่าพ่นสายตาของเจ้าหน้าที่ ก็ทำการบิดเต็มกำลัง 60...70...80...90...100...110...120...

ไม่นานนัก ผมก็มาถึงศาลเจ้าแม่ไทรเงิน แต่ก็พบว่ามีรถจอดเต็มไปหมด ไอ้พวกเวรมาจอดอะไรตอนนี้วะ คนจะมาแก้บนเดือดร้อนหมด ผมหันซ้ายหันขวา ไปเจอเข้ากับที่โล่ง ๆ หน้าบ้านใครก็ไม่รู้ ผมนำรถเข้าจอด แค่ไม่กี่นาทีหวังว่าคงไม่มีใครเอาอะไรมาทุบหรอกนะ

ผมไม่มีเวลาแม้แต่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่าเหลือเวลาอีกกี่นาที มือคว้าถุงข้าวหลามวิ่งตรงไปยังศาลเจ้า “เดี๋ยวก่อน!” ผมตะโกนบอกตาแก่ที่กำลังจะปิดประตูศาล “เดี๋ยวก่อน ขอแปบเดียว”

ตาลุงเห็นถุงในมือผมก็รู้ทันทันว่าผมมาทำอะไร “เข้ามา ๆ เร็ว ๆ หน่อยนะ”

ผมรีบวิ่งตรงเข้าไป ในทันที

-----------

ผมเดินออกมาอย่างโล่งใจ เฮ้อ จบภารกิจเสียที ของพวกประมาทไม่ได้จริง ๆ โชคดีแค่ไหนที่ผมไม่โดนไปกับไอ้ด้วง ผมล้วงกุญแจออกมาขณะเดินกลับไปที่รถ หลังจากนี้คงเหลือแค่รอรับเงินแสนอยู่ที่บ้าน

แต่ขณะที่เดินอยู่นั่น! จู่ ๆ ก็มีชายในชุดเครื่องแบบพุ่งเข้ามารวบที่ตัวผม

“เฮ้ย! อะไรวะ” ผมร้อง พยายามขัดขืน

เจ้าหน้าที่สองนาย กดร่างผมลงกับพื้น พร้อมล๊อคกุญแจเข้าที่มือทั้งสองดังกริ๊ก “เดี๋ยว! จะทำอะไร! เฮ้ย!”

หลังจากสงบสติอารมณ์ ผมก็ได้รู้ว่าตนโดนจับข้อห้ามียาเสพติดในครอบครอง พวกตำรวจพบเจอยาม้ากว่ายี่สิบเม็ดในกระบอกข้าวหลามที่ส่งให้ไป ผมบอกพวกเขาไปว่า ไม่รู้เรื่องซื้อต่อมาอีกที ตำรวจทำทีเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คงจะไม่เคยเจอคนร้ายที่ไหนเอาหลักฐานมอบถึงมือตำรวจ เขาจึงนำตัวผมเข้าไปนั่งรอทนายอยู่ในห้องขัง

แต่เมื่อผมก้าวเท้าเข้าไป ก็ได้เจอเรื่องที่ช็อกยิ่งกว่า มีชายหนุ่มสามคนกับชายแก่หนึ่งคนโดนจับมาก่อนหน้าผม ที่น่าตกใจก็คือ ผมรู้จักกับชายแก่คนนี้ “ลุงจ่อย ลุงมาทำอะไรที่นี่”

แกทำหน้าตกใจเมื่อเจอผม “เอ่อ...”

ระหว่างที่ลุงจ่อยทำหงึกหงัก ผมก็สังเกตเห็นใบหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่ง ไอ้นี่มันหน้าคุ้น ๆ “อ้าว เอ็งคือไอ้คนที่มาเก็บโพยบอลเมื่อคืนนี่หว่า” ไอ้พวกนี่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ผมพยายามประติดประต่อเรื่องราว “อย่าบอกนะว่า...”

ลุงจ่อยพยักหน้า “ข...ข้า ขอโทษด้วยว่ะ”

“ย...อย่าบอกนะว่าลุงคือ Joy008”

“ใช่ข้าเองแหละ”

“ล...แล้วลุงมาทำอะไรที่นี่”

“ก็โดนจับสิวะ เพราะเอ็งนั่นแหละ ข้าเพิ่งรู้ว่าเอ็งคือไอ้คนที่แทงบอลได้เงินแสน เลยจะเอาเงินไปให้ด้วยตัวเอง แต่ตอนที่ข้าขับรถไป ดันไปชนเข้ากับไอ้รถมอไซค์เวรคันนั้นเข้า”

มอไซค์เวรคันนั้น ผมนั่งตะลึงอ้าปากค้า

“ตอนแรกข้าก็คิดว่าข้ามองดีแล้วนะ อยู่ ๆ มันโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ ข้าตกใจก็เลยขับหนี แต่หนีไปไม่เท่าไหร่ก็เจอตำรวจดัก พอมันค้นรถข้านั้นแหละ เจอเงินแสนเข้า เลยสอบสวนจนรู้ว่าข้าเป็นใคร” ลุงจ่อยทำหน้าสลด “ตอนนี้โดนยึดไปหมดแล้ว ข้าขอโทดจริง ๆ ว่ะ”

เหมือนถูกฟ้าผ้าเปรี้ยง เงินแสนหายวับไปกับตา “เอ่อ...” ผมหันสบตาลุงจ่อย “ลุงครับ ที่ลุงถูกหวยเมื่อวาน ลุงได้ไปบนไว้ที่ไหนหรือเปล่า”

“ฮะ” แกทำหน้างง

“ผมอยากรู้ว่าที่ลุงถูกหวยเมื่อวาน ลุงได้ไปบนไว้ที่ไหนหรือเปล่า”

“ทำไมวะ ข...ข้าก็จำไว้ว่าบน ๆ ไว้เหมือนกันนะ”

ผมอยากจะบ้าตาย สถานการณ์ในตอนนี้มันบ้าบอหยั่งกับในนิยาย “ลุงคงยังไม่ได้ไปแก้บน ใช่ไหมครับ”

ลุงจ่อยทำหน้ามึน “เออ เอ็งรู้ได้ไงวะ”

--------------

ติดตามผู้เขียนได้ที่ www.facebook.com/PungPron7799
SHARE
Written in this book
ตลกร้ายกาจ
รวบรวม เรื่องสั้นแนวตลกร้าย หลากหลายเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็น ชีวิตคนทั่วไป มหาเศรษฐี ยาจก โจร ตำรวจ ผีสาง เทวดา ไปจนถึง มนุษย์ต่างดาว มีเนื้อหา เสียดสี จิกกัดสังคม แสบ ๆ คัน ๆ พอหอมปากหอมคอ มาพร้อมบทสรุปสุดร้ายกาจยากเกินคาดเดา ที่ลองแล้วจะติดใจ
Writer
PungPron
Writer
อยากอ่านเรื่องตลก แบบร้าย ๆ คลิ๊ก!!

Comments