วิเคราะห์ตลาดบุหรี่ไฟฟ้าไทย (ฉบับบ้านๆ)
 


ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนเลยนะครับว่าเนื้อหาที่ผมจะเล่านี่เป็นมุมมองจากประสบการณ์ส่วนตัวของผมล้วนๆ ไม่ได้มีหลักการหรืองานวิจัยอะไรมารองรับนะครับ



ดังนั้นถ้ามีมิตรสหายที่มีไอเดียอะไรจะเพิ่มเติมก็เชิญคอมเม้นไว้ได้เลยเพื่อต่อเติมเรื่องราวให้สมบูรณ์ขึ้น



ย้อนไปประมาณ 4-5 ปีที่แล้วได้ผมได้รู้จัก "บุหรี่ไฟฟ้า" จากร้านขายของแบกะดินที่จังหวัดบ้านเกิดผม ผมก็เลยซื้อมาในราคา 900กว่าๆ ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นเป็นรุ่น ECO-CE5 สีดำ

ซึ่งในปัจจุบันขายอยู่ราวๆ 300 กว่าบาทได้



ซึ่งในตอนนั้นการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านอินเทอร์เน็ตยังไม่ค่อนบูมเท่าไร ทางเลือกของคนที่จะใช้บุหรี่ไฟฟ้าตอนนั้นเลยมีไม่มาก ก็ต้องจำใจซื้อตามร้านพวกนี้ไป ซึ่งจะโดนมันโก่งราคาเท่าไรก็ไม่รู้ ในตอนนั้นความรับรู้ของสังคมไทยที่มีต่อบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในวงแคบมาก นานๆทีจะเจอคนยืนสูบ / พูดถึงบุหรี่ไฟฟ้า



ประมาณสัก 3-4 ปีที่แล้วได้ การค้าขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านโลกออนไลน์เริ่มบูมมากขึ้น โดยในระยะแรกจะเริ่มจากการตั้งเป็นกลุ่มเล็กๆสมาชิกหลักร้อยก่อน การซื้อขายก็จะออกแนวๆผู้บริโภคแลกเปลี่ยนของกัน เป็นมือสองซะส่วนใหญ่ที่ปรากฏในตลาด



ถ้าจำไม่ผิดในตอนนั้นร้านที่มีการขายอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้านี่มีน้อยมากๆ ไม่ถึง 4 ร้านด้วยซ้ำ ที่ตำนานๆเลยก็ Ecigzaa อันนี้อยู่มานานจริง Legendary กว่านี้ก็ illslick แล้วครับ



ซึ่งในตอนนั้นเวลาผมซื้ออุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ก็จะสั่งจากเว็บนี้แหละ แล้วเวลาใช้เบื่อค่อยเอามาขาย/แลกในกลุ่มมือสอง ร้านขายน้ำยานี่ก็จะเยอะกว่าร้านขายอุปกรณ์นิดนึง ซึ่งน้ำยาในยุคนั้นบอกเลยว่ารสชาติส้นตีนเป็นอย่างมาก (เกี่ยวมั้ย ก็ไม่)



ซึ่งเท่าที่ผมสังเกตดูร้าน Ecigzaa ในตำนานที่มีเว็บเป็นของตัวเองนั้นก็จะขายในเว็บเป็นหลัก ในขณะที่พ่อค้าบุหรี่ไฟฟ้ารุ่นหลังๆมาจะเอาไปขายในกรุ๊ปใหญ่ๆของชุมชนชาว Vape ต่างๆ



ในยุคสมัยที่ว่านี้ถือว่าสมดุลย์ระหว่าง

ผู้ค้ารายใหญ่-ผู้ค้ารายย่อย- ผู้บริโภค ผมจะให้คะแนนเป็น



รายใหญ่ - 4/5

รายย่อย - 2/5

ผู้บริโภค(แลกเปลี่ยน/มือสอง) - 4/5



ซึ่งต่อมาในระยะ 1-2 ปีที่แล้ว ก็เกิดเหตุการณ์ที่ผมว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์นึงของวงการบุหรี่ไฟฟ้าไทยเลยก็ว่าได้ นั่นคือร้านขายบุหรี่ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ร้านนึงที่เปิดกรุ๊ปขายในเฟช และ ในตอนนั้น (ที่เกิดเรื่อง) มีสมาชิกในกลุ่มประมาณ 8000 กว่าคน โดนตำรวจบุกจับลงข่าวหนังสือพิมพ์ใหญ่โต



ซึ่งโดยตัวร้านเองนั้น หลังจากเรื่องเงียบผมก็ยังเห็นขายต่ออยู่นะ แต่ก็มีปัญหาภายในเล็กน้อยคือแอดมินที่เป็นนักรีวิวบุหรี่ไฟฟ้า คลิปนึงคนดูเป็นแสนวิว (ผมว่าคนนี้คนในวงการไม่มีใครไม่รู้จัก) ที่คอยช่วยงานร้านนี้ ได้ออกจากร้านไปด้วย "เหตุผลส่วนตัวบางอย่าง" ซึ่งตั้งแต่นั้นมาร้านก็ดูเงียบๆลงไปเยอะ จากร้านที่ขึ้นชาร์ทเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยก็ค่อยๆอันดับตกลง



มีข่าวลือออกมาว่าเจ้าของร้านนี้ได้ทำการ "ขายร้าน" ให้กับลูกเศรษฐีชาวมาเลยเซียคนหนึ่งไปในราคาที่ "น่าตกใจ" พอสมควร ไม่แน่ว่าการที่หลังๆมาร้านมันดรอปๆไปก็อาจเพราะสาเหตุนี้ด้วย ไม่แน่ๆ



ซึ่งในยุคนี้เรียกได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นของ Reign of terror เพราะทางภาครัฐไทยเริ่มไหวตัวกับเรื่องบุหรีไฟฟ้าขึ้นมาแล้ว จากยุคคลาสิคที่เป็นแนว Free-trade ใครใคร่ค้าม้าค้า ก็กลายเป็นยุคที่ต้องแอบขายกันอย่างลับๆ ซึ่งแม่งวุ่นวายเหี้ยๆ เพราะกลุ่มบุหรี่ไฟฟ้านี่เดี๋ยวปิดเดี๋ยวเปิด มีมาตรการในการเลือกคนเข้า คัดคนออกมากขึ้น เนื่องจากกลัวตำรวจที่แอบแฝงเข้ามาล่อซื้อ เป็นยุคสมัยของความหวาดกลัวที่แท้จริง



ถ้าให้ผมประเมินคร่าวๆสมดุลย์อำนาจการซื้อขายในยุคนี้จะเป็น



รายใหญ่ - 4/5

รายย่อย - 5/5

ผู้บริโภค(แลกเปลี่ยน/มือสอง) - 1/5



ซึ่งพวกรายย่อยที่สมัยยุคเริ่มต้นยังเป็นแค่กรุ๊ปเล็กๆสมาชิก 40-50 คน ก็ค่อยๆสะสมทุนและบุญบารมีจนขยายเป็นร้านที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ (ตราบเท่าที่ยังไม่โดนจับ)



การซื้อขายจากแต่ก่อนที่ "ผู้บริโภค" จะเข้าไปซื้อขายกันในกรุ๊ปใหญ่อย่างกลุ่ม "Vape market" ก็กลับกลายเป็นการซื้อขายกับพ่อค้ารายย่อยตามกลุ่มย่อยๆนั่นเอง



เนื่องมาจากบรรยากาศการค้าขายที่ค่อนข้างเสี่ยง เพราะต่อให้เราโพสขายแค่บุหรี่ไฟฟ้ามือสอง 1 ตัว ที่เราใช้แล้วอยากไปลองรุ่นใหม่ ก็มีสิทธิที่จะมีลูกเสือที่มีปืนข้างตัวไปเคาะประตูบ้านได้ ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าในกลุ่มขายบุหรี่ไฟฟ้ามือสองที่มีคนอยู่เป็นพันๆนั้นจะมีใครที่เป็น "สาย" บ้าง



ถ้าพูดโดยสรุปก็ คือ อำนาจของผู้บริโภคได้ถูกทำลายทิ้งจบแทบหมดสิ้นจากการกวาดล้างของรัฐบาลไทย โดยอำนาจไปตกอยู่ในพ่อค้ารายย่อย/ขนาดกลางแทน (เพราะถ้าพ่อค้ารายใหญ่เกินก็มีสิทธิที่จะโดนลูกเสือเจอเอาได้)



ดังนั้นเวลาจะซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้ามือสองก็เป็นไปได้ยากลำบากมากขึ้นอย่างมาก นอกจากที่ว่ามีเรื่องลูกเสือแฝงตัวแล้ว ก็ยังมีเรื่องของเหล่าพ่อค้ารายย่อยที่ผุดขึ้นมาเป็นร้อยร้าน ได้ตัดราคากันเองชิบหายหมด จนราคามือ 1 แทบไม่ต่างอะไรกับมือ 2



หรืออย่างกรณี "น้ำยาองุ่น" ในตำนานนี่ก็มีหลายประเด็น จากที่ตอนแรกขายกันขวดละ 350-400 แม่งตัดราคากันวอดวายจนเหลือขวดละ 180 เท่านั้นยังไม่พอยังมีคนทำของปลอมออกมาขายด้วย วุ่นวายไปหมด



แต่ถึงตัดราคากันพ่อค้าบุหรี่ไฟฟ้าที่โปรแล้วก็ยังชิลอยู่ เช่น บุหรี่ไฟฟ้ารุ่นนึง ที่เราคงคุ้นตากัน ตอนเปิดตัวขายอยู่ที่ 3000 ตัดราคากันจนเหลือแค่ 1200-1400 แต่ราคาทุนนั้นตกประมาณตัวละ 500 เท่านั้น



คนที่ซวยที่สุดก็คือผู้บริโภค มิหนำซ้ำยังมีพวกมิจฉาชีพที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าหลอกให้โอนเงินแล้วไม่ส่งของก็ถือว่ามีเยอะ ผมก็เคยโดนไปรวมๆเกือบครึ่งหมื่น ซึ่งพอโดนแล้วจะแจ้งตำรวจก็ไม่ได้อีกเพราะเราซื้อขายของผิดกฏหมาย

(แต่เห็นว่ามันมีทริคอยู่ คือ ให้ไปแจ้งความว่าโอนเงินผิดบัญชี แต่ผมไม่เคยใช้นะ ไม่รู้เวิร์คมั้ย)



ในปัจจุบันการซื้อขายจึงเป็นไปแบบลับๆตามกลุ่มลับย่อยๆในเฟชบุค + ไลน์ ตามหน้าเว็บมีบ้างนิดหน่อย อีกหนึ่งสาเหตุที่เกิดพ่อค้ารายย่อยขึ้นเยอะก็เพราะมี Aliexpress ด้วย เลยสั่งของมาขายเองได้ง่ายขึ้นแล้วก็สามารถทำเป็นระบบ Pre-order ได้



ซึ่งถ้าถามว่าถ้างั้นแล้ว ควรลงทุนกับธุรกิจค้าบุหรี่ไฟฟ้ามั้ย สำหรับผมผมว่าไม่ค่อยน่าเท่าไรเพราะไอ่บรรดาพ่อค้ารายย่อยที่ช่วงนึงผุดเป็นดอกเห็ดนั้น เมื่อเจอสงครามตัดราคาก็ทยอยตายกันไปเป็นแถบๆ ต้องเอาสินค้าค้างสต๊อกมามัดรวมเหมาประมูลออกตามกลุ่มต่างๆกันแทบไม่ทัน ใครเหลืออยู่ก็ต้องยอมรับจริงๆว่า "โคตรเก๋า"



ส่วนทิศทางของตลาดบุหรี่ไฟฟ้าไทยในอนาคตผมว่าค่อนข้างมืดมน เพราะเดี๋ยวนี้ทางศุลกากรก็เข้มมากกว่าเดิมเยอะ สั่งของมาแล้วโดนยึดไปก็เยอะ ดองของไว้ก็เยอะ ตำรวจเองก็เข้ม ตั้งด่านตรวจเจอก็เรียกตังค์กันซะอย่างกับปล้น เพื่อนผมคนนึงพกบุหรี่ไฟฟ้าไปเจอด่าน โดนเรียกไป 30,000 ถึงรอดมาได้ และ แน่นอนว่ายึดของกลาง



ดังนั้นสำหรับใครที่ยังไม่เคยเล่นบุหรี่ไฟฟ้าผมอยากเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า



1. ระวังลูกเสือ

2. เช็คเครดิตร้านดีๆ ส่งจริงไหม ร้านมี power ขนาดไหน

3. ถ้าจะขายมือสอง เป็นไปได้ควรแอบขายกับคนรู้จัก



ก็น่าจะประมาณนี้ครับเท่าที่ผมนึกออก ตกหล่นผิดพลาดตรงไหนไปก็ขขอภัย + ช่วยกันเพิ่มเติมด้วยนะครับ
SHARE
Writer
K_Kabot
Drummer,Commissar,HR,RappeR
อดีตนักเขียน Music Column @JOOX ,บ.ก.กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทรุ่น 1-4 ปัจจุบันเป็น Rapper วงซ้ายจัดชื่อ กบฏสบถ และตีกลองให้วง Kalibut เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) สนใจในประเด็น ปรัชญาการเมือง,ดนตรี,เพศ มีทั้งความสาระดีและสารเลว ปะปนกันไป สำหรับการจ้างงานเขียน หรือ อยากพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องตั่งต่าง ติดต่อได้ผ่าน FB: มือกลอง กบฏ เด้อครับเด้อ

Comments