Burn Out / Be Gentle / Cycle
วันนี้อยากเก็บตกเรื่องที่ในโพสต์ก่อนๆ ไม่ได้พูดไปค่ะ
สัปดาห์ก่อนเขียนเรื่องอาการ Lack of Motivation ไปได้ไม่นาน เราก็ไปเจอคำว่า Burn Out
อืม... ก็จริง ขั้นกว่าของอาการขาดแรงกระตุ้น ก็คือ Burn Out

ในเมื่อเคยพูดเรื่อง Lack of Motivation ไปแล้ว 
วันนี้ก็ขอต่อด้วยเรื่อง Burn Out แล้วกันค่ะ



1

เปรียบเทียบอาการ Lack of Motivation กับอาการ Burn Out

Lack of Motivation มันเป็นความหงอยเหงา เหี่ยวเฉา ซังกะตาย ไม่มีแรงกระตุ้นให้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ วันเวลาจ่อมจมไปกับการเล่นเกม-ดูหนัง-กินๆๆ-เที่ยวๆๆ ได้ไม่จบไม่สิ้น ก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติธรรมดานั่นล่ะ แต่พวกเพื่อนๆ จะรู้สึกว่า ไอ้นี่มันเซ็งชีวิต 

สภาพของคุณจะเหมือนแบตมือถือเสื่อมค่ะ ไฟจะหมดไว วันนึงต้องชาร์จแบตหลายรอบ แต่ก็อยู่ในระดับมือถือยังใช้งานได้ แค่ต้องชาร์จไฟบ่อยหน่อยเท่านั้น

ส่วน Burn Out นั้น มันไม่ใช่ว่าคุณ Lack of Motivation ไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งแล้วคุณจะ Burn Out หรอกนะ

Burn Out น่ะคุณต้องทุ่มเททั้งกายและใจให้อะไรบางอย่างไปมากๆ และมันมี “ปัจจัย” บางอย่างเข้ามากระทบจิตใจรุนแรงน่ะค่ะ คือนอกจากจะเหนื่อยกายแล้ว ใจของคุณโดนกระทบเข้าในระดับสาหัสสากันต์

ไม่ใช่การโหมทำงานหนักส่งงานลูกค้า เลยหลับเป็นตายไป 3 วัน อันนั้นเรียกหมดแรง ไม่ใช่หมดไฟ 
 
“ปัจจัยที่มากระทบ” น่ะ เพราะว่าแต่ละคนมีชีวิตแตกต่างกันในเส้นทางหลากหลาย อะไรก็มากระทบได้ทั้งนั้น 

“ปัจจัย” ที่ว่ามันทำให้จิตใจของคุณต้องทำงานหนักชนิดแม้หลับตานอนจิตใจก็ไม่ได้พัก บางรายก็นอนไม่หลับ ดวงตาคุณจะเริ่มหมดประกาย บ้านคุณจะเริ่มรก พอผ่านไป 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน คุณจะมีเหตุให้ต้องเข้าโรงพยาบาล แล้วก็จะตรวจพบว่าตัวเองเป็นโรคอะไรสักอย่างหนึ่ง

ถ้าคุณยังไม่เคยทุ่มเทให้อะไรสักอย่างแบบเต็มที่ทั้งกายและใจ 
คุณจะมาไม่ถึงจุด Burn Out หรอกค่ะ

แต่ถ้าคุณมีเป้าหมายในชีวิตแล้ว และคุณ Burn Out มันทรมานสุดๆ ไปเลยล่ะ 
ทรมานชนิดว่า เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาตอนเช้า คุณจะเกิดคำถามว่าทำไมวันนี้คุณถึงยังมีลมหายใจเหลืออยู่อีกนะ
 
กินอาหารให้จบๆ ไป, เพลง-หนัง-เกม-กิน-เที่ยว-ดื่ม กิจกรรมที่เคยชอบมันว่างเปล่าไปซะแล้ว
จิตใจของคุณมันทำงานหนักเกินไป จนอะไรก็ช่วยให้คุณผ่อนคลายไม่ได้อีก

ความรุ่มร้อนทรมานจากภายในส่งผ่านออกมาทางดวงตา
เวลาพูดคุยกับคนอื่น กรามคุณจะแข็ง หน้าคุณจะเขม็งตึงเครียด เสียงคุณจะสากระคายแปลกๆ
บรรยากาศรายล้อมตัวเหมือนสัตว์พองขนขู่ฟ่อฟอดเพราะโดนต้อนให้จนมุม

ทั้งหมดที่ว่ามา ถ้าคุณไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นอย่างนั้น อย่างน้อยๆ เพื่อนที่อยู่รอบตัวคุณจะรู้สึกถึงเจ้าบรรยากาศที่ว่ามาได้ แล้วคุณจะเริ่มรู้สึกว่าเพื่อนทำตัวกับคุณแปลกไป



สัปดาห์ก่อน เราได้นำเสนอของเล่นชนิดหนึ่งในสมองที่เรียกว่าปุ่ม REPLAY ไปแล้ว
วันนี้ ขอแนะนำอีกตัวนึง เป็นกลไกในสมองเหมือนกัน มีชื่อว่า Multiplier ค่ะ

ลองดูตัวอย่างการทำงานของระบบ Multiplier:
A กับ B เป็นแฟนกัน
A คิดถึง B เลยส่งไลน์ไปหา 
A เห็นแล้วว่า B อ่าน แต่ไม่ตอบ 
A ก็คิดไปต่างๆ นานาว่า ทำไม B ไม่ตอบนะ

มาดูวิธีการคิดไปต่างๆ นานาของ A กันค่ะ:
“B อาจจะงานยุ่งอยู่, อาจเปิดไลน์ในคอมบริษัท พอเปิดพร้อมกันหลายโปรแกรม มันเลย Read แล้ว แต่จริงๆ B ยังไม่ได้อ่านหรอก”
“B อาจจะประชุมอยู่ เอ... เหมือนจะคุ้นๆ ว่าเค้าเคยเล่าว่าช่วงนี้มีคนมาดูงานนี่นา”
“B อาจจะขับรถอยู่ ถ้างั้นเดี๋ยวถ้าเขาจอดรถแล้ว คงจะโทรกลับหรือส่งข้อความกลับมาละมั้ง”

ผ่านไปครึ่งวัน...
“หรือว่า ที่เมื่อคืนเรากินโยเกิร์ตของโปรดของ B ในตู้เย็น เค้าจะโกรธขึ้นมาจริงๆ เมื่อวานก็ดูงอนๆ แล้วก็เงียบไปจริงด้วย”
“หรือ B จะมีใครที่เขาสนใจในออฟฟิศ อืม... จะว่าไป หมู่นี้เค้าก็ไม่ค่อยสวีทกับเราเลย”
ฯลฯ


ความคิดของคนตีกันยุ่งเหยิงไม่จบไม่สิ้น

FACT(ข้อเท็จจริง) ของเหตุการณ์นี้คือ ในแอพไลน์ มันแสดงขึ้นมาว่า B อ่านไลน์แล้วแต่ไม่ได้ตอบ
ส่วนบรรดาความคิดทั้งหมดทุกบรรทัดที่ไล่เรียงลงมาคือ ระบบใส่สี ใส่ไข่ ใส่นมในสมอง ที่เราตั้งชื่อมันว่า Multiplier

จะเรียกว่าเป็นพลังจินตนาการของมนุษย์ก็ได้ เพราะมันก็คือพลังจินตนาการจริงๆ นั่นแหละ
แต่หยิบเอามาใช้แบบนี้ มโนกันเป็นตุเป็นตะแบบนี้ มีแต่จะทำให้คุณทุกข์ทรมานเพราะขยันสร้างเรื่องราวมาให้ตัวเองปวดหัว ทำให้ตัวเองเจ็บปวดเองน่ะสิ

ย้ำ! FACT ของเหตุการณ์นี้ มันคือ แค่แอพในมือถือมันโชว์ว่า B อ่านไลน์แล้วแต่ไม่ตอบเท่านั้นเอง


ลองมองเหตุการณ์ที่มากระทบคุณ หรือ “ปัจจัย” ที่มากระทบคุณดูสิ
FACT อยู่ตรงไหน แล้วส่วนไหนบ้างที่เป็นผลงานของ Multiplier? 

เช่น เจ้านายอาจกดดันคุณหนักจนทรมานหายใจไม่ออก คุณไม่พอใจที่เขาต่อว่าคุณต่อหน้าเพื่อนร่วมงานทั้งแผนกเมื่อ 2 เดือนก่อน ทั้งที่ตอนนั้นคุณก็ทำทุกอย่างเต็มที่สุดความสามารถแล้ว (อันนี้สำหรับคนที่มีปัจจัย perfectionist พ่วงด้วย)
หรืออาจจะคิดว่า “หัวหน้าจะอะไรกันนักกันหนา มันก็แค่ผิดพลาดนิดเดียวเอง พูดอยู่นั่นแหละ ทำให้มันโอเวอร์ใหญ่โต” 
(อันนี้สำหรับคนขาดความรับผิดชอบ... แต่นะ ถ้าคุณขาดความรับผิดชอบ คุณคงไม่มีทาง Burn Out หรอกค่ะ ที่น่าจะเป็นคือ Lack of Motivation ตลอดไปมากกว่า)

FACT: มีความผิดพลาดในการทำงานเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความผิดของ... และคุณโดนเจ้านายต่อว่า
Multiplier: คุณเกลียดเจ้านาย มาประกาศ มาขยายเรื่องเล็กให้ใหญ่โต กล้าดียังไงถึงมาหักหน้าคุณต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน ต่อหน้าคนที่คุณแอบชอบ ต่อหน้ารุ่นน้องที่คุณเหม็นขี้หน้า เจ้านายทำเหมือนคุณเป็นคนไร้ความสามารถ ที่ทำแบบนี้เพราะตั้งใจจะไม่ให้คุณเติบโตในบริษัท ขนาดป้าแม่บ้านตอนนี้ยังซุบซิบเรื่องของคุณ ทุกคนมองคุณด้วยสายตาแปลกๆ เพื่อนร่วมงานวันนี้ก็ไม่ชวนไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน หลังเลิกงานคนพากันไปเลี้ยงวันเกิดน้องคุณนั้นก็จงใจไม่ชวนคุณไป ทั้งหมดมันเป็นเพราะเจ้านายตีโพยตีพายกับเรื่องหยุมหยิมแท้ๆ ฯลฯ


เราเคยเขียนถึงเรื่องปุ่ม Replay ก็จะขอย้ำนะคะว่า เหตุการณ์มันทำร้ายคุณแค่ 1 ครั้ง
ถ้าคุณยอมให้ปุ่ม Replay ทำงาน ดึงภาพและเสียงขึ้นฉายซ้ำอีก 10 ครั้ง 100 ครั้ง คนทำร้ายตัวเอง 10 ครั้ง 100 ครั้งถัดมานั้นคือคุณเองนะคะ ไม่ใช่เหตุการณ์หรือว่าใครทำคุณ
มี “สติ” เพื่อรู้ตัวว่านั่นคือปุ่ม Replay กำลังทำงาน แล้วก็กด Pause เสียนะคะ


เช่นกันสำหรับระบบ Multiplier
เหตุการณ์หรือปัจจัยที่มากระทบ มี FACT คืออะไร มีตรงไหนเป็นการใส่สี-ใส่ไข่-ใส่นมของพลังจินตนาการ
คุณ Jen Sincero พูดไว้ได้น่าสนใจในหนังสือ You are a Badass* ว่า 
ให้ลบ “คน” ออกจากสมการ แล้วจะทำให้ใจเย็นลงมาก   
เช่น กรณีที่ 1 คุณเหยียบเปลือกกล้วยลื่นล้มก้นกระแทก
กับกรณีที่ 2 หลานชายจอมซนของคุณเล่นของเล่นกระจัดกระจายแล้วไม่เก็บ จนคุณเผลอไปเหยียบของเล่นติดล้อชิ้นนึงเข้า คุณก็เลยไถลลื่นล้มก้นกระแทก

ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้คุณล้มก้นกระแทกเหมือนกัน 

แต่เหตุการณ์แรก คุณไม่รู้ว่าใครทิ้งเปลือกกล้วยไว้ตรงนั้น คุณจะยอมรับว่ามันเป็นความซวยส่วนหนึ่ง และคุณเดินไม่ดูทางเองอีกส่วนหนึ่ง 

ส่วนเหตุการณ์ที่ 2 คุณคิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้นเหรอคะ? 
ก็อาจจะเริ่มจาก
1) ดุหลาน
2) บ่นหลาน
3) ตามไปดุแม่ของหลานว่าเลี้ยงกันยังไงนี่
4) เอาเรื่องแม่ลูกคู่นี้ไปบ่นๆ กับญาติ เพื่อน และสมาคมของคุณอีก 8 รอบ
5) เจอเด็กน้อยคนนี้คราวหน้า คุณจะเริ่มสร้างกำแพงกับเด็กคนนี้แล้ว

ความแตกต่างของ 2 เหตุการณ์นี้คืออะไร?

ในเหตุการณ์แรก “ไม่มีคน” 
แต่เหตุการณ์ที่ 2 มีคนไง

คุณ Jen Sincero บอกให้ลองลบ “คน” ออกจากสมการ แล้วเราจะใจเย็นลงมากเลย 

มาลองดูกันอีกสักตัวอย่างนึง อันนี้เป็นตัวอย่างจากหนังสือของคุณเจนเลยค่ะ

เวลาเพื่อนร่วมงานไม่มาทำงาน 3 วันแล้ว work load ทั้งหมดมาตกที่คุณ 
คุณจะรู้สึกต่างกันไหมที่จะต้องทำงานหนักขึ้น ถ้าค้นพบว่าคนที่ไม่อยู่ เขาหายไปทำอะไร
ระหว่าง A) แม่เสีย กลับต่างจังหวัดด่วน กับ 
B) ตื่นสาย ขี้เกียจมาทำงาน เลยไปนั่งคาเฟ่สวยๆ แล้วถ่ายภาพกาแฟลง instagram

FACT ของ 2 เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคุณคือ คุณต้องทำงานแทนในส่วนของเพื่อนที่วันนี้ไม่มาทำงาน
ส่วนอารมณ์ของคุณจะเป็นยังไงก็อยู่ที่คุณแล้ว
คุณเลือกได้ว่าจะโกรธ, เห็นใจ, สงสาร, ชิงชัง, รังเกียจ หรือไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้ เพราะนี่เป็นชีวิตคุณ
คุณจะขยันให้ระบบ Multiplier ทำงานและสร้างเรื่องราวมากใหม่ๆ มาเติมสีสันให้ชีวิตก็ได้
แต่ถ้าไม่ชอบ เหนื่อยแล้ว พอแล้วกับเรื่องไร้สาระที่มาทำให้จิตใจของคุณต้องทำงานหนักแบบนี้

“สติ” ก็เป็นตัวหยุดการทำงานของ Multiplier เช่นกันค่ะ

มองดูว่าตรงไหนเป็น FACT ตรงไหนเป็น Multiplier 
ถ้าสติทำงานได้ดี ก็จะมองเห็น แล้วก็หยุดได้ค่ะ



2

เอ... เล่ามาเสียยืดยาวมันเกี่ยวกับอาการ Burn Out ยังไงล่ะ

Burn Out มันคือสภาพจิตใจรับไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว พูดก็พูดคือเป็นแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพโดยสมบูรณ์ ไม่สามารถเก็บกำลังไฟฟ้าไว้ได้ ถ้าอยากใช้มือถือก็ต้องเสียบปลั๊กคาไว้เท่านั้น แบตเตอรี่ก้อนนั้นมันถูกใช้งานมาจนใช้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

คนอื่นไม่มีทางรู้หรอกว่าคุณ Burn Out เพราะอะไร
แต่อย่างนึงที่เรารู้ก็คือมันไม่สนุกหรอก

Burn Out จะเกิดกับคนที่พยายามแล้วพยายามอย่างยิ่งยวด ทำทุกอย่างสุดกำลัง แล้วทุกอย่างก็พังทลายลงมา
มันจะค่อยลามไปทีละอย่าง การงาน สุขภาพ ความสัมพันธ์ มิตรภาพ การเงิน
ทำไมโลกยังหมุนไปได้ทั้งที่คุณพังทลายลงขนาดนี้?
แล้วคุณก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกวัน
มันเป็นความทุกข์ทรมานประเภทนั้น


คุณคะ เราคงช่วยอะไรคุณไม่ได้ 
เพียงแต่หวังว่าเรื่องเล่าเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับปุ่ม Replay และระบบ Multiplier ที่เราเล่ามาจะช่วยทำให้คุณทบทวนสิ่งที่เผชิญอยู่ แล้วจะได้สบายขึ้นบ้าง
จะกดปุ่ม Pause เพื่อหยุดการทำงานของสองระบบนี้ ต้องใช้ “สติ” นะคะ
สติที่ตื่นตัวรู้เท่าทันเกมการเล่นในสมองคุณ 
ถ้าหยุดไม่ได้ จิตใจคุณก็จะทำงานหมุนวนจน overheat อย่างนี้เรื่อยไป


ในโพสต์เก่าของเราเรื่อง Creative Mindset ที่พูดถึง Resistance 
เราเห็นด้วยกับคุณ Stephen Pressfield ทุกอย่างแหละ จะเห็นต่างอยู่ก็แค่จุดเดียว

ใช่. คุณสามารถรู้ตัวได้ว่านั่นคือ Resistance ซึ่งมันไม่ใช่คุณ
แต่พอรู้ตัวว่านั่นคือ Resistance แล้ว... มันไม่จำเป็นต้องฟันฉับ-ตัดจบ-หักดิบ แบบนั้นหรอกนะคะ

เราเคยอ่านหนังสือ The War of Art ของคุณ Pressfield เมื่อ 5-6 ปีก่อน แล้วเราก็ลองตัดฉับกับความขี้เกียจ ความผัดวันประกันพรุ่ง ความเอ้ยระเหยของตัวเอง ...แต่มันทรมานนะคะ การตัดออกไปด้วยความรุนแรงแบบนั้น คุณรุนแรงกับอะไรอยู่ล่ะ? ที่คุณรุนแรงด้วยก็ตัวคุณเองนั่นแหล่ะ
 
คุณ “ใจดี” กับมันได้นะคะ

คุณรู้ตัวได้ว่า “ตอนนี้หย่อนยานเกินไปแล้วนะ” ยิ้มให้ตัวเองหน่อย หัวเราะให้ตัวเองหน่อย แล้วก็ลุกขึ้นมาทำงานของคุณต่อ

คุณรู้ตัวว่า “ตอนนี้คุณเคี่ยวกรำตัวเองเกินจุดพอดีมามากไปไกลแล้วนะ” ก็ยิ้มให้ตัวเองหน่อย บอกตัวเองให้เบามือหน่อย แล้วก็ลุกขึ้นมาทำงานของตัวเองต่อ


วิธีรักษาอาการ Burn Out ที่เราพบคือการรักตัวเองค่ะ

แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ คือจิตใจที่บอบช้ำแหลกสลาย Self-esteem ถูกทำลายไม่มีเหลือ
มองหน้าคนในกระจกช่างน่าตกใจ นี่เรากลายมาเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

“รักตัวเอง” มันไม่เหมือนการกินยาตามหมอสั่งให้ครบคอร์ส แล้วโรคก็ถูกรักษาให้หายไป
“รักตัวเอง” เป็นกระบวนการ เป็นรูปแบบการใช้ชีวิต

สิ่งที่ทำเพื่อแสดงออกว่ารักตัวเองอาจดูเล็กน้อยจนไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อชีวิตใครได้
แต่ของแบบนี้ต้องลองทำดูเองแล้วถึงจะรู้ค่ะ
ไม่ใช่ทำแค่ 1 ครั้ง 2 ครั้ง แต่เป็นการทำสม่ำเสมอ ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

จัดบ้าน. ถูบ้าน. 
อาบน้ำ. สระผม. 
หวีผม. แต่งตัว. แต่งหน้า. ใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพดีดูแลร่างกายของตัวเอง. 
ไม่กินของสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ขนมแปรรูป, อาหารแช่แข็ง.
กินอาหารสด ทำเสร็จใหม่ๆ เช่น บะหมี่ก๋วยเตี๋ยว, ผลไม้, ถั่ว, อาหารที่พึ่งปรุงเสร็จออกมาใหม่ๆ ร้อนๆ.
ออกกำลังกาย ชนิดที่ออกแล้วเราสบายใจ ไม่ต้องเป็นกีฬาที่คนนิยมก็ได้ เอาแค่เราไม่ได้อยู่นิ่งๆ. 
อาบน้ำหมา. รดน้ำต้นไม้. พาหมาไปเดินเล่น. หาดอกไม้สดมาประดับบ้าน.
ซื้อผลไม้สด ปอก-หั่น-แช่เย็นไว้ในตู้เย็น.
ทำสิ่งที่ตอนเด็กๆ คุณอยากทำ แต่ผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้คุณทำ ไม่ว่าจะหัดเล่นกีตาร์ไฟฟ้า, ซื้อสีน้ำเซตใหญ่ 84 มาระบายเล่น, ซื้อโมเดลที่คุณชอบมากมาต่อ.
 
จิตใจที่แหลกสลายบอบช้ำคือส่วนที่เป็น “เด็ก” ในตัวคุณ
ลองเอาใจเด็กน้อยคนนั้นคนที่คุณลืมตัวตนของเขาไปแล้ว

ไม่ต้องระบายสีให้เก่ง, ไม่ต้องต่อโมเดลให้เลิศ, ไม่ต้องเล่นกีต้าร์ให้ไพเราะ 
คุณทำเพื่อให้คุณพอใจก็พอแล้วล่ะ
คุณเจอคำสาปของผู้ใหญ่ที่ว่า “ต้องเก่งที่สุด ต้องดีที่สุด ต้องเป็นที่หนึ่ง” มามากเกินไปแล้วนะ

“ใจดี” กับตัวเองหน่อย
รักตัวเองมากๆ นะคะ



3

สิ่งสุดท้ายที่เราอยากแบ่งปัน ก็คือ วงจรหรือวัฏจักรค่ะ (Cycle)

เศรษฐกิจ มีช่วงถดถอย, ตกต่ำ, ฟื้นตัว, ขยายตัว.
ฤดูกาล มีหน้าฝน, หน้าร้อน, ใบไม้ร่วง, หน้าหนาว, ใบไม้ผลิ.
การเพาะปลูกก็มีฤดูพักหน้าดิน, เตรียมดิน, เตรียมเมล็ด, เพาะต้นกล้า, ปลูกพืช, ใส่ปุ๋ย, เก็บเกี่ยว.

มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ตอนนี้คุณจะรู้สึกดาวน์
ทุกอย่างก็มีขึ้นมีลงทั้งนั้น
ก็มันเป็นหลักฐานว่าสิ่งนั้นยังมีชีวิตอยู่ยังไงล่ะคะ

คิดงานไม่ออก, คิดงานออก, จมลงไปกับงาน ทำๆๆๆ, เครียดเพราะงานเดินช้า, เครียดเพราะงานไม่เดิน, ตรงนี้... เอ... ทำอย่างนั้นจะดีไหมนะ, โอ๊ย ตรงนี้แ***สุดยอด!!, อืม... ถ้าทำแบบนี้จะดีกว่าหรือเปล่า, โอย... จะรอดไหมเนียะ, ลุ้นชะมัด เสียงตอบรับจะเป็นไงบ้างฟระ, ถึงวันเปิดตัวแล้ว เอ้า ทุกคนสู้ๆ !!

แล้วก็วกกลับไปเริ่มต้นโปรเจคใหม่อีกครั้งตรงจุดเริ่มต้นที่ทุกอย่างเป็นศูนย์ เริ่มกันใหม่ตรงที่ “คิดงานไม่ออก” กันต่อไป



Burn Out ไม่สนุกเลย ไม่สนุกจริงๆ นั่นแหล่ะ
ในความมืดความทรมานแบบนั้น การตัดสินใจคือสิ่งที่คุณต้องเลือก 
ตัดสินใจ-ลงมือทำ-และไม่หันหลังกลับไปอีก

เมื่อหลุดออกมาจากความทุกข์ขนาดนั้นได้ คุณจะพบว่าโลกนี้เปลี่ยนไป

เปล่าหรอก. 
โลกไม่ได้เปลี่ยน คุณต่างหากที่เปลี่ยนไปแล้ว

แบตเตอรี่เก่าที่ใช้จนเสื่อมไม่สามารถรองรับตัวคุณที่เติบโตขึ้นอีกขั้นได้หรอก
ทางแก้ก็คือ ใส่แบตใหม่
แบตที่มีพลัง แบตที่จะอยู่คู่กับคุณไปได้อีกนานแสนนาน
แบตใหม่ที่ว่าก็คือ มุมมองใหม่ต่อการใช้ชีวิต



หากตอนนี้คุณอยู่ในช่วง Burn Out เราขออวยพรให้คุณผ่านไปได้ด้วยดี
มันเป็นบททดสอบที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้พบเจอ และถึงเจอ ชีวิตนึงก็ไม่ได้เจอบ่อยนักหรอก
 
คุณอาจว่าเราบ้าก็ได้ แต่ขอแสดงความยินดีด้วย ถ้าคุณผ่านมันไปได้ คุณจะได้เรียนรู้สิ่งมีค่าสุดๆ อย่างหนึ่งในชีวิตเลยล่ะ


โชคดีนะคะ



Nat
22.06.2018



 
*หนังสือ You are a Badass ของคุณ Jen Sincero มีแปลไทยแล้วโดยสนพ.วีเลิร์น ชื่อ “อยากทำก็ทำ อย่าให้คำพูดคนฆ่าคุณ” พึ่งวางแผงหน้าร้อนปี 2561 นี่ล่ะค่ะ

SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด

Comments

Starrysky
6 months ago
Multiplier ก็คือ​ ความคิดปรุงแต่งนั่นเองคะ
Reply
nananatte
6 months ago
ใช่แล้วค่ะ :-)
pimmier
6 months ago
ขอบคุณนะคะ กำลัง burn out อยู่พอดีเลย แต่ละประโยคโดนเต็มๆ มันคือการตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แล้วจู่ๆมันก็พังทลายลงมาหมดเลย..
Reply
nananatte
6 months ago
ตบๆ ไหล่ ให้กำลังใจค่ะ 
ขอให้คุณ pimmier แข็งแรงนะคะ หายใจเข้าลึกๆ ค่ะ :-)