"บริหารรัฐกิจ" เราเข้าใจความรู้สึกนายนะ
ตอนแรกเลยผมคิดว่ามีแต่สาขาผม ( รัฐศาสตร์การปกครอง ) ที่ได้รับผลกระทบแรงสุดจากสภาพสังคมและวัฒนธรรมระยำๆของประเทศไทย



ที่ทำให้การถกเถียงต่อยอดทางความคิดมันเกิดขึ้นไม่ได้ และ ทำให้ "การเรียนการปกครอง " ถูก #ลดทอน คุณค่าลงให้เหลือเพียง



" อะไรสักอย่างที่ช่วยให้เราได้ใบไปยื่นขอสอบเป็นปลัด/นายอำเภอได้"



แต่สำหรับพวก PA นี่น่าจะ Flow เพราะไม่ค่อยยุ่งกับ "การเมือง" ( ในนิยามของคนไทย) เน้นปฏิบัติๆ ทำงานๆ ไม่น่าได้รับผลกระทบเท่าไร



แต่่หลังจากการที่ผมเก็บข้อมูลจากรุ่นเดียวกัญ รุ่นพี่ ศิษย์เก่า เพื่อนร่วมคณะแต่ต่างสถาบันฯ ที่เข้าไปทำงานประเภท HR ( ไม่ว่าเขาจะรับรู้หรือไม่ว่ามัน คือ HR )



พบว่า เออ พวก PA แม่งก็ได้รับผลกระทบเว้ย



นั่นคือไอ่ สกิล " HR " ที่เราเรียนๆกันในคลาส PA เนี่ย พอไปทำงานเข้าจริงๆ แม่งดันเจอกับวัฒนธรรมองค์กรหน้าโง่ ที่ #ไม่เอื้อต่อการใช้สกิลHR



เช่น



1. คนเก่งไม่ถูก Recruit มาในทีม



- อาศัยว่ามีเส้นสาย , เออ ไอ้นี่มันดู #เชื่อง ดี ไม่น่าสร้างปัญหา ความคิด ความสามารถ ไม่ดู



2. คนพอเก่ง+มีเส้น ที่เก่งกว่าคนอื่นในทีม ไม่ได้แสดงความสามารถ



- เพราะอำนาจการบริหารถูกผูกขาดด้วย "คนที่บังเอิญเกิดก่อนคนอื่น " หรือ คนที่มีคนนับหน้าถือตามากกว่า



3. คนอื่นๆในทีมไม่กล้าแสดงความคิดเห็น / หรือแสดงได้ #พอเป็นพิธี



- ด้วยวัฒนธรรมองค์กรล้าหลัง คนไม่กล้า "ซัด" กันในการประชุม ไม่กล้าเอาไอเดียดีๆออกมาพูด เพราะกลัวเดี๋ยวจะไปขัดใจใครในกลุ่มเข้า ซึ่งก็พอเดาได้ว่า คนในวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้จะมีความ "อดทนต่อความเห็นต่าง" มากน้อยแค่ไหน



- บางองค์กรที่ "เสมือนว่าก้าวหน้า" จะทำทีเป็น "มีอะไรพูดคุยกันตรงๆได้เลยนะ " แล้วก็จะมีคนแสดงความเห็นออกมา

แต่ก็ได้แค่ "แสดง" เพราะสุดท้ายไอเดียก็มาจาก คนหน้าเดิม ที่อยู่ในลำดับชั้นความลับลึกสุดในกลุ่มอยู่ดี



V



ผลที่ตามมา คือ องค์กร ตกอยู่ในสภาวะ "ตัน" ขาดแคลนไอเดีย ทำเชี่ยไรก็เจอแต่ปัญหา นอกจากความตั้งใจแล้วก็ไม่มีอะไรเหลือเลย



เพราะมันสมองในการคิดถูกใช้แค่ 5% จาก 100% ถ้านับจากอัตราส่วนจำนวนคน



4. พอมีคน raise ประเด็นว่าควรมีการเปลี่ยนระบบการจัดการให้ วัดผลได้ มีประสิทธิภาพกว่านี้ ก็จะมีคนบอกว่า "มันยุ่งยาก" ไม่ก็ตีมึนไม่ฟังไปเลย



- เปรียบเทียบเหมือน มีคนเสนอว่า เรามาประกอบจักรยานกันดีกว่า จะได้ไม่ต้องเดิมเหนื่อย ก็จะมีคนบอกว่า "กูขี้เกียจประกอบจักรยานว่ะ ยุ่งยาก " แล้วไอ่หน้าเดิมนี่แหละที่จะบ่นอีกทีว่า " เดินเหนื่อยโว้ย" โดยไม่ได้คิดเลยว่ามันก็เป็นผลมาจากการ "ขี้เกียจ" ของสูนั่นแหละ



5. เมื่อเจอปัญหา ไม่ค่อยมีใครโทษระบบการจัดการ แต่จะหา "เหยื่อ" มาสังเวยความโกรธแค้นของประชาชี โดยการหา "ใครสักคน" แล้วโทษว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากมัน แล้วคงสภาพระบบบริหารแบบ "ซ้งล้งเซ้งเล้ง" เอาไว้ต่อไป



- ซึ่งเอาจริงๆมันไม่ได้หา "เหยื่อ" ยาก



องค์กรที่ไร้การจัดการ เปรียบเสมือระเบิดเวลาที่ถูกโยนไปมาระหว่างคนในทีม ขึ้นอยู่กับเวลา และ ดวง ว่า



"หวย" จะไปออกที่ใคร

.

.



( นั่น ไม่ต้องผวนคำ โพสต์นี้จริงจัง เดี๋ยวเสียฟีลหมด 5555)



6. ประเทศเราไม่เคยให้ค่าคนเก่ง "ทฤษฎี" หรือ "นักวางแผน"



แต่จะจับพวกนี้ไปทำงาน Unskilled แทน พอมันไม่ทำ เพราะไม่ถนัด ก็ blame ว่าเป็นพวก "ดีแต่พูด"



------------------------------------------



สรุป : แม้แต่สาขาที่เน้นภาคปฏิบัติ และ ไม่พูดถึงเรื่องนามธรรม อุดมการณ์ อะไรที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประเทศไทย ก็ยังได้รับผลกระทบในทำงาน เพราะ วัฒนธรรมองค์กรแย่ๆของประเทศเรา



สำหรับน้องๆที่อ่านโพสต์นี้อยู่ อาจมีคำถามว่า "แล้วหนูควรทำไงคะพี่ " บอกได้สั้นๆเลยว่า หนูลูกก็เลือกเรียน IR แล้วหาช่องทางไปทำงานต่างประเทศเถอะลูก นั่นแหละทางออกที่ดีที่สุดจากปัญหานี้ สวัสดี
SHARE
Writer
K_Kabot
Drummer,Commissar,HR,RappeR
อดีตนักเขียน Music Column @JOOX ,บ.ก.กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทรุ่น 1-4 ปัจจุบันเป็น Rapper วงซ้ายจัดชื่อ กบฏสบถ และตีกลองให้วง Kalibut เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) สนใจในประเด็น ปรัชญาการเมือง,ดนตรี,เพศ มีทั้งความสาระดีและสารเลว ปะปนกันไป สำหรับการจ้างงานเขียน หรือ อยากพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องตั่งต่าง ติดต่อได้ผ่าน FB: มือกลอง กบฏ เด้อครับเด้อ

Comments