ร้านหนังสือเที่ยงคืน - 49 สายลม
คืนนั้น ลูกค้าเข้ามาที่ after dark ไม่ขาดสาย รอจนใกล้สว่างลูกค้าจึงทยอยกลับออกไปจนหมด ทิ้งไว้เพียงผู้จัดการร้านนั่งเพียงลำพังประจำอยู่หลังเคาน์เตอร์

สายตาของปูนหยุดมองที่บานประตูกระจก เขาสงสัยว่าวันเวลาภายนอกประตูบานนั้นจะเป็นอย่างไร

ความมืดดำนิ่งงัน ความมืดมิดเฉกเช่นความรู้สึกเดียวกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในห้องของเขา

เขาขาดเรียน กลับมาอยู่คอนโดได้พักใหญ่แล้ว ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ไม่หิว ไม่อยากทำอะไรสักอย่าง ไม่มีเหตุผลที่จะหายใจ ไม่มีเหตุผลที่จะลืมตาตื่น ปิดห้องไว้ ตื่นมาก็หลับต่อ มันคืออะไร มันคืออะไรงั้นเหรอ มันคือสุดท้ายแล้วเขาก็จะเหลือตัวคนเดียวใช่ไหม

แมวห้องข้างๆ แอบเข้ามาในห้องอีกแล้ว มันจ้องมองเขาเหมือนมองสัตว์ประหลาด มันเห็นธาตุแท้เขา มันมองผ่านหน้ากากแล้วเห็นตัวตนน่ารังเกียจว่างเปล่าไร้ค่าข้างใน เขาขยำผ้าห่มโยนไล่มันไป แมวเอี้ยวตัวเล็กน้อยแค่พอหลบพ้น มันแสยะยิ้มมุมปาก แล้วหันหลังเดินจากไป

แม้แต่แมวยังรู้ว่าเขาอ่อนแอ

เขาเหม็นตัวเอง อยู่แต่บนเตียงมานานเท่าไร เหงื่อเหนียวชุ่มโชก เหม็นกลิ่นบูดเน่า กระป๋องเบียร์ตกเกลื่อนพื้น ใบหน้าสากระคาย เขารู้สึกตัวเองเป็นขยะเน่าๆ ไม่มีใครสนใจ ไม่มีคนเหลียวแล สุดท้ายแล้ว เขาก็ตัวคนเดียว

เสียงไขกุญแจห้องดังขึ้น ได้ยินเสียง “ขอบคุณครับ/ค่ะ” ดังระงมก่อนที่เพื่อนร่วมห้องของเขาจะกรูกันเข้ามาในชุดนักเรียน บุกรุกเข้าสู่ดินแดนส่วนตัวของเขา

พอต้นเห็นสภาพห้องก็ถึงกับผงะ แต่ก็พุ่งตรงเข้ามากอดเขาทันที เสียงต้นเพี้ยนเหมือนจะร้องไห้ น้ำเสียงโหยหวนดีใจที่ยังเห็นเพื่อนมีชีวิตอยู่ ต้นรู้แค่ว่าเขาไปบ้านญาติต่างจังหวัด แต่ขาดการติดต่อไปนานเกินจนร้อนใจ เขาขาดเรียนหลายวันและต้นก็ติดต่อเขาไม่ได้ จนวันนี้เพื่อนไปเดินเรื่องที่นิติฯ ขออนุญาตเปิดห้องเพื่อตามหาเพื่อนร่วมห้องที่หายไป เพื่อนๆ อีกหลายคนที่มากัน แต่ละคนบีบจมูกไล่กลิ่นเบียร์หกผสมเศษอาหารไม่ได้เก็บกวาด

ต้นฉุดเขาออกจากเตียง ผลักเขาเข้าห้องน้ำ โยนเสื้อผ้าผ้าเช็ดตัว สั่งเขาให้อาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วพาเขาออกจากห้องไปกินข้าว กินอาหารจริงๆ อาหารทำสดๆ ที่ได้กินเป็นมื้อแรกในรอบหลายวัน

เมื่อกลับมาถึงคอนโด เพื่อนนักเรียนกลับไปแล้ว และห้องเขาก็กลับสู่สภาพสะอาดสะอ้านเป็นผู้เป็นคน พิมพ์ชนกยังรออยู่ที่ห้องเพื่อคืนกุญแจให้ เพื่อนคนอื่นรีบออกไปเรียนพิเศษกันหมดแล้ว

พิมพ์เปิดม่านให้แสงและอากาศผ่านเข้ามาในห้อง พิมพ์บอกเขาว่าอย่าอยู่อุดอู้ เธอไม่รู้หรอกว่าเขาผ่านอะไรมา แต่ถึงอย่างไร เขาก็ไม่ได้ตัวคนเดียวในโลกแน่นอน พิมพ์พูดด้วยความมั่นใจ มันไม่ใช่ประโยคปลอบใจ แต่เธอหมายความตามที่เธอพูดทุกคำ

“ไม่มีใครอยู่ตัวคนเดียวในโลกหรอก คิดดูดีๆ” เธอหันไปทางต้น ต้นที่หน้าซีดเมื่อแรกเปิดประตูเข้ามาเมื่อกี้ กลับมาพูดจาดังลั่น เก็บข้าวของอาหารสดแช่ในตู้เย็นท่าทางร่าเริงดีเหมือนเดิมแล้ว

เขาไปโรงเรียนวันถัดมา วางกระเป๋านักเรียนลง และทักทายเธอที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ

พิมพ์ชนกทักเขาตอบกลับมา เขาเกิดความรู้สึกว่าเธอก็เป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งมานับแต่นั้น



มีเสียงหัวเราะในร้านหนังสือ จะเป็นเสียงของใครได้นอกจากตัวเขา ผู้จัดการหัวเราะตัวเอง หัวเราะที่ต้องรอมานานขนาดนี้กว่าจะเข้าใจ มันเนิ่นนานเหลือเกินกับการรอคอย เขาเกือบจะถอดใจแล้ว จวบจนวันที่พิมพ์ชนกในชุดนักเรียนเปิดประตูบานนั้นแล้วก้าวเข้ามาในร้าน

ผู้จัดการจ้องมองภาพหญิงสาวอ่านหนังสือสีซีดถลอกบนผนัง ในความทรงจำอันเนิ่นนาน ความรู้สึกหลากหลายประดังประเด

“ถ้าวีไม่ได้เป็นหมอ วีคิดว่าวีจะเป็นอะไร?”

คำถามบาดใจที่พิมพ์ถาม... คืนนั้น ทะเลาะกับพิมพ์ ทะเลาะกันเรื่องไร้สาระมาก เผลอเหยียบก้าวล่วงเส้นที่ไม่ควรข้าม ไม่ว่าพิมพ์จะทำอาชีพอะไร อย่างไรก็เป็นงานสุจริตเกิดขึ้นจากความตั้งใจดี เขาไม่น่าหลุดปากใส่อารมณ์แบบนั้น แต่ถึงไม่พูดออกไปตอนนั้น แน่ใจได้ไงว่าวันอื่นจะไม่พูด

เขาไม่ได้โกรธพิมพ์หรอก เธอไม่ผิดอะไร ที่ดูถูกเธอไปทั้งหมดนั่น สุดท้ายมันก็คือความโสโครกโสมมในจิตใจ โคลนดำย่ำไปเหนียวเปรอะเท้า โคลนตมที่พยายามล้างยังไงก็ไม่อาจลบ รอยเท้าสกปรกน่าเกลียด

ยิ่งมองหน้าพิมพ์มากเท่าไร ตอนนั้นเขาก็ยิ่งนึกรังเกียจตัวเอง ที่มันแสบร้อนทรมานข้างใน ก็เพราะปีศาจน่ารังเกียจในตัว พิมพ์มีชีวิตเป็นอิสระ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ลงมือถางทางตะลุยสร้างอาณาจักรของตัวเองอย่างที่เขาไม่มีทางมี พิมพ์ชนกคนนั้น...



เขาหวนนึกถึงวันอากาศอุ่นในฤดูหนาว

ช่วงต้นปี สมัยเรียนอยู่ชั้นม.๖ เพื่อนนักเรียนส่วนมากอยู่ในค่ายติวพิเศษ โรงเรียนจัดค่ายขึ้นสำหรับเน้นสอนทำข้อโจทย์สอบรับตรงของมหาวิทยาลัยดังในจังหวัด เขาสอบติดคณะแพทย์ไปตั้งแต่รอบโครงการเรียนดีแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเข้าค่ายอีก พิมพ์อยากเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับส้ม ต้องรอสอบรอบทั่วประเทศเดือนมีนาคมอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งสองคนไม่เข้าค่ายเพราะเห็นว่าเข้าไปก็ไม่ช่วย เพราะแนวข้อสอบแตกต่างกัน

จากนักเรียนม.๖ ทั้งชั้น เหลือเพียงสามสิบคนเท่านั้นที่เลือกจะไม่เข้าค่าย ดังนั้นคนที่มาโรงเรียนก็แทบจะถูกปล่อยอิสระ ทุกคนที่เหลือมานั่งกองรวมกันที่ม้านั่งใต้ตึกไม่แยกห้องเรียนอีกต่อไป นั่งตรงนี้ได้ตากแดดอุ่นๆ จับกลุ่มติวกันเป็นโต๊ะ อยากถามปัญหาวิชาอะไรก็เดินไปถามครูที่ห้องพักอาจารย์ ยังไงก็จะมีอาจารย์สักคนเหลืออยู่เพื่อตอบคำถาม อาจารย์สลบกันไปติวในค่าย นักเรียนชั้นม.๔-๕ ยังเรียนกันอยู่ตามปกติ

เพื่อนของเขาเป็นฝ่ายเริ่ม บอกว่าอยากดูหนัง มีหนังผีตลกเข้าฉายในโรงอยู่ ไปดูกันเถอะ ในวงนั้นมีเพื่อนผู้ชายสามคน พิมพ์ ส้ม กับเพื่อนผู้หญิง นักเรียนชายสองคนชันเข่าเป็นฐานอยู่ด้านล่าง ส่วนเขานั่งอยู่บนกำแพงเป็นฝ่ายดึงคนขึ้นไป

เขาน่าจะนึกได้เมื่อนานมากแล้วว่านั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้จับมือของเธอ

เหตุการณ์จริงเกิดขึ้นแค่ชั่วพริบตา เพราะทันทีที่ยามวิ่งไล่กวดมา ทุกคนก็วิ่งโกยเต็มกำลัง แต่ความรู้สึกของปลายนิ้วสัมผัสยังหลงเหลืออยู่



ผู้จัดการย้อนนึกถึงสัมผัสที่หลงเหลือบนปลายนิ้ว

ทันใดนั้น ประตูร้านก็ผละออก ลมหอบใหญ่พัดเข้ามาจนกระดาษปากการ่วงตกกระจัดกระจาย เจ้าลมประหลาดนั้นเหมือนจะล่วงรู้ว่าเขายืนอยู่ตำแหน่งใด

ทันทีที่ลมปะทะร่าง พลังรุนแรงพลันสลายกลายเป็นอ้อมกอดของใครคนหนึ่ง ผู้จัดการไม่ได้ตกอยู่ในภวังค์ เขาฉวยร่างนั้นที่เฝ้ารอเนิ่นนานเข้ามากอดแน่น สองแขนอ่อนโยนของเธอโอบกอดเขาไว้

จะไม่ยอมให้เธอจากไปไหนอีกแล้ว

ศีลธรรม จริยธรรม ความรัก หรือความจริง เขาและเธอมัวแต่เล่นซ่อนหาอยู่ในวงกตอันว่างเปล่า

ดวงตะวันภายนอกกำลังจะขึ้นส่องฟ้า ถนนร้างลาผู้คน ภายในร้านหนังสือที่เงียบสงบ หยดน้ำรินไหลลงสู่แก้มซีดขาว ปูนถอดแว่นออกเพื่อเช็ดคราบน้ำตา ปลายนิ้วของเธอประคองข้างแก้มเขาแผ่วเบา วันเวลาทั้งหมดที่ผ่านเลยถูกปิดผนึกลงแล้วในอ้อมแขนที่มีกันและกัน

SHARE
Written in this book
ร้านหนังสือเที่ยงคืน
after dark เปิดทำการหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เพียงมองหา คุณจะพบร้านแห่งนี้ซ่อนตัวตามมุมตึกมืดมิด ลองนึกถึงหนังสือบางเล่มที่คุณหลงลืมไปแต่ยังติดค้างในความทรงจำสิ ร้านหนังสือแห่งนี้ จะเปิดไว้คอยต้อนรับคนเช่นคุณ

Comments