สงครามที่ยังไม่เคยได้ชัยชนะ #เรื่องบันดาลใจจากแผ่นดินไหวเมื่อเช้านี้
การนั่งมองวิวท้องฟ้า ทะเล และท่าเรือ ฟังเสียงลมพัด แทรกด้วยเสียงรถหวอที่ดังไม่ขาดสาย ช่างได้บรรยากาศเหลือเกินในสถานการณ์ตอนนี้

เมื่อเช้า แทนที่จะเป็นเสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้เช่นทุกที หลายชีวิตกลับถูกปลุกขึ้นด้วยสัญญาณเตือนแผ่นดินไหว และแรงสั่นที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นนี้ โกเบเป็นเมืองที่ตั้งอยู่นอกโอซาก้า แน่นอนว่าแรงสั่นสะเทือนที่นี่เทียบไม่ได้เลยกับศูนย์กลางแผ่นดินไหว และบริเวณใกล้เคียง
แต่ในความเงียบ ก็ยังคงมีการเคลื่อนไหว 
ในทวิตเตอร์และช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ภาพความเสียหายถูกส่งต่อ ๆ กัน เช่นเดียวกับคู่มือการรับมือแผ่นดินไหว รถไฟประกาศหยุดตลอดสาย มหาวิทยาลัยงดการเรียนในช่วงเช้า ตามมาด้วยประกาศงดการเรียนตลอดทั้งวันในเวลาต่อมา 

เมืองที่ปกติเงียบสงบอยู่แล้ว วันนี้กลับดูเงียบกว่าทุกครั้ง แต่ในความเงียบ ก็ยังคงมีการเคลื่อนไหว แม้จะไม่ถึงขั้นเกิดการจราจรติดขัดบนถนนกลางเป็นลานจอดรถอย่างในกรุงเทพฯ แต่แค่เพียงมีรถยนต์วิ่งต่อกันไปบนถนน เป็นแถวยาวไม่ขาดสาย .. ก็นับว่าเห็นได้ไม่ง่ายนัก ในประเทศที่คมนาคมกลางเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย บางคนออกจากบ้านแล้วกลับมาพร้อมกับถุงอาหาร ในร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ไม่เหลือน้ำเปล่าและข้าวปั้นบนชั้นแล้ว .. ซึ่งจะเป็นความบังเอิญหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้

สายโทรศัพท์จากทางสถานทูตโทรมาถามสถานการณ์ และให้เตรียมตัวไว้ ไม่มีใครรู้ว่าแผ่นดินไหวอีกระรอกที่จะตามมาจะเป็นยังไง มันอาจจะเล็กลง เท่าเดิม .. หรืออาจจะรุนแรงกว่าก็ได้ แต่ในบทสนทนาทั้งหมดทั้งมวล ประโยคหนึ่งได้ยื่นมือเข้ามากระตุกความคิด

'โกเบน่าจะไม่เป็นอะไร เพราะเป็นเมืองใหม่ สร้างมารับมือแผ่นดินไหว'

โกเบน่าจะไม่เป็นอะไร .. เหมือนประโยคนี้จะลอยไปลอยมาอยู่ในเกลียวคลื่นที่สาดเข้ากระทบฝั่ง ในสายลมที่พัดซัดเข้ากระทบใบหน้า และเสียงหวอที่ค่อย ๆ แผ่วจางหายไปตามระยะทางที่เคลื่อนห่าง

เรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอดีตของเมืองแห่งนี้ เรามีข้อมูลอยู่ในหัวไม่มากนัก เพียงแค่ 'พอจะเคยได้ยินมาบ้าง' ว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมืองทั้งเมืองแทบจะเรียกได้ว่าย่อยยับ และแน่นอน เช่นเดียวกับการแผ่นดินไหวใหญ่ทุกครั้ง... คือเกิดการสูญเสีย ทั้งในทางทรัพย์สิน และชีวิตคน

การอยู่ในญี่ปุ่นมาเป็นเวลาร่วม 3 ปี ไม่มีทางที่จะไม่เคยผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวเล็ก ๆ และด้วยความที่มันเล็ก เราเลยไม่เคยนึกถึงแผ่นดินไหวในแง่นี้มาก่อน

มันคือสงคราม ที่ญี่ปุ่นเผชิญมาตลอด

แน่นอนว่าการแผ่นดินไหวในโลกนี้มีอยู่หลายที่ และแต่ละที่ก็มีการรับมือที่แตกต่างกันไป เราทำนายการบุกมาของมันได้ไม่ง่ายนัก แต่เราพัฒนาวิทยาการของเรามาเสมอ

ธรรมชาติจู่โจมเราอย่างกองโจร มาโดยไม่ทันให้ตั้งตัว และชั่วพริบตา ค่ายปราการที่เราเพียรสร้าง ก็อาจจะถูกตีแตกพ่ายได้อย่างง่ายดาย 

โกเบ คือหนึ่งในค่ายที่เคยพ่ายยับ .. คือความหมายมั่นปั้นมือใหม่ว่า เราอาจจะชนะได้ .. แต่อะไรล่ะคือชัยชนะ ในเมื่อธรรมชาติไม่เคยพรากอธิปไตยไป ถ้าหากชัยชนะอยู่ที่การลดความเสียหาย 
ป้อมปราการใหม่นี้ จะทำได้ดีแค่ไหน ?

เพลงนั้นมีชื่อว่า 'ดอกประดู่'

เมื่อพูดเรื่องข้างน้ำข้ามทะเลอย่างนี้ อาจจะทำให้นึกภาพตามได้ไม่ดีนัก ระหว่างทางเดินลงเขาเพลิน ๆ สมองก็พลันนึกถึงบทเพลงหนึ่งขึ้นมาได้ .. เพลงนั้นมีชื่อว่า 'ดอกประดู่'

ท่อนหนึ่งในเนื้อเพลงร้องว่า "พวกเราจงดู รู้เจ็บแล้วต้องจำ" คำอธิบายหนึ่งของเนื้อเพลงนี้บอกว่า หมายถึงเหตุการณ์ ร.ศ. 112 วิกฤตการณ์ระหว่างสยามและฝรั่งเศส เหตุการณ์ช้ำใจที่ฝังอยู่ในประวัติศาสตร์ การรับรู้ และถูกผลิตซ้ำต่อ ๆ กันมาร่วมร้อยปี เหตุการณ์นี้คือแรงบันดาลใจให้เพลงนี้ถูกแต่งขึ้น เป็นเหมือนสาส์นทางตรงที่ส่งต่อผ่านกาลเวลา ว่ามันจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

การเตรียมพร้อมไม่ใช่แค่กำลังทหารของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 
เราไม่ค่อยเข้าใจการรบการสงครามเท่าไร แต่ด้วยประโยคสั้น ๆ นี้ ก็เดาว่าความคับแค้นใจของคนที่มีหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการ 'รักษาประเทศ' คงลุกไหม้เป็นเพลิงในใจ ที่ฝากรอยไว้ไม่น้อย ในทางกลับกัน บนประเทศเกาะที่ห่างออกมากว่าห้าชั่วโมงเครื่องบิน "พวกเราจงดู รู้เจ็บแล้วต้องจำ" ของที่นี่ อาจไม่ได้หมายถึงศัตรูที่เป็นชนชาติใดชนชาติหนึ่ง แต่อาจหมายถึงศัตรูที่ยิ่งใหญ่จนยากที่มนุษย์จะทัดเทียมได้ นั่นคือ 'ภัยธรรมชาติ' ทั้งแผ่นดินไหว และสึนามิ 

การเตรียมพร้อมสำหรับการศึกนี้ ไม่ใช่แค่กำลังทหารของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการสร้างเมืองทั้งเมือง ตั้งแต่ตึกราบ้านช่อง ส่วนประกอบที่เป็นโครงสร้าง ไปจนถึงระบบไฟฟ้า น้ำประปา ระบบท่อก๊าซหุงต้ม คมนาคมขนส่งกลาง ถนน การสื่อสาร ด้วยพื้นฐานของงานวิจัยวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม จิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ แต่ละตัวประกอบเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นสังคมที่ผู้คนใช้ชีวิต การคิดค้น สร้างสรรค์เกิดขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสงคราม ที่คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

สงครามที่คงไม่มีใครอยากรู้ผล
สงครามที่หากวัดชัยชนะด้วยความสูญเสีย .. ก็แทบจะเป็นไปได้

แต่มันก็เป็นสงครามที่เราไม่อาจเจรจาได้เช่นเดียวกัน

ตอนนี้เสียงรถหวอเงียบหายไปแล้ว เหลือเพียงเสียงแป้นพิมพ์ที่กำลังดังแทรกผ่านเสียงลมอยู่ในขณะนี้ .. วันนี้อาจยังไม่ใช่คราวของเมืองโกเบ .. ทว่าในอนาคต การเผชิญหน้ากันโดยตรงคงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าทุกคนที่สร้างค่ายปราการแห่งนี้ขึ้นมาด้วยความรู้ และพละกำลังต่างหวัง ว่าเหตุการณ์อย่างในอดีตนั้นต้องไม่เกิดขึ้นอีก

เช่นกัน ทุกคนต่างกำลังหวัง ว่าค่ายปราการของโอซาก้า และบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวทุก ๆ ที่จะแข็งแรงพอ และขอให้ทุกชีวิตปลอดภัย

สุดท้าย ขณะที่สายลมยังพัดแหวกผ่านไอแดดร้อนระอุของเดือนมิถุนา เราย้อนนึกถึงคำพูดที่ได้ยินในคณะอยู่สองสามครั้ง ครั้งหนึ่งคือในสารคดีระหว่างคาบ ครั้งที่สองคืออาจารย์ และครั้งที่สามคือจากปากนักศึกษารุ่นพี่

"รู้สึกเสมอว่า ทุกคนรออยู่"

เขาพูดกันว่าอย่างนั้น แม้กระทั่งในคาบบริหารพื้นฐานของที่นี่ ยังบอกเสมอว่าการทำงานทุกอย่าง มันไม่ใช่แค่เรื่องของเงินหรือเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้กับสังคม ไม่ใช่แค่เพียงลูกค้า แต่คือทุกชีวิต ไม่ใช่แค่บนแผ่นดิน แต่เป็นบนโลก

ทุกอาชีพต่างสามารถใช้ 'หนึ่งสมอง และสองมือ' สร้างแผ่นดิน ไม่ได้ต่างจากบรรพชนที่สละชีพเพื่อรักษาชาติ เพียงแต่ปราศจากการฆ่าฟันกันให้เสียเลือดเสียเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ถือดาบ ถือเข็มฉีดยา ถือไม้ฉาก หรือหูโทรศัพท์ ไม่ว่าจะปรากฏกายอยู่ในหน้าจอโทรทัศน์ ซ่อนตัวอยู่ในห้องแลป ยืนอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างที่หอกลั่นกลางทะเล หรืออาบเหงื่อต่างน้ำอยู่ในเหมืองใต้พิภพ บินอยู่บนฟ้า ดำอยู่ในน้ำ จะสร้างปัญญาประดิษฐ์ หรือปลูกข้าวทำสวน หรือจะใครอะไรก็ตามแต่ ล้วนเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ประติดประต่อ ร่วมสร้างสังคมในภาพใหญ่

วันหนึ่งลมหายใจของเราก็ต้องขาดไป แต่ตราบใดที่โลกใบนี้ยังดำรงอยู่ สงครามของคนกับธรรมชาติคงไม่มีวันสงบนิ่ง อะไรคือหนทางชนะ หรือเราจะไม่สามารถเจรจากันได้เลยจริง ๆ หรือ สิ่งใดคือสันติวิธี ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ คำถามมากมายถูกคิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกวัน ด้วยสมองเดียวกัน และด้วยสมองใหม่ ในการไหลของกระแสเวลา ความรู้ถูกบันทึกและส่งผ่าน 

ด้วยความหวังว่า เราจะได้เข้าใกล้คำว่าชนะ ไม่ต้องถึงกับตีข้าศึกให้ล่าถอยได้ ขอเพียงลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ด้วยกันให้ได้มากที่สุด .. อีกสักนิดหนึ่งก็ยังดี แม้มันจะแทบไม่มีโอกาสชนะได้เลยก็ตาม
SHARE
Writer
Sukritsra
Human
นักท่องเที่ยวในความคิด ใช้ชีวิตในเรื่องราว | I write the story that writes who I am. | ทุกตัวอักษรของฉัน คือคำอธิบายตัวฉันที่ดีที่สุดแล้ว :))

Comments