ร้านหนังสือเที่ยงคืน - 48 มรดก
วียอมรับสภาพความจริงได้หลังลืมตาตื่นไม่นานนัก โชคดีแขนขวาไม่ต้องตัดทิ้งถึงจะโดนเหล็กเฉือนเส้นเอ็นไป แขนยังมีอยู่ แต่โอกาสกลับมาขยับนิ้วได้ดีดังเก่าแทบเป็นไปไม่ได้ วีลืมตาตื่นเห็นเพลงกับทรายในสภาพอิดโรยแบบนั้น ความรู้สึกเดียวที่เขามีคือต้องรีบกลับมาแข็งแรงเพื่อไม่ให้ทุกคนเป็นห่วงไปมากกว่านี้

ทรายบินกลับจากอเมริกาทันทีเมื่อรู้ข่าว ครอบครัวของเพลงแวะเข้ามาเยี่ยม วีเห็นเพลงต้องคอยต้อนรับคนมาเยี่ยมไข้ ต้องลางานมาดูแลเขา เพลงถามเขาว่าวันนี้รู้สึกยังไงบ้าง เขาตอบเธอว่าเขาไม่เป็นไร เป็นเพลงนั่นแหล่ะที่ต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีๆ

จนถึงบัดนั้น วีก็ยังไม่รู้ว่าพิมพ์ไม่อยู่แล้ว เขาเข้าใจว่าเธอคงพักฟื้นอยู่ในห้องถัดๆ ไป กระทั่งเอ่ยปากถามว่าพิมพ์อยู่ห้องไหน ไปเยี่ยมได้รึเปล่า เขาถึงพึ่งรู้ความจริง

หลังจัดการงานศพพิมพ์เรียบร้อย คุณลุงผู้ช่วยของคุณรุ่งนภาติดต่อวีมาเพื่อแจ้งพินัยกรรมของพิมพ์ให้เขาทราบ พินัยกรรมบอกว่าพิมพ์ยกร้านกังหันให้เขา โตสามารถดูแลทุกอย่างในร้านได้หากเขาไม่อยากเข้าไปจัดการทั้งหมดเอง

ใบหน้าวีตอบลงจนกระดูกโหนกแก้มเห็นเด่นชัด สายตาเปลี่ยนไปมากจนต้องตัดแว่น มีแต่คนทักว่าเขาดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เพลงยังยืนยันจะแต่งงานกับเขาดังเดิม แม้จะรู้ว่าเขาไม่อาจเป็นศัลยแพทย์ได้ต่อไป

ทรัพย์สินที่วีฝากลงทุนไว้กับต้นมีปัญหา เงินกองที่ใช้ลงทุนเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเสี่ยงกว่าที่คาดและทำเงินของทุกคนหายไปหมด วียังโชคดีมีมรดกที่อาเป็นคนดูแลให้ ก็เพียงพอจะใช้ชีวิตแต่ละเดือนได้อย่างไม่ฟุ่มเฟือย ส่วนเรื่องกังหัน เขาแวะเข้าไปเฉพาะเวลาอยากหาอะไรมาอ่าน ที่เหลือโตก็ดูแลได้หมดตามที่พิมพ์คาดการณ์



ช่วงเวลาพักฟื้น เขาเริ่มหัดเขียนหนังสือข้างซ้าย หัดทุกอย่างใหม่เหมือนเด็กเล็กๆ พักฟื้นอยู่นานและเข้าออกโรงพยาบาลเป็นกิจวัตร พร้อมๆ กับเลี้ยงดูลูกชาย วีใช้มือซ้ายถนัดขึ้น หยิบจับถนัดมือ ใช้ตะเกียบมือซ้ายได้แล้ว

ชีวิตที่ไม่มีพิมพ์ราวกับอาศัยอยู่ในฟองอากาศ มีช่องว่างกั้นกลางระหว่างเขากับโลกใบนี้ ไม่มีใครกล่าวโทษเขาเลย แม้แต่คุณยายของพิมพ์หรือคุณแม่ของพิมพ์ก็ไม่มีการสาปแช่งโกรธเกลียดเขาเลยแม้แต่น้อย



ลูกสาวคนที่สองคลอดตามมาในปีหลังจากนั้น มีรุ่นพี่เข้ามาทาบทามวีให้ไปทำงานกับบริษัทจัดหาแพทย์ส่งตามหน่วยงานเอกชน บริษัทนี้เป็นบริษัทฝรั่ง จัดจ้างแพทย์ไปนั่งตามหน่วยงานและโรงเรียนต่างๆ แพทย์ที่เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นแพทย์เกษียณแล้ว แต่แพทย์บางคนที่ไม่อยากทำงานโรงพยาบาลและต้องการอิสระก็มีไปสมัครเหมือนกัน งานไม่ยาก เหมือนเป็นคุณครูประจำห้องพยาบาล ตรวจวินิจฉัยอาการเบื้องต้น ให้คำแนะนำในการรักษาตัวต่อ หรือแนะนำให้ไปตรวจรักษาเฉพาะทางด้านใดด้านหนึ่งที่โรงพยาบาล

วีทำงานสัปดาห์ละสี่วันที่บริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง ตอนเช้าออกตรวจที่ตึกหนึ่ง ตอนบ่ายก็ย้ายไปนั่งประจำอีกตึกแทน มีคนมาให้รักษามากกว่าที่คาดจนพยาบาลหน้าห้องต้องแจกบัตรคิวล่วงหน้า แต่อาการก็ไม่แตกต่างกันมาก ส่วนใหญ่เป็นหวัดไอ โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ กล้ามเนื้อ ความเครียด มีบ้างมาปรึกษาอาการนอนไม่หลับ บางวันคนไข้มาปรึกษามาก แต่ไม่ว่ามากขนาดไหนก็ไม่วุ่นวาย ชีวิตราบเรียบจนรู้สึกว่างเปล่า



เพลงทำงานแปลเอกสารส่งสถานทูตในช่วงดูแลลูกอยู่ที่บ้าน เธอคลุกคลีในวงการมานานพอที่จะเชี่ยวชาญศัพท์ทางกฎหมาย และรายได้ก็ดีทีเดียว เธอดูแลลูกทั้งสองได้ไม่มีข้อบกพร่อง

ทรายมาพักอยู่ด้วยช่วงสั้นๆ หลังเรียนด็อกเตอร์จบแล้ว เธอมาเล่นกับหลานๆ และก็ขออนุญาตเพลงยืมตัวพี่ชายไปเที่ยว ทรายอยากไปไต้หวันแต่ขี้เกียจหาข้อมูลท่องเที่ยวเองและไม่อยากไปกับทัวร์ มองไปรอบตัวก็ไม่เห็นใครจะว่างเท่าพี่ชายของเธออีก น้องสาวจึงมาขอคุณหมอจัดทริปให้แล้วบินไปเที่ยวเป็นเพื่อนเธอหน่อย เพลงบอกว่าดีเลย วีจะได้เปลี่ยนบรรยากาศ เธอแอบกระซิบบอกสามีเธอว่า ทรายคงมีเรื่องอยากคุยด้วย เขาเองไม่ได้ออกไปเที่ยวเลยตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ เพลงว่าไปเที่ยวกับน้องเถอะ

“ได้ของที่เฮียเคยฝากซื้อด้วยล่ะ หายากมาเลย”

ทรายพูดขณะรื้อกระเป๋าเดินทางอยู่นานจนค้นเจอของที่เธอว่า ทรายหยิบกล่องเล็กๆ ที่ดูคุ้นตาออกมายื่นให้ เป็นกล่องนาฬิกาหน้าปัดสีขาว มีตัวเลขเพียงตัวเดียวคือเลข 5 คุณหมอตัวชาไปทั้งร่าง บอกน้องว่าขอบคุณที่ซื้อมาฝาก เป็นเรือนที่เขามีความทรงจำกับมันมากมายทีเดียว

ทรายสารภาพเมื่อทั้งคู่เดินเล่นอยู่ในไทเป น้องสาวบอกพี่ชายว่า ไปอเมริกาคราวนี้ เธอตั้งใจจะไปทำงานและไม่กลับบ้านอีกแล้ว สำหรับเธอ ครอบครัวที่เหลืออยู่คือเขาเท่านั้น ถึงครอบครัวของน้องพ่อจะดีต่อเธอ เธอก็รู้สึกว่านั่นเป็นคนอื่น เธอตั้งใจจะไปใช้ชีวิตที่นั่น ทำงานให้เต็มที่และลองใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

“ไปเจอใครที่นั่นด้วยใช่ไหม”

“อื้ม” ทรายยิ้มเขินๆ

“ไว้มีอะไรก็ส่งข่าวบ้าง ยังไงเฮียก็ส่งรูปหลานไปให้ดูเรื่อยๆ อยู่แล้ว”

“อื้ม”

“ดูแลตัวเองดีๆ ด้วย”

ทรายพยักหน้า ก่อนพักศรีษะอิงไว้กับไหล่ของพี่ชาย คุณหมอลูบหัวน้องเบาๆ คนเป็นพี่ชาย ในวันหนึ่งก็ต้องเห็นน้องสาวตัวเองเติบโต



ทั้งสองเที่ยวมาจนถึงเมืองตากอากาศทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชากรแถบนี้ส่วนใหญ่ทำการเกษตร เดินเล่นในย่านชุมชน วีเห็นร้านหนังสือแห่งหนึ่ง มีขายผักในร้านด้วย เป็นผักจำพวกมันฝรั่ง กะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ เห็นแล้วแปลกดี เขาเลยเดินเข้าไปสำรวจดู ขณะที่ทรายไปเดินหาซื้อน้ำดื่มจากร้านขายของชำใกล้เคียง เขาเดินดูมาเรื่อยๆ แล้วก็ได้พบภาพของเธอที่นั่น

บรรยากาศซีดจางตลอดหลายปีที่ผ่านมาถูกประกายแดดในภาพทำดวงตาพร่ามัวไปหมด

พิมพ์ชนก หรือว่าไม่ใช่พิมพ์ชนก?

ภาพหญิงสาวสวมกระโปรงยาวนั่งบนขอบอิฐที่ก่อเป็นฐานใต้ต้นไม้ใหญ่ พิมพ์ชนกนั่งหันข้างอ่านหนังสืออยู่ในภาพนั้น

เจ้าของร้านเป็นชายหนุ่มผิวขาวใส่แว่นตากรอบดำ เขาเดินเข้ามาทักทาย คุณหมอตกตะลึงมองภาพแขวนผนังตรงนั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง



หลังพยายามติดต่อเพื่อขอซื้อภาพจากชายหนุ่มชาวไต้หวันมาอีกหลายปี ซึ่งเขาไม่ค่อยยินดีขายเท่าไร แต่คุณหมอยังคงพยายามติดต่อเจ้าของร้านชาวไต้หวันผู้นั้นอยู่เรื่อย จนกระทั่งเขารู้จากโตว่าตอนนี้คุณหมอเป็นเจ้าของร้านกังหันเท่านั้น ถึงมีทีท่าอ่อนลงบ้าง โตรู้จักอาฟ่งอยู่แล้วผ่านการสั่งซื้อหนังสือที่ร้าน ดังนั้นวันที่คุณหมอยกภาพขึ้นไปแขวนที่ผนังร้านกังหันแทนรูปเดิมที่ติดอยู่ประจำ โตไม่มีท่าทีตกใจเท่าไร

“อ๊ะ คุณพิมพ์” โตแหงนหน้ามอง “ในที่สุดก็กลับมาแล้วสินะครับ”

อากาศอาจร้อน หรือเพราะเขาใช้พลังงานมากมายไปกับการพารูปพิมพ์ชนกกลับบ้าน คืนนั้น ดวงจันทร์หลบหลังก้อนเมฆ พอกลับถึงบ้าน หมอวีเทน้ำผักผลไม้รวมในกล่องดื่มไปหนึ่งแก้ว พี่เลี้ยงเด็กกลับไปแล้ว เพลงพาลูกเข้านอน

หลังอาบน้ำอุ่นจัดจนเสร็จ เขาก็ปิดโคมไฟข้างตัวแล้วเอนตัวลงนอน เงาม่านพาดผ่านเพดาน ภาพความทรงจำทยอยผุดโผล่ คุณหมอยิ้มให้กับวันเวลาที่ผ่านเลย





เช้าวันถัดมา สายแล้วแต่วียังไม่ตื่น เพลงประหลาดใจ เพราะปกติสามีเธอจะตื่นเช้าลุกขึ้นมาต้มน้ำชงกาแฟตั้งแต่เช้ามืด วันนี้ยังนอนหลับสนิทอยู่ เพลงคิดว่าวีอาจเหนื่อยกับการเดินทางจึงปล่อยเขานอนต่อไป เธอลุกขึ้นแต่งตัวให้ลูก ทำอาหารเช้าง่ายๆ และหมายจะเข้ามาปลุกเขาเพียงเพื่อจะพบว่าวีไม่รู้สึกตัวอีกต่อไปแล้ว

นายแพทย์วีรภาพเสียชีวิตที่โรงพยาบาลหลังแพทย์ยื้ออาการได้สามวัน เส้นเลือดฝอยในสมองแตก เขาเสียชีวิตอย่างสงบ

เพลงและลูกๆ ไม่รู้เรื่องที่สามีเธอสู้อุตสาห์ขอซื้อภาพพิมพ์ชนกกลับคืนมาจากไต้หวัน แต่กับโตที่เหลืออยู่คนเดียวในร้านกังหัน เขาคิดว่าบางทีตอนนี้ คุณหมอคงได้กลับไปพบคุณพิมพ์แล้ว

SHARE
Written in this book
ร้านหนังสือเที่ยงคืน
after dark เปิดทำการหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เพียงมองหา คุณจะพบร้านแห่งนี้ซ่อนตัวตามมุมตึกมืดมิด ลองนึกถึงหนังสือบางเล่มที่คุณหลงลืมไปแต่ยังติดค้างในความทรงจำสิ ร้านหนังสือแห่งนี้ จะเปิดไว้คอยต้อนรับคนเช่นคุณ
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments