“กูลิโกะ” จากหอยนางรม สู่ขนมที่ครองใจทุกเพศทุกวัย
ก่อนจะเริ่มอ่านบทความนี้ ผมอยากให้ทุกคนลองสะกดคำว่า “กูลิโกะ” เป็น “ภาษาอังกฤษ” โดยห้ามเปิดโพยดู

เมื่อพูดชื่อกูลิโกะ ทุกคน (อย่างน้อยก็คนไทยทุกคน) น่าจะนึกถึงขนมแคร็กเกอร์แบบแท่งเคลือบช็อคโกแลตบรรจุในกล่องกระดาษสีแดงเป็นภาพแรกๆ

แม้ว่า “ป๊อกกี้” จะมีวิวัฒนาการไปไกลจนมีหลายรสชาติ มีการเคลือบถั่ว เคลือบอัลมอนด์ และอาจจะมีสูตรอื่นๆตามมาอีกมากมาย แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า “ป๊อกกี้” ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ “กูลิโกะ”

ที่พิพิธภัณฑ์กูลิโกะ เมืองไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่เปิดวีดิทัศน์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของกูลิโกะให้ผมดู ก่อนที่จะพาเยี่ยมชมชมโรงงาน ดูขั้นตอนการทำขนมแต่ละขั้นตอน และพาชมส่วนอื่นๆเพิ่มเติม

ริอิชิ อิซากิ เจ้าของธุรกิจเหล้าองุ่นที่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น มีความมุ่งมั่นว่าจะผลิตของกินที่ดีต่อสุขภาพออกมาสู่ตลาดให้ได้

อิซากิ อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ว่าใน “หอยนางรม” มีสารชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายชื่อว่า “ไกลโคเจน”

อิซากิ สังเกตเห็นชาวประมงที่มักจะต้มหอยเพื่อขาย และเทน้ำที่ใช้ต้มทิ้งเป็นประจำ เขาจึงไปขอซื้อน้ำต้มหอยนั้นมาทำการวิจัยในห้องทดลองของ โรงพยาบาล ในมหาวิทยาลัยคิวชู

ในช่วงเวลาเดียวกัน ลูกชายของอิซากิเกิดเป็นโรคไทฟอยด์ ซึ่งแพทย์ในตอนนั้นยังไม่สามารถรักษาได้ อิซากิผู้เป็นพ่อจึงขออนุญาตคุณหมอเพื่อลองนำไกลโคเจนที่สกัดจากหอยนางรมให้ลูกกิน

ถ้าสมัยนั้นมีโซเชียลมีเดีย เราคงจะได้เห็นพาดหัวประมาณว่า

“อึ้ง! ลูกเป็นไทฟอยด์ ถูกพ่อบังคับกินหอย จนเกิดเรื่องไม่น่าเชื่อ”

“เฮ ผลวิจัยพบ กินน้ำหอยบ่อยๆ มีประโยชน์”

“ไม่น่าเชื่อ โรคร้ายรักษาหายด้วยสิ่งนี้!”

“หอยมหัศจรรย์ ชาวบ้านแห่กราบไหว้ พร้อมตักน้ำหอยกลับบ้าน เชื่อ รักษาโรคได้”

“เวิร์คพอยน์วุ่น เหตุชาวบ้านแห่ขอกราบไหว้หน้ากากหอยนางรม เชื่อเป็นร่างทรงรักษาโรคได้”

ใช่ครับ ลูกชายของอิซากิค่อยๆมีอาการที่ดีขึ้น และหายจากโรคในที่สุด และโชคดีที่อิซากิไม่ได้ดูถูกสติปัญญามนุษย์ขนาดนั้น จึงได้ริเริ่มก่อตั้งบริษัทขนม แทนที่จะเป็นสำนักอะไรสักอย่าง

ด้วยความคิดเริ่มต้นที่ว่า ถ้าเด็กๆได้กินสารไกลโคเจนกันได้ง่ายๆ คงจะทำให้เด็กญี่ปุ่นมีร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย จึงเป็นที่มาของความคิดที่เขาจะผสมไกลโคเจนลงไปในขนมสำหรับเด็ก

ขนมชนิดแรกที่เขาผลิตออกมา เป็นก้อนคาราเมลที่ผสมสารไกลโคเจน อิซากิจึงตั้งชื่อขนมของเขาว่า “Glico” (ไกลโค) ซึ่งคนญี่ปุนออกเสียงว่า “กูลิโกะ”

เป็นยังไงกันบ้าง สะกดถูกกันรึเปล่า เชื่อว่าเรื่องราว และที่มาของบริษัทขนมในดวงใจหลายๆคนนี้ จะช่วยให้ทุกคนเขียนชื่อ “กูลิโกะ” กันได้ถูกต้องแน่นอน

สุดท้ายนี้…

เดี๋ยวๆๆ ยังไม่จบ!

นอกจากชื่อ “กูลิโกะ” แล้ว ที่มาของสัญลักษณ์คนวิ่งอันเป็นเอกลักษณ์ก็มาจากแนวคิดเดียวกัน 

เนื่องจากอิซากิอยากให้ “กูลิโกะ” เป็นตัวแทนของสุขภาพที่แข็งแรง บวกกับการที่เขาเป็นคนชอบเสพกีฬากรีฑาเป็นอย่างมาก เขาจึงเลือกใช้สัญลักษณ์เป็นนักวิ่งที่แสดงถึงสุขภาพที่แข็งแรง แต่ยังไม่พอ ลูกค้าของเขานอกจากแข็งแรงแล้ว ยังต้องมีความสุขด้วย และนักวิ่งที่มีความสุขก็คือ “นักวิ่งที่กำลังเข้าเส้นชัย และชูสองมือขึ้นมาด้วยความดีใจ” และนั่นคือสัญลักษณ์ของกูลิโกะ

เจ้าหน้าที่พาผมเดินชมรอบพิพิธภัณฑ์จนมาหยุดอยู่ที่ตู้สีเหลืองตู้หนึ่ง ตู้นี้คือตู้ขายกูลิโกะรุ่นแรกของโลก วิธีการใช้ก็แค่หยอดเหรียญ แล้วดูโฆษณาที่จะขึ้นมาบนจอจนจบ แล้วขนมก็จะหล่นลงมา ถ้าเป็นยุคนี้จอที่บังคับดูโฆษณานี้คงจะมีมูลค่าทางการตลาดมหาศาล

หลายคนคงยังไม่รู้ว่ากูลิโกะเคยขายขนม และมีของเล่นแถมด้วย และตรงหน้าผมคือของเล่นทั้งหมดที่เคยแถมอยู่ในกล่องของกูลิโกะ ที่เยอะจนระรานตาไปหมด

สุดท้ายเมื่อเยี่ยมชมจนรอบแล้วก็จะต้องมีการสอบวัดความรู้กันซักหน่อย

ที่พิพิธภัณฑ์กูลิโกะแห่งนี้มีห้องที่ถูกเรียกว่า “Stadium” ภายในมีเครื่องคล้ายเครื่องเกมที่ไม่มีหน้าจอจำนวนมาก และมีหน้าจอขนาดใหญ่อยู่หน้าห้อง

ผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในรอบเดียวกันกับผม เข้าไปจับจองที่นั่ง ก่อนที่ประตูห้องจะถูกปิดลง หน้าจอปรากฏตัวการ์ตูนขึ้นมา และสอนวิธีการใช้เครื่องตรงหน้าพวกเราเป็นภาษาญี่ปุ่น

คำถาม 3 ตัวเลือกแสดงอยู่บนหน้าจอ พวกเราตอบผ่านปุ่มตรงหน้า แต่ละคำถามก็จะเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของกูลิโกะ เมื่อตอบคำถามจนหมดก็จะมีการประจานคะแนนของทุกคน จะได้รู้ว่าใครบ้างไม่ตั้งใจเรียน

ในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น ผู้ที่ทำคะแนนได้มากที่สุดก็คือเด็กที่อายุน้อยที่สุดในห้อง! คุณพ่ออุ้มเด็กน้อยวัย 9 เดือนออกมารับรางวัลเพื่อตอกย้ำความพ่ายแพ้ของทุกคน

ผมเดินออกจาก Stadium เอ่ยคำร่ำลากับเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะออกเดินทางต่อไป

สุดท้ายนี้ ก่อนจะปิดบทความนี้ไป ผมอยากให้คุณลองสะกดคำว่า “กูลิโกะ” เป็น “ภาษาอังกฤษ” อีกซักครั้งถือเป็นการสอบ หลังอ่านบทความนี้จนจบก็แล้วกัน



SHARE

Comments