บทที่ 4 เมื่อได้รู้ผล
จากคนที่เคยแข็งแรง ที่สามารถออกกำลังกายหนักแค่ไหนก็ได้ กินอะไรก็ได้ที่อยากกิน ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ ไปไหนก็ได้ที่อยากไป ลุยแค่ไหนก็ได้ไม่มีเกี่ยง แต่ตอนนี้กลับต้องมานอนอยู่ที่โรงพยาบาลครั้งแรกในชีวิต... ภาษาของวัยรุ่นเขาอาจจะเรียกว่า 
"จุดจบสายแข็ง"
รอบตัวฉันมีสายอะไรก็ไม่รู้ระโยงระยางเต็มมือเต็มแขนไปหมด มือข้างซ้ายถูกเจาะเอาไว้ให้ยา มือข้างขวาถูกเจาะให้ Albumin(โปรตีนไข่ขาว) แทนที่จะเป็นสายน้ำเกลือเหมือนคนป่วยคนอื่นๆเค้าอ่ะนะ แต่ตัวบวมน้ำขนาดนั้นให้น้ำเกลืออีกตัวคงระเบิด

"เดี๋ยวพยาบาลจะฉีดยานะคะ อาจจะรู้สึก จั้กจี้ ที่ตรงนั้นนิดนึง" พี่พยาบาลถือเข็มฉีดยาเดินเข้ามาในห้องฉัน และก็จับมือซ้ายชั้นขึ้นมา ละฉีดยาลงไป ยาไหลเข้าสู่ร่างกายฉันไปตามหลอดเลือดละตรงนั้นมันก็รู้สึก จั้กจี๋ เย็นๆ อยู่ภายใน (ใช่ หมายถึงตรงนั้นนั่นแหละ)

ยาเข็มแรกที่พยาบาลฉีดให้คือยา สเตอรอยด์ หมอบอกว่าเรารักษาไตด้วยวิธีนี้ และหมอต้องให้โปรตีนไข่ขาวหรือ Albumin เนื่องจากหมอพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะของฉัน ไตของฉันไม่สามารถกรองโปรตีนเก็บไว้ได้ซึ่งโปรตีนตัวนี้มีหน้าที่ในการดูดซับน้ำในร่างกายฉันพอมันร่ัวออกมามันก็เลยทำให้ตัวของฉันบวมแบบนี้ โปรตีนที่หมอให้ตัวนี้จะเข้าไปช่วยดูดซับน้ำในตัวฉัน และมันจะทำให้ฉันต้องฉี่ออกบ่อย

คืนแรกผ่านไป ด้วยความวุ่นวายของพยาบาล และ ความงงงวยของฉัน 
ชีวิตสองสามวันแรกที่โรงพยาบาลของฉันคือ นอน เดินไปฉี่ ตื่นมากิน ละก็นอน คุยกับหมอที่มาเยี่ยม พยาบาลฉีดยา เช็ดตัว แปรงฟัน เดินไปฉี่ 

จนกระทั่งวันที่สาม ย่างเข้า วันที่สี่ 
คุณหมอเดินเข้ามาเยี่ยมฉันตามปกติ แต่ครั้งนี้หมอบอกว่า "ผลออกมาแล้นะครับ สรุปน้องเป็น SLE หรือโรคแพ้ภูมิตัวเองครับหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า โรคพุ่มพวงครับ" 

...นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของฉัน

เสียงคุณหมอกับแม่ที่คุยกัน ถามถึง อาการที่เกิดขึ้น สาเหตุที่เกิดขึ้นและวิธีการรักษา สิ่งที่ฉันทำได้ในตอนนั้นคือ รับฟังข้อมูลต่างๆที่หมอพูดมา และก็พยายามจะเก็บข้อมูลให้ได้เยอะที่สุด แต่สุดท้ายก็เหมือนหูซ้ายทะลุหูขวา 

เมื่อบทสนทนาของคุณหมอกับแม่จบลง ประโยคแรกที่ฉันหันไปถามแม่คือ
'โรคนี้มันคือโรคอะไรนะ' 
'ฉันเป็นโรคนี้ได้ยังไง' 
'ฉันไม่เห็นรู้สึก่าฉันเป็นโรคอะไรเลย' 
ณ เวลานั้นมันก็คือตัวฉันที่ยังไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ละยังคงคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้กับตัวฉัน ละคิดว่ามันก็คงไม่ได้ร้ายแรงอะไร เดี๋ยวก็หาย เหมือนไข้หวัดอะไรแบบนี้

คืนนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ทั้งสับสนและงงงวยของฉันกับสถานการณ์นี้ พ่อ(ที่ตามมาทีหลัง)กับแม่ของฉันก็สับสนเช่นกัน พวกท่านเริ่มที่จะหาข้อมูลของโรคนี้ให้ฉัน

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันก็ยังทำตัวเหมือนเดิม เหมือนคนปกติ แต่เพิ่มเติมคือฉันเป็นโรคและตัวฉันเองยังไม่เข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นแบบนี้อยู่สองวันหลังจากรู้ผล ข่าวที่ฉันมานอนโรงพยาบาลเริ่มแพร่ออกไป ญาติๆเริ่มมาเยี่ยมฉัน เพื่อนๆมาเยี่ยมฉัน ฉันต้องลาหยุดเรียนที่มหาลัย เพื่อนๆต้องทำงานแทนให้ฉัน ทุกคนดูตกใจหมดว่าฉันเป็นได้ยังไง ในเมื่อฉันแข็งแรงจะตาย 

ทุกๆวันในโรงพยาบาลของฉันมีแค่ นอน ตื่น กิน(ไข่ขาว2ลูก) ฉี่ นอน ตื่น คุยกับญาติ คุยกับหมอ ฉี่ นอน วนเวียนอยู่แบบนี้ 
บรรยากาศมันเริ่มเงียบลง เงียบลง ฉันนอนอยู่บนเตียงกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงที่โรงพยาบาล มองห้องสี่เหลี่ยมๆแคบๆ ที่มีแค่เตียงคนป่วย ทีวี โต๊ะ สายอะไรไม่รู้ที่พันแขนฉันเต็มไปหมด และโซฟาที่แม่ใช้นอนเฝ้าฉัน

ฉันนอนอยู่ที่นี่มากี่วันแล้วนะ 

น้ำตาฉันไหลออกมา
ไหลหยดลงไปข้างหมอน 
เหตุการณ์ในอดีตหลายๆเหตุการณ์มันวิ่งกลับเข้ามาในหัว ความคิดต่างๆนาๆที่เกิดขึ้น ความรู้สึกขมๆที่เคยเกิดขึ้น สิ่งต่างๆเหล่านั้นมันทำให้ฉันคิด

ฉันพาตัวเองมาอยู่ในจุดๆนี้ได้ยังไง
ทำไมฉันถึงพลาดแบบนี้
ทำไมมันถึงกลายเป็นฉันที่ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้
ที่ผ่านมา ฉันไม่น่า ไม่น่าเลยจริงๆ...

ตาของฉันเหลือบไปมองโซฟาที่มีอยู่ตัวเดียวในห้อง มีผู้หญิงคนนึงนอนลืมตาอยู่และเธอแอบร้องไห้ แม่ของฉันนั่นเอง แม่เป็นคนเข้มแข็งแต่วันนี้เธอกลับร้องไห้ ฉันสบตากับแม่ น้ำตาของฉันไหลพรั่งพรูออกมา แม่เดินมาหาฉันด้วยตาที่แดงๆ เธอเดินมาจับมือฉันและกอดฉัน
ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวก็หายนะ
แม่พูดกับฉัน

ในตอนนั้นมันทำให้ฉันเห็นอะไรบางอย่าง
ว่าในวันที่ฉันแย่ที่สุด วันที่ฉันรู้สึกเหมือนฉันสูญเสียอะไรไปครั้งใหญ่และวันที่ฉันเสียใจที่สุด 

แม่ อยู่ข้างๆฉัน 
พ่อ อยู่ข้างๆฉัน
และครอบครัวที่รักฉัน ก็อยู่ข้างๆฉันด้วย 

เมื่อเวลามันไม่เคยหยุดเดินและชีวิตต้องเผชิญอะไรต่อมิอะไรและอาจจะพาตัวเรามาถึงจุดที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต ก็มีครอบครัวนี่แหละ ที่อยู่ข้างๆ คอยให้กำลังใจและคอยเข้าใจฉัน :)
แม่รักฉัน 
พ่อรักฉัน
และ ฉันก็รักพวกท่าน 

ทุกครั้งก่อนนอนและตอนตื่น แม่จะเข้ามากอดฉัน หอมหัวเหม่งฉัน และบอกฉันว่า 
'ฉันต้องหายนะ ฉันต้องสู้ ฉันจะไม่เป็นอะไร แม่รักหนูนะ'
ทุกครั้งก่อนที่พ่อจะกลับบ้าน พ่อจะเข้ามากอดฉัน หอมหัวเหม่งฉัน และบอกฉันว่า
'หายเร็วๆนะลูก สู้นะ พ่อรักหนูนะ'
ทุกครั้งก่อนที่พี่จะกลับบ้าน พี่จะเข้ามาทำหน้ากวนตีนใส่ฉัน และบอกกับฉันว่า
'หายเร็วๆนะน้อง'
และ ทุกครั้งที่ญาติๆมาเยี่ยมฉัน เพื่อนๆมาเยี่ยมฉัน และคนอื่นๆอีกมากมายคุยกับฉัน จะบอกกับฉันว่า 
'หายเร็วๆนะ'

ทุกอย่างมันทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงความหวานที่ทุกคนพยายามมอบให้ มันมีความรัก ความอบอุ่น และเป็นห่วงเป็นใยอยู่ในนั้น และสิ่งเหล่านี้มันทำให้ฉันรู้สึกขอบคุณและเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองเคยพลาดไป
และนี่คงเป็นสัญญาณที่บอกฉันว่า มันคงถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นและพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไป แก้ไขในสิ่งที่สามารถทำได้เพื่อตัวของฉันเอง และเพื่อคนรอบๆตัวฉัน 

ขอโทษนะตัวฉันที่ปล่อยให้ตัวเองมาถึงจุดๆนี้ได้ รักนะตัวฉัน

รักแม่นะ รักป๊านะ รักนะฉัน

ติดตามบทต่อไป บทที่5 >>>

โรค SLE หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง คือโรคที่ร่างกายเข้าใจตัวเองผิดจึงทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายไปทำลายระบบต่างๆของตัวเองเพราะคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมหรือเป็นอันตรายที่ต้องกำจัดทิ้ง โรคนี้มีลักษณะหลายอาการมาก แล้วแต่จะแสดงที่ไหน เช่น ไต ผิวหนัง ไขข้อกระดูก หรือ ระบบประสาท เป็นต้น 
สาเหตุของโรคนี้ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่อาจะเกิดจาก ความเครียด หรือ สภาพอากาศที่ร้อนจัด ก็เป็นได้
ส่วนวิธีรักษา กินยา ออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง ห้ามโดนแดด และที่สำคัญที่สุดต้องไม่เครียด 

ปล. ของฉันลงที่ไตนะ อธิบายแบบสั้นๆง่ายๆ ใครสงสัยอยากรู้อย่างละเอียดลอง อินบ็อกมาคุยกันนะ. 


SHARE
Written in this book
คนเราอยู่ได้ด้วย 'ความคิด'
หนังสือเล่มนี้จะมาเขียนบอกเล่าประสบการณ์ในชีวิตและบทเรียนต่างๆที่ได้รับมาจากเรื่องราวที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของคนคนนึง โดยการแฝงกำลังใจและข้อคิดต่างๆ ไว้ให้กับคนที่กำลังท้อ :) 
Writer
sudtha
Writer
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ ของเพียงรู้ไว้ ถ้ายังมีความศรัทธาวันพรุ่งนี้ก็เริ่มใหม่ได้เสมอ. "จงศรัทธาในตัวเอง"

Comments

Sweetpigiiz
2 years ago
เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การเครียดจะทำให้ร่างกายเราอ่อนแอจนถึงขั้นป่วยเป็นโรคร้ายแรงได้ขนาดนี้ เราดีใจที่เธอผ่านมาได้ด้วยดี และเราขอให้ดีขึ้นต่อไป รออ่านตอน 5 อยู่นะ 😊
Reply
sudtha
2 years ago
ความเครียดนี่เป็นตัวการสำคัญของทุกๆอย่างเลย อันตรายมาก