น้ำทับทิมริมถนน
หลายปีก่อนตอนผมยังทำงานที่เก่า มีเด็กฝึกงานผู้ชายคนนึง หน้าตาเรียบร้อย ใส่แว่นดูเนิร์ด มันมาฝึกงานด้านกราฟฟิก โดยมีเพื่อนผมเป็นพี่เลี้ยงคอยจ่ายงานต่างๆ และให้คะแนน

ไอ้น้องคนนี้ฝีมือดีครับ พวกเราที่เป็นพี่ๆ ไม่มีความกังขาใดๆ เลยสักนิด รู้สึกดีด้วยซ้ำที่ได้มันมาช่วยแบ่งเบาบางงานได้

ด้านบุคลิกนิสัยใจคอนั้นหรือ ก็เป็นคนเรียบร้อยดี มีสัมมาคาราวะ ใครๆ ต่างก็รักใคร่กันทั้งนั้น

หากแต่มีอยู่เรื่องนึง ที่ทุกคนในออฟฟิศลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกัน นั่นคือ...มันเป็นคนขี้งกครับ

เงินแต่ละบาทแบงค์แต่ละใบนั้นกระเด็นหลุดลอดออกจากกระเป๋าตังค์ยากมาก ชีวิตเหมือนกำลังเล่นเกมประมาณว่า “ทำอย่างไรให้เสียเงินน้อยที่สุด” อยู่

เท่าที่สังเกตเห็นความงกของมันก็อย่างเช่น สวมเสื้อย้วยๆ แบบควรทิ้งได้แล้ว รองเท้าขาดเป็นรูไม่ยอมซื้อใหม่ ไปกินข้าวกลางวันร้านที่ไม่มีน้ำแข็งเปล่าก็ไม่สั่งน้ำขวดมากกิน ยอมคอแห้งเดินกลับมากินน้ำที่ออฟฟิศ

คือออฟฟิศผมในตอนนั้น จะมีน้ำเปล่าขวดพลาสติกไซส์เล็กแช่เต็มตู้เย็น ใครหิวกระหายก็เดินไปเปิดกินได้ตลอดเวลา

แต่ไอ้น้องฝึกงานนั้น ไม่ใช่แค่ตอนทำงานที่หยิบน้ำมาเปิดกิน มันมักเดินหิวโซมาเปิดกินหลังอาหารกลางวันเสมอให้เราเห็นจนชินตา

ทีแรกผมคิดว่ามันคงฐานะยากจน ไม่ค่อยมีตังค์มาจับจ่ายใช้สอย แต่เปล่าเลย ในเฟสบุ๊คก็เห็นมันไปกินอาหารแพงๆ ในห้างกับเพื่อนอยู่บ่อยๆ รวมถึงซื้อนู่นซื้อนี่เกี่ยวกับเกมหรือคอมพิวเตอร์อยู่เนืองๆ จึงเลิกคิดจะสงสาร หากแต่คอยติดตามการใช้เงินอย่างประหยัดของมัน ว่าจะประหยัดไปได้สักกี่น้ำ

และเรื่องราวที่เป็นที่เล่าขานของออฟฟิศ ก็เกิดขึ้นในช่วงพักกลางวันของวันหนึ่ง...


พี่ๆ 3-4 คนและน้องฝึกงาน พวกเราพากันเดินไปกินข้าวที่ร้านไกลออฟฟิศไปประมาณ 2 ป้ายรถเมล์ แน่นอนว่าทุกคนสั่งน้ำเปล่าคนละขวด ยกเว้นมัน ไอ้น้องฝึกงานจอมงกของเราที่ไม่ยอมสั่งน้ำอยู่คนเดียว ให้มันกินด้วยกันก็ไม่กินนะ บอกจะกลับไปกินที่ออฟฟิศ

หลังจากเรากินข้าวกันจนอิ่มแปล้ ก็พากันเดินกลับออฟฟิศ อยู่ๆ ไอ้น้องฝึกงานที่ปกติจะทนหิวน้ำได้ก็ทนไม่ได้ซะอย่างงั้น บ่นว่าหิวน้ำมาก ซึ่งริมถนนตรงนั้นมีน้ำรถเข็นขายอยู่พอดี

ไม่พูดพร่ำทำเพลงมันเดินไปหยิบน้ำทับทิมขวดเล็กจิ๋วแล้วเปิดฝากรอกเข้าปากอักๆๆ อย่างโหยกระหาย

หน้าตาพลันสดชื่นหลังจากได้น้ำหล่อเลี้ยงลำคอ ขณะเดียวกันก็เตรียมแบงค์ยี่สิบรอจ่าย

“เท่าไหร่ครับ” มันถามพ่อค้าด้วยน้ำเสียงสดใส
“ห้าสิบบาท” พ่อค้าพูดเรียบๆ แต่บาดลึก

มันอ้าปากค้าง อึ้งไปชั่วขณะ เหมือนโลกหยุดหมุน เพ่งพินิจพิจารณามองน้ำทับทิบขวดจิ๋ว และมองรถเข็นที่ไม่มีป้ายราคาติดอยู่จนทำให้บางคนต้องติดกับ

แน่นอน พวกเราระเบิดหัวเราะเมื่อรู้ว่าคนที่แม้แต่น้ำเปล่าราคา 8 บาทก็ไม่ยอมซื้อ แต่กลับต้องมาเสียท่าให้กับน้ำทับทิมริมถนน ที่คนทั้งออฟฟิศรู้ว่าราคาแพงมาก แต่มีมันอยู่คนเดียวที่ไม่รู้

เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งครับ
คนที่ขี้เหนียวที่สุด คือคนที่ต้องเสียตังค์เยอะสุด

หลังจากวันนั้น เมื่อผ่านร้านนี้ทีไร เราจะแซวมันตลอดว่า “เฮ้ยมึง กินน้ำทับทิมมั้ย” จนกลายเป็นร้านน้ำในตำนานของเราไปโดยปริยาย

ไอ้น้องฝึกงานท็อปฟอร์มขึ้น เริ่มหยิบน้ำออฟฟิศออกไปกินข้าวตอนกลางวันด้วย แถมมีการหยิบกลับบ้านตอนเย็นไปวันละขวดสองขวดอีกต่างหาก

จนวันสุดท้ายของการฝึกงาน พวกเราพี่ๆ ก็หุ้นกันซื้อเสื้อยืดและร้องเท้าผ้าใบให้มัน มันดีใจมาก บอกว่าไม่เคยใส่รองเท้ายี่ห้อดีๆ เลย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ใส่กับเขาซะที 

มันพูดไปยิ้มไปก็จริง
แต่ผมแอบเห็นมันน้ำตาคลอ.
SHARE
Writer
NickyPP
writer
มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง facebook.com/nickyppth

Comments

Namkanokp
10 months ago
Feel good ตอนท้ายดีค่ะ
Reply
NickyPP
10 months ago
สานฝันน้องฝึกงานครับ ^_^