ReadAndLearn Early Desire ประวัติศาสตร์ใต้สะดือ
เรื่องใต้สะดือที่มักเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมปัจจุบันนั้น แท้จริงแล้วในยุคโบราณก่อนประวัติศาสตร์นั้นเป็นยังไง เป็นเรื่องที่ไม่มีใครเคยบอก และในหลักฐานทางโบราณคดีก็ไม่ค่อยมีให้ดู
.
เพราะเวลาเราเรียนวิชาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ หรือไปเดินดูพิพิธภัณฑ์ หรือไปส่องศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีนั้น เราก็ไม่ค่อยจะเคยเห็น หรือต้องบอกว่าไม่เคยเห็นเลยจะดีกว่าว่า คนยุคโบราณก่อนหน้านั้นไม่ค่อยสนใจเรื่องเซ็กส์ หรือไม่ทิ้งหลักฐานเรื่องเซ็กส์เอาไว้ให้คนรุ่นหลังบ้างเลยหรือ
.
โตมร ศุขปรีชา นั้นบอกว่า ไม่หรอก จริงๆแล้วคนยุคก่อนหรือโบราณนั้นก็สนใจใคร่รู้เรื่องเซ็กส์เหมือนๆกับเราทุกคนเนี่ยแหละ และอันที่จริงแล้วเรื่องเซ็กส์นั้นก็เป็นเรื่องเปิดเผย และหลากหลายมากกว่าในยุคเราสมัยนี้ซะอีก
.
เพราะไอ้ที่เราไม่ค่อยเจอหลักฐานทางโบราณคดีให้เรียนรู้นั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่ไม่มี แต่เราไม่เคยได้รับการเปิดเผยจากผู้คุมกฏทั้งหลายให้ดูต่างหาก
.
เพราะบรรดาผู้ทรงภูมินั้นต่างสกรีนออก ด้วยการใช้กรอบความคิดและจารีตที่ดีงามของตัวเองว่า เรื่องบัดสีพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่คนรุ่นใหม่จะได้สาระอะไรมาเรียนรู้ ก็แค่เรื่องเซ็กส์ๆ ก็ควรจะเป็นเรื่องลับๆไปซิ
.
แต่จากหลักฐานทางโบราณคดีจริงๆทั้งหลายที่โตมรคุ้ยค้นเจอแล้วหยิบมาเล่าให้ฟังในเล่มนี้ กลับให้มุมมองที่ต่างออกไปอย่างน่าทึ่งว่าคนโบราณนั้นช่างเสรีนิยม หรือเปิดเผยมากกว่าคนสมัยนี้เป็นสิบๆเท่า
.
ถ้าเอามาเทียบกันตรงๆแบบข้อต่อข้อ ผมว่ายุคสมัยเรานี่ดูหัวโบราณไปเลย
.
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เซ็กส์ทอย หรืออวัยวะเทียมเพศชายนั้นแท้จริงแล้วใช้กันหลากหลาย จนแทบจะเป็นของใช้ประจำบ้าน หรือสมบัติประจำตัวของผู้หญิงทุกคนสมัยนั้นกันเลย
.
ถ้าจะเปรียบภาพให้เข้าใจง่ายๆ ผมว่าก็คงคล้ายๆกับตลับแป้งที่ผู้หญิงทุกคนต้องมีติดตัวไว้ยังไงยังงั้น
.
หรือแต่เดิมนั้นบรรพบุรุษเพศหญิงของเราน่ะ มีคลิตอริสที่ใหญ่ยาว และไม่มีหน้าอก ขณะที่เพศผู้กลับมีเจ้าช้างน้อยขนาดเล็กจิ๋ว จนแทบจะมองไม่เห็น ทำให้ขนาดของทั้งคลิตออริสและเจ้าช้างน้อยจึงไม่แตกต่างกันมากเท่าไหร่นัก
.
หรือท่าการร่วมเพศของบรรพบุรุษเราก็มีวิวัฒนาการตามท่าทางการเดิน จากเดิมที่เดินกึ่งสี่ขา หรือเดินสองขาแบบก้มๆเหมือนลิง ที่ต้องเข้ากระทำการจากทางด้านหลังเสมือนสัตว์ที่เท้าทั่วไป แต่พอเริ่มเดินสองขายืนหลังตรง เราก็ต้องสลับด้านมาเข้าด้านหน้าเสมือนท่าเบสิคปัจจุบันนี้
.
ที่พูดมานี่ไม่ใช่ว่าลามก แต่เป็นวิชาการทั้งนั้นนะครับ
.
แล้วพอเราเดินสองขาหลังตรง จากเดิมที่ไม่เคยต้องมีก้นอวบๆ ก็กลายต้องมามีก้นอวบๆเพื่อรองรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างการนั่ง หรือการทำให้ร่างกายสมดุลเพื่อจะยืนตัวตรงได้ดีขึ้น
.
ใครก้นสวยแสดงว่ามีวิวัฒนาการที่ดีครับ
.
แล้วก็ตั้งแต่ที่เราเดินตัวตรงอีกครั้ง ทำให้ความสนใจในเรื่องเพศที่เคยอยู่ทางด้านหลัง กลับด้านมาโฟกัสที่ด้านหน้า เลยเป็นเหตุให้อวัยวะเพศของมนุษย์โดยเฉพาะเพศชายนั้นใหญ่ขึ้นกว่าสมัยเดินสี่เท้าหลังค่อมมาก เพราะสมัยโบราณนั้นมนุษย์เราไม่สวมเสื้อผ้าครับอย่าลืม ทุกคนเดินโทงๆแก้ผ้าเหมือนกันหมด
.
ถ้าเปรียบเทียบกับสัตว์อื่นๆ อวัยวะเพศของมนุษย์นั้นมีขนาดใหญ่กว่าสัตว์อื่นๆมากเมื่อเทียบกับขนาดร่างกาย ไม่ว่าจะชิมแปนซี หรือกอลิล่า เพราะพอเราต้องมองกันที่ด้านหน้า ก็เลยต้องทำให้ด้านหน้าน่ามอง หรืออย่างน้อยก็ต้องมองเห็นกันได้ชัดขึ้นแหละครับ
.
แล้วสมัยก่อนนั้นรูปร่างของผู้หญิงที่ได้รับความนิยมอย่างเป็นสามัญก็คือ ผู้หญิงที่อวบอ้วน
.
ยิ่งอวบ ยิ่งอ้วน ยิ่งสวยยิ่งเป็นที่นิยม ไม่เหมือนกับเอวบางร่างน้อยแบบสาวๆสมัยนี้
.
เพราะความอวบอ้วนนั้นหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของสตรีเพศ และความอุดมสมบูรณ์นี้ก็บอกให้รู้ว่าถ้ามีลูกๆก็จะมีน้ำนมกินอ้วนท้วนอุดมสมบูรณ์ จนมีชีวิตรอดพอจะเติบใหญ่ได้แน่ๆ
.
ดังนั้นรูปแกะสลักผู้หญิงในสมัยก่อนจึงมักอวบและอ้วนมากเป็นพิเศษ ยิ่งมีไขมันรอบเอวเป็นชั้นๆ นั่นแหละครับเคทมอสสมัยนี้เลย
.
ดังนั้นมาตรฐานความงามนั้นเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ใครที่ไม่อยู่ในมาตรฐานสมัยนี้ไม่เป็นไร อีกไม่กี่สิบหรือร้อยปีข้างหน้า คุณอาจกลายเป็นคนที่สวยหรือหล่อที่สุดของยุคนั้นก็ได้ครับ รอหน่อยนะ
.
เรื่องเล่าของชนเผ่านักรบอเมซอน หรือนักรบหญิงที่ดุดันตามหนังต่างๆ อย่างเรื่อง Wonder Woman ที่ตัวเอกก็เป็นลูกสาวของหัวหน้าเผ่าอเมซอน แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดที่แถบยุโรป ไม่ใช่แถบอเมริกาใต้แถวแม่น้ำอเมซอนแต่อย่างไร
.
แต่เพราะหลังจากชาวยุโรปเข้าไปล่าอาณานิยมยังแถบอเมริกาใต้ แล้วบังเอิญไปเจอผู้หญิงของชนเผ่าหนึ่งสู้รบกับชาวอาณานิคมได้อย่างกล้าหาญ ก็เลยนิยามให้ว่าแถวแม่น้ำเส้นนี้เหมือนชนเผ่านักรบหญิง อเมซอน ที่แถบยุโรปในอดีตเลย ชื่อแม่น้ำอเมซอนก็เลยมีที่มาจากจุดนี้
.
จุดที่คนยุโรปเองเอาความคุ้นเคยจากบ้านเกิด มาเรียกให้กับถิ่นใหม่ๆ เหมือนชื่อเมือง New York ที่เอาชื่อมาจากเมืองเดิมของชาวดัชต์ในยุคนั้นนั่นเอง
.
ส่วนเรื่องน่าทึ่งเรื่องสุดท้ายที่อยากจะเล่าคือ ผู้คนในสมัยก่อนใช้สัตว์เลี้ยงของตนเป็นเครื่องกรองน้ำครับ
.
คุณอ่านถึงตรงนี้อาจสงสัยว่า “แล้วสัตว์เลี้ยงมันจะกรองน้ำได้ยังไง?” หรือเอาบางส่วนของสัตว์ที่ตายแล้วมาทำเป็นเครื่องกรองน้ำให้สะอาดปลอดภัยงั้นหรือ?
.
เปล่าเลยครับ ใช้สัตว์เป็นๆนี่แหละครับเป็นเครื่องกรองน้ำ ด้วยการให้สัตว์เลี้ยงของตัวเองดื่มนั้นก่อน จากนั้นพอสัตว์กรองเสร็จก็ค่อยดื่มน้ำที่ออกมา
.
แล้วน้ำที่กรองออกมาจากสัตว์ก็คือ “ฉี่” นั่นเองครับ
.
คนสมัยก่อนดื่มฉี่ของสัตว์เป็นเรื่องปกติ เพราะในสมัยก่อนนั้นแหล่งน้ำไม่ค่อยปลอดภัย และก็ไม่มีน้ำดื่มสะอาดบรรจุขวดขายเหมือนสมัยนี้
.
น้ำดื่มดูใสๆ แต่ข้างในเต็มไปด้วยเชื้อโรคครับสมัยนั้น ทำให้ผู้คนเลยเอาสัตว์มาลองดื่มก่อน ถ้าดื่มแล้วไม่ค่อย ก็ค่อยดื่มต่อจากที่สัตว์ปล่อยออกมา
.
หืม ไม่อยากจะคิดเลยครับ ว่าทุกวันนี้มีน้ำดื่มสะอาดบรรจุขวดให้กินง่ายๆ หรือมีเครื่องกรองน้ำที่แค่เปิดก็ดื่มได้เลยนี่มันโชคดีขนาดไหน
.
สุดท้ายแล้วอยากจะบอกว่า จริงๆแล้วเรื่องเซ็กส์ของคนสมัยโบราณนั้นถือว่าล้ำหน้ากว่าคนสมัยนี้เยอะครับ ถ้าอยากรู้เต็มๆแนะนำให้ลองไปหามาอ่าน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาหารสมองที่ให้ความรู้เชิงกว้างได้ดีครับ
.
.
#ReadAndLearn ประวัติศาสตร์ใต้สะดือ Early Desire
.
โตมร ศุขปรีชา เขียน
สำนักพิมพ์ Salmon
.
เล่มที่ 77 ของปี 2018
20180612
SHARE
Written in this book
ReadAndLearn
อ่านเพื่อเรียนรู้จากเรื่องราวและเรื่องเล่า
Writer
nuinattapon
Reader
Hi my name is Nattapon I love to read and share story inside the book to everyone. I just want to share.

Comments

nananatte
11 months ago
เล่มนี้ดูน่าสนุกมากเลยค่ะ 5555
ไม่เคยรู้เลยว่าคุณโตมรออกงานกับทางแซลมอนด้วย :-)
Reply
nananatte
11 months ago
555 สวัสดีค่ะ nananatte ---> nat --> ชื่อ ณัฐค่ะ :-)
ยินดีที่รู้จักค่ะ คุณ nui ชื่ออะไรคะ?
nuinattapon
11 months ago
ผมหนุ่ยครับ แต่ชืิอจริงก็ชื่อ ณัฐ นะครับ แต่เป็น ณัฐพล ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณ ณัฐ
nananatte
11 months ago
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณหนุ่ย :-)