สอบได้ที่เท่าไหร่?
หลายสัปดาห์ก่อน ผมกลับไปบ้านพ่อแม่

แล้วบังเอิญไปเจอสมุดพกสมัยเรียน

พอเปิดดูแล้วไปเห็นอันดับการสอบ

ผมก็ได้แต่อมยิ้มและคิดอะไรได้หลายเรื่อง

หนึ่งในนั้นที่จำได้แม่นและบ่อยที่สุดคือ

เรื่องการตั้งคำถามครับ

.

ตั้งแต่เด็กเท่าที่ผมจำความได้

คำถามหลังจากสอบเสร็จ

อาจารย์มักจะเดินมาถามนักเรียนในห้องว่า

“วันนี้ทำได้หรือได้ทำ”

.

แน่นอนว่าเด็กยุคผมก็ตอบไปตามบรรยากาศว่า

"ทำได้"

ทั้งๆ ที่ในใจก็อยากจะบอกว่า

"ได้ทำ" มากกว่า

ก็แน่ละใครละอยากเป็นแกะดำ

และจุดบอดของห้อง

.

เมื่อผลสอบออกมาไม่ว่าจะทำได้หรือได้ทำ

ผมมักจะได้รับคำถามที่เหมือนกันทั้งวัน

จากพ้องเพื่อนและผู้ปกครองคนอื่นๆ

ที่เดินเข้ามาถามว่า

“สอบได้ที่เท่าไหร่”

.

แต่พอผมบอกอันดับไปว่ารองสุดท้าย

เหมือนโลกก็เงียบลง

แล้วคำถามนั้นก็ลุกลามไปถามคนอื่นๆ ต่อไป

.

คำถามที่เงียบไปนั้นคิดได้สองแบบคือ

หนึ่ง...สงสารไม่อยากถามต่อ

สอง...คะแนนลูกๆ ของพวกเขาดีกว่า

เลยไม่ต้องเทียบอีก

.

ผมเติบโตมาด้วยคำถามแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

บรรยากาศเช่นนี้ส่งผลให้การเรียนน่าเบื่อ

ที่ต้องมาแข่งเพื่อต้องคิดข้ามช็อต

ต่อการหาคำตอบมาให้กับคำถามเดิมๆ

.

วิธีตั้งคำถามแบบนี้ผมเชื่อว่า

ส่งผลต่อเด็กในอดีตหลายคน

ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน

ให้กลายเป็นคนที่เติบโตมา

เป็นคนที่ยอมรับความผิดหวังไม่ค่อยได้

ถึงแม้คำถามเหล่านี้

จะไม่ได้เกิดจากพ่อแม่โดยตรงก็เถอะ

ความผิดหวังไม่เป็นจึงค่อยๆ เกิดขึ้น

และนำมาสู่การไม่ยอมรับต่อสิ่งที่ได้เปรียบเรา

.

เมื่อการยอมรับความผิดหวังไม่มีในชีวิต

ภูมิต้านต่อปัญหาที่ยิ่งโตยิ่งมีจึงบกพร่อง

ลองคิดภาพตามว่าถ้าสิ่งเหล่านี้

ฝังแน่นอยู่กับความต้องการของทุกคน

จนเข้าสู่โลกของการทำงาน

เราจะทำงานกันด้วยความเป็นทีม

ที่สามารถส่งเสริมแก่กันได้อย่างไร

.

ในความส่งเสริมให้แก่กันนั้นมันมีหลายรูปแบบ

ไม่ว่าจะเป็น การเสียสละ หรือการยอมรับ

เพื่อให้งานก้าวไปข้างหน้าต่อ

แต่ในเมื่อต่างคนต่างกลัวที่จะผิด

และอยากรักษาความเก่งที่สมบูรณ์ตลอดไป



.

ดังนั้น การตั้งคำถามกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

จึงเป็นเหตุที่สำคัญในการสร้างผลลัพธ์

ที่ได้มากกว่าแค่สำเร็จหรือล้มเหลว

.

คำถามจึงเป็นการสร้างภาชนะ

มารองรับความผิดพลาด หรือความผิดหวัง

เพื่อบอกพวกเขาว่าผลลัพธ์เหล่านั้นเป็นเรื่องปกติ

และจะเกิดประโยชน์ต่อไปอย่างไร

ด้วยการวิเคราะห์ให้เกิดโอกาส

.

ถ้าความคิดแบบนี้เกิดขึ้นกับผู้ปกครองคนหนึ่ง

ซึ่งได้พูดคุยกับเด็กคนหนึ่ง

ที่เขาอาจสอบได้ที่โหล่

การได้ที่โหล่จึงไม่ใช่ปัญหา

ที่เด็กคนนั้นจะเกิดความหนักใจ

และอาจพบว่ามีวิชาอื่น

ที่เขาทำได้ดีกว่าตัวอื่นๆ ก็ได้

.

คำถามเช่นนั้นจะเริ่มทำงาน

ด้วยการสอนเด็กคนนั้นว่า

ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ

ที่เรายอมรับกันได้

.

เมื่อผิดก็เรียนรู้แล้วมองหาประโยชน์

จากความผิดพลาดเสีย

และพยายามเรียนรู้ที่จะทำให้เกิด

ข้อผิดพลาดชุดเดิมให้น้อยที่สุด

ถ้าหากเราสร้างชุดคำถามที่มี

ทางเลือกมากกว่าคำว่าสอบได้ที่เท่าไหร่

โลกของการเรียนรู้จะสนุกมากกว่านี้

.

โอกาสที่เราจะเจอทางเลือกอะไรใหม่ๆ ย่อมเกิดขึ้น

มากกว่าการนั่งกังวลในทุกๆ ปลายเทอมว่า

เทอมนี้ฉันควรจะตอบพวกเขาอย่างไรดี

กับตัวเลขที่ประทับลงในสมุดพก

นี่นคงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้อย่างน่าลำบากใจ

.

เมื่อวันหนึ่งที่เด็กไม่สนุกกับการเรียนและทนไม่ไหว

โลกของการเรียนในห้องที่น่าเบื่อ

ก็ยิ่งกลายเป็นยาขมเข้าไปอีก

ในวันรับผลสอบพร้อมกับคำถามเดิมๆ ว่า

“สอบได้ที่เท่าไหร่”
SHARE
Writer
Ohmsiri
Writer
Page CreativeSalary / Books: สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / Podcaster ออฟฟิศ 0.4 / คอลัมนิสต์ aday Bulletin

Comments