Ready Player One --สมรภูมิ เกมซ้อนเกม
Ready Player One
สมรภูมิ เกมซ้อนเกม

ผู้เขียน : Ernest Cline / อมรรัตน์ อาศิรวาท แปล
สำนักพิมพ์ : น้ำพุ

1

สมรภูมิเกมซ้อนเกม หรือ Ready Player One นวนิยายที่นำเอาอนาคตมาถ่ายทอดด้วยวัฒนธรรมอดีต จนกลายเป็นนิยายที่เป็นสวรรค์ของเด็กเนิร์ดยุค 80 และกลายมาเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์

เรื่องย่อ ๆ คือ เวด วัตต์ส เด็กหนุ่มวัย 18 และผู้คนนับล้าน ๆ ทั่วโลกต่างเข้าร่วมศึกชิงเงินรางวัลที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์อย่าง ‘เดอะฮันต์’ ในโลกเสมือนอย่าง ‘โอเอซิส’ โลกที่ถูกสร้างโดยชายที่ชื่อ ‘เจมส์ โดโนแวน ฮัลลิเดย์’

หลังการเสียชีวิตของผู้สร้างโอเอซิส ก็มีเทียบเชิญเหล่าผู้เล่นในโอเอซิสทุกคนให้เข้าร่วมค้นหากุญแจทั้งสามดอกและแก้ปริศนาทั้งสามหลังประตู ผู้ชนะจะได้ครอบครองทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึงโอเอซิส ที่มีมูลค่าหลายแสนล้าน

เป็นที่รู้กันว่า ฮัลลิเดย์ นั้นคลั่งไคล้วัฒนธรรมป๊อปยุค 80 มาก จึงไม่แปลกที่ปริศนาทั้งหมดจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเหล่านั้น ทั้งเพลง หนัง เกม เทคโนโลยี รวมถึงเหล่าคนดังในยุคนั้นต่างถูกรวบรวมเป็นข้อมูลโดยเหล่าผู้เล่นที่ออกไล่ล่ารางวัล (ซึ่งเรียกกันว่า กันเตอร์) นำไปสืบหาเพื่อไขความลับของเกม



2

หลังจากอ่านผ่านสามบทแรกไป ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงขายดี เพราะเรื่องนี้เป็นศูนย์รวมทุกอย่างของความฝันวัยเด็กนั้นเอง คุณจะเจอเหล่าตัวละครจากหนังสือ การ์ตูน เพลง ทั้งฝั่งอเมริกา ยุโรป หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่น ออกมาโลดล่นในหนังสือ ทั้งหนังอย่าง ET, โกสท์บัสเตอร์, เกมกระดานอย่างดันเจี้ยนแอนด์ดราก้อน เกมตู้อย่าง Pong, Galaga, Pac Man การ์ตูนอย่างอุลตร้าแมน ขบวนการห้าสีต่าง ๆ กันดั้ม X-Men เป็นต้น

หนังสือเล่าเรื่องให้ขับเคลื่อนด้วยพล็อต ผลักตัวละครไปข้างหน้าแบบไม่หยุด ปล่อยของแบบไม่ยั้งทั้งปริศนาและความรู้ ตัวละครและไอเท็มของยุค 80

จุดเด่น ๆ ของเรื่องอีกอย่างคือการบรรยายสภาพของยุคนั้นได้อย่างเห็นภาพ สภาพของเมือง อาชญากรรม ความเป็นอยู่ และมีการเสียดสีโลกทุนนิยมอยู่ตลอดเวลา

แม้พล็อตการใช้ VR จะไม่ใช่เรื่องใหม่ การให้ตัวละครหลบหนีโลกความจริงจะเป็นเรื่องซ้ำซาก แต่ความฉลาดในการหยิบยกสิ่งที่ผู้อ่านคุ้นเคยมาใส่ในเรื่องทำให้ผู้อ่านสนุกและอินไปกับเรื่องได้ง่ายกว่าการสร้างสรรค์ตัวละครหรือองค์ประกอบใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะต้องเสียเวลาในการสร้างสถานการณ์เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจในไอเท็ม บรรยากาศ หรือสิ่งของประกอบฉากนั้น ๆ แต่เมื่อสิ่งต่าง ๆ เป็นของเก่า เรื่องก็มีเวลาเล่าและผลักสถานการณ์ไปได้ตลอด

ปริศนาทั้งสามข้อถูกคิดขึ้นมาเป็นอย่างดี แถมด้วยลูกเล่นนำของเก่ามาพัฒนา ทำให้ผู้อ่านติดตามว่าปริศนาแต่ละอันนั้นจะเป็นอะไรและมีรูปแบบการแก้อย่างไร

ช่วงตอนที่ 1-7 เป็นการปูเรื่อง รายละเอียดของโลกยุคนั้น ตัวละคร ปมต่าง ๆ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเยอะเกินไปเหมือนพูดวนไปมาซ้ำๆ แต่พอเข้าบทที่ 8 ก็ไหลลื่นดีจนหยุดไม่ได้ คือคิดว่าหากเราอินกับวัฒนธรรมมากกว่านี้คงสนุก สุข ฟินไปกับองค์ประกอบเหล่านั้น แต่เราโตมากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากกว่าอเมริกา ทำให้ความสนุกของเรื่องมากองอยู่ท้าย ๆ ที่ตัวละครอย่าง กันดั้ม ก็อตซิลล่า หรือ อุลตร้าแมน ปรากฏตัวออกมา

ฉากสงครามตอนท้ายทำได้ดี รู้สึกสะใจดี แต่ปริศนาหลังบานประตูทั้งสามดูง่ายไปหน่อย ไม่รู้สึกท้าทายเท่าการตีความโจทย์ซึ่งดูแล้วยากมาก

หนังสือพยายามใส่ความหลากหลายทางเพศเข้ามา แต่ก็เหมือนไม้ประดับมากกว่า รวมทั้งเรื่องรัก ๆ ขอตัวเอกซึ่งไม่มีอะไรแปลกใหม่ ส่วนตัวมองว่าการเฉลยตัวจริงของ ‘เอช’ น่าจะเซอร์ไพรซ์ได้มากกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้หวือหวาเท่าที่คาดการณ์

สิ่งที่ไม่ชอบของเรื่องคือการยัดชื่อสิ่งของ เกม ตัวละคร ไอเท็ม หรืออะไรต่าง ๆ มากมายของยุค 80 มาในบางตอนแบบมากเกินไป และมีการเล่าราวกับอ่านวิกิพีเดีย มากกว่าอ่านนิยาย ทำให้รู้สึกว่าถูกยัดเยียดองค์ประกอบมากเกินไป 

รวมถึงการบรรยายบางอย่างละเอียดเกินไปจนรู้สึกว่าย้วยและอ่านผ่าน ๆ ได้โดยที่ไม่มีสาระสำคัญอะไรมากมาย เหตุการณ์บางอย่างกระโดดไปมาไม่เรียบ เช่นเหตุการณ์ที่มีการสังเวยชีวิต ซึ่งดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนตาย อาจเพราะเรื่องเป็นแบบเด็ก ๆ องค์ประกอบเป็นเพลง เกม และวัฒนธรรมป็อป การโยนเรื่องการฆาตกรรมเข้ามาจึงคิดว่ามันเกินไป และตัวละรวมถึงอารมณ์ของเรื่องก็ไม่ได้รู้สึกโศกเศร้ากับเรื่องที่มีคนตายมากนัก (พูดง่าย ๆ ว่ามีคนตายแต่กลับมานั่งเล่นเกมกันต่อเฉยเลย อะไรแบบนี้) บางฉากโอเว่อร์เกินไปเช่นช่วงที่มีการบุกทำลายห้องเพื่อไปจับพระเอก แต่คดีที่ตัวเอกก่อไม่น่าจะรุนแรงขนาดใช้อาวุธหรืออุปกรณ์ที่ดูเหมือนจะมาฆ่ามากกว่า 
การแก้ไขเหตุการณ์ไคลแมกซ์ของเรื่องทุกอย่างดูง่ายไปหน่อย พระเอกฉายเดี่ยวเกินไป สเกลของโลกแบบนี้ เราไม่เชื่อว่าพระเอกที่เป็นเด็กเกรด 12 จะเก่งขนาดนี้ และสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างหนึ่งคือการที่พระเอกยัดข้อมูลของยุค 80 ใส่ในตัวเองเยอะมาก ทั้งการดูหนังหลายร้อยเรื่อง ฟังเพลงหลายพันเพลง และการเล่นเกมของยุค 80 ได้ครบทุกเกมที่ถูกเอ่ยถึง ส่วนตัวคิดว่าการจะทำอย่างนั้นได้อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีทีเดียว…

3

อยากคุยเล่น ๆ เรื่องการหลบหนีความจริงที่ผมคิดว่าเป็นแก่นของเรื่องนี้

จากการอ่านนิยายหลายเรื่อง พบว่าประเด็นการหลบหนีความจริงของตัวละครนั้นถูกนำมาฉายซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นไปได้ไหมว่า มนุษย์เราทุกคนไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี ความปรารถนาที่จะหนีจากสภาพแวดล้อม หนีไปสู่พื้นที่อุดมคติที่คิดว่าเหมาะกับตัวเอง หลาย ๆ ครั้งก็พบว่าไม่ว่าการหนีไปอยู่ที่ใด ปัญหา หรือปมต่าง ๆ ก็มักจะตามไป หรือมีมาให้แก้อยู่ดี ไม่เว้นแม้แต่สถานที่ที่สร้างขึ้นมาเองเช่นโลกเสมือนเฉกเช่นเดียวกับโอเอซิสในเรื่องนี้

แต่การต่อสู้ในชีวิต บางครั้งก็สร้างความยากลำบากและความเบื่อหน่ายให้เรา การหลบหนีจึงเกิดขึ้นตามมา วนเวียนกันไปอยู่แบบนี้ไม่สิ้นสุด ก่อให้เกิดวิทยาการมาเพื่อทุบทำลายความเบื่อหน่าย หนัง เพลง เกม สังคมเสมือน ไม่เว้นแม้แต่หนังสือที่เราอ่าน ๆ กันอยู่ นั่นก็เป็นการพยายามหลบหนีความจริงอย่างหนึ่งเหมือนกัน แม้มันจะไม่จีรังก็ช่างเถอะ เพราะการหลบหนี ถอยห่างนั้น อาจเป็นการสงบจิตใจ ความคิด และได้ทบทวนอะไรบางอย่าง และเมื่อต้องกลับไปเผชิญหน้ากับปัญหานั้น ๆ อีกครั้ง กุญแจวิเศษก็คงโผล่ออกมาและทำหน้าที่ผลักดันเราไปข้างหน้านั่นเอง

ชีวิตก็สนุกเพราะการมีปัญหานี่แหละ เราเติบโต เรียนรู้จาการแก้ปัญหามากกว่าการนั่งฟังบทบรรยาย และสุดท้ายการได้เผชิญปัญหาท้าทายนั้น ทำให้เราเห็นและรู้ถึงคุณค่าของตัวเราเองมากกว่าที่เราคิดว่าเราทำอะไรได้เสียอีก

4

สรุปแล้ว Ready Player One หรือ สมรภูมิ เกมซ้อนเกม ก็เป็นหนึ่งในนิยายที่ไม่ควรพลาด เหมือนการได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้รำลึก ได้คิดถึง ได้ค้นหา และสนุกกับจินตนาการที่เราลืมไปแล้วนั้น รู้สึกดีเป็นบ้า และการจะกล่าวว่านี่เป็น แฮรี่ พ็อตเตอร์ ฉบับโลกอนาคตนั้นก็ไม่เกินเลย ที่ดีกว่าก็เป็นการเดินเรื่องด้วยความรวดเร็ว

แม้จะมีความไม่สมเหตุสมผลบ้างก็ไม่แปลก เพราะความสนุกในจักวาลแห่งอนาคตนั้นมันยากเกินจะจินตนาการอยู่แล้วนิครับ

ว่าแล้ว ก็ไปหาหนังมาดูก่อน คงหนุกน่าดู^^

>>> https://imonkey.blog/2018/06/12/ready-player-one-book-review/<<<
SHARE
Written in this book
ลิงรีวิว
คือแบบอยากเสพสื่อแล้วรีวิวบ้าง เพื่อดัง ก็คนเป็นเซเลป ก็ต้องมีความคิดเห็นไง จะได้คูลจะได้เท่ ห๊ะไม่อยากอ่าน ก็ข้ามไปตามใจ แล้วจะเสียดายภายหลัง เพราะการรีวิวของลิง ไม่มีอะไรที่ใครจะเหมือน
Writer
imonkey7
นักเขียนไม่เสร็จ
มีเรื่องมากมายจะเขียนแต่ก็เขียนไม่เสร็จ Blog : https://imonkey.blog/ และ https://bookster.blog/

Comments