โครเอเชีย และ ฟุตบอล
นี่จะเป็นหนึ่งในสเตตัสยาวเกิน 8 บรรทัดแน่ๆ ว่าด้วยเรื่องของโครเอเชีย หรือโครแอต ประเทศที่กำลังจะได้ชิงแชมป์ฟุตบอลโลกปีนี้กับฝรั่งเศส

เคยคุยกับเพื่อนๆ หลายคนว่า ถ้าประเทศยูโกสลาเวียไม่แตกซะก่อนหลังจากสงครามเย็นจบลง ดูจากชื่อนักเตะแล้ว ประเทศนี้ก็คงได้แชมป์โลกไปหลายหนอยู่เหมือนกัน

ยูโกสลาเวีย ณ ตอนนี้แตกเป็นประเทศเอกราชแล้วอย่างน้อย 6 ประเทศ คือ เซอร์เบีย, สโลวีเนีย, โครเอเชีย, มาซิโดเนีย, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, มอนเตเนโกร

ยังเหลือโคโซโว, ดินแดนของชาวอัลเบเนีย ที่ยังไม่ได้แยกตัวเป็นเอกราชแบบ 100% ดูเหมือนตอนนี้สภาพการณ์น่าจะคล้ายๆ กับเชชเนียของพวกเชเชนที่ปกครองตัวเองกลายๆ แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ถูกรับรองเอกราชจากยูเอ็น

กลับมาที่ยูโกสลาเวีย ที่กึ่งๆ แปลว่าสหพันธรัฐของชาวสลาฟ นี้ความเป็นจริงแล้วไม่ได้มีแต่ชาวสลาฟที่อาศัยในดินแดนแห่งนี้ แต่มีชนชาติต่างๆ อาศัยอยู่รวมนับสิบ การมีอยู่ของประเทศที่เรียกว่ายูโกสลาเวียนั้น จึงดูไม่จีรังเลยซักนิด

ถ้าความเห็นส่วนตัวแล้ว คำว่ายูโกสลาเวีย อาจจะเป็นคำแสลงของคนในคาบสมุทรบอลข่านนี้ โดยเฉพาะกับสองประเทศ อย่างบอสเนีย และแน่นอน, โครเอเชีย

ถ้าอยากอ่าน Detail เพิ่มเติมลองดูกระทู้ของคุณ MIGGER ใน pantip ได้ตามลิงค์นะครับ
> https://pantip.com/topic/31401788

แน่นอนว่าในโลกนี้มีประเทศที่พื้นที่กว้างใหญ่แบบอินเดียหรือจีน ที่มีขนาดเกือบๆ เท่าทวีปยุโรป แต่ในบางพื้นที่ของโลกนี้ ในพื้นที่เท่าประเทศไทย กลับแบ่งตัวเองออกเป็นประเทศเล็กๆ เต็มไปหมด

ทำไมกัน ประเทศนี้ทำไมถึงไม่รวมกัน

คำตอบที่ตอบคำถามนี้ได้เหมาะสมที่สุด น่าจะเป็นเพราะภูมิศาสตร์ของดินแดนนั้นๆ

ดินแดนที่เป็นที่ราบกว้างใหญ่อย่างจีนนั้น การไปมาหาสู่การติดต่อกันนั้นทำได้ง่าย การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา รวมถึงการอพยพย้ายถิ่นฐาน มีอยู่เสมอ จนประชาชนถูกกลืนเข้าหากัน เกิดเป็น 'ชาติ' ขึ้น

แต่หากดินแดนนั้นเป็นภูเขา การไปมาหาสู่กันนั้นลำบาก ทำให้การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่ละกลุ่มของประชากร มีแนวโน้มจะแยกตัวออกไปเป็นชนกลุ่มน้อย

ยกตัวอย่างง่ายที่สุดก็คือที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่กลุ่มคนไทยรวมตัวกันเป็นชาติ มีศูนย์กลางที่เมืองอยุธยา แต่ถัดออกไปที่พม่า ที่ภูมิศาสตร์เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนมากกว่า กลับกระจายตัวออกเป็นกลุ่มก้อนอย่างไทยใหญ่ พม่า ยะไข่ กะเหรี่ยง ม้ง หรือแม้กระทั่งโรฮินจา

กลุ่มก้อนของประชากรนี้จะมีความต่างของวัฒนธรรม ภาษา ความเชื่อและหลายครั้งคือศาสนา ที่ทำให้ภายหลัง ดินแดนนี้ก็จะแตกออกเป็นประเทศเล็กๆ

ดินแดนของคาบสมุทรบอลข่านก็เช่นกัน เทือกเขาไดนาริกแอลป์ที่วางตัวเองขวางอยู่ แบ่งกลุ่มก้อนของประชากรออกเป็นส่วนๆ โดยปกติแล้วก็จะเกิดการแย่งชิงดินแดนกันเองอยู่พอสมควร

แต่ในบริเวณนี้ปัญหานั้นกลับไม่ค่อยเป็นประเด็นเท่าไหร่ เพราะเนื่องจากสาเหตุด้านบน ทำให้การทหารไม่เป็นปึกแผ่น จนอาณาจักรมุสลิมของออตโตมันเข้ามาปกครองบริเวณนี้อยู่นับร้อยปี

นั่นเป็นทั้งเรื่องดีและไม่ดีในเวลาเดียวกัน เพราะทำให้ดินแดนตรงกลางที่ตอนนี้เป็นประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา มีกลุ่มก้อนของคนเข้ามารวมตัวกันมากขึ้น จากการที่ไม่ต้องแย่งชิงดินแดนตรงกลางกันอีก

แต่นั่นรวมถึงกลุ่มคนที่เป็นมุสลิมจากอาณาจักรออตโตมันอีกด้วย ที่เข้ามาในบริเวณนี้เช่นกัน

จุดเริ่มต้น ของประเทศที่ชื่อว่ายูโกสลาเวียเกิดขึ้นหลังจากการล่มสลายของอาณาจักรออตโตมันหลังจากสงครามโลกครั้งทีหนึ่ง ในตอนนั้นพวกสลาฟ หรือชาวเซิร์บ สามารถรวบรวมทั้งคาบสมุทรบอลข่านไว้ได้ และเกิดเป็นประเทศมหาอำนาจใหม่ที่เรียกว่า ยูโกสลาเวีย

ในตอนนั้นเหมือนกับยูโกสลาเวีย จะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ แต่ก็เรียกตัวเองได้ดูไม่ค่อยเต็มปากนัก เพราะเป็นคอมมิวนัสต์ที่ดูไม่ได้มุ่งไปทางสังคมนิยมเต็มขั้น มันยังคงมีศาสนาอยู่ และทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้เป็นทุนนิยมเต็มขั้น แต่ก็ไม่ได้พึ่งพาการเงินจากมหาอำนาจอย่างโซเวียตเช่นกัน

ตอนนั้นที่ยูโกสลาเวียมีคือ ผู้นำอย่างนายพลติโต และกำลังทหารอันมหาศาล

ปัญหาคือทั้งสองอย่างนี้ทำให้ประชาชนอิ่มท้องไม่ได้ เศรษฐกิจของยูโกสลาเวียพังพาบ ประเทศที่เคยอยู่ด้วยกันก็เริ่มคิดจะแยกตัวออกอย่างลับๆ จนกระทั่งสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น

การพังลงของกำแพงเบอร์ลิน

ไม่นานนักหลังจากนั้น สโลเวเนีย และโครเอเชียก็เปิดฉากด้วยการประกาศแยกตัวเองเป็นเอกราชจากรัฐบาลกลางของเซอร์เบีย แน่นอนว่าไม่มีใครยอมให้ประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ โดยที่ไม่ต้องทำอะไร

รัฐบาลของเซอร์เบียบุกเข้าไปในแคว้นโครเอเชียทันที ผ่านทั้งทางแผ่นดินของพวกเซิร์บที่ติดกัน และผ่านทางแผ่นดินกลางของบอสเนีย แน่นอนว่ารัฐบาลกลางผู้มีกองกำลังทหารอันมหาศาล ค่อยๆ บดขยี้กองกำลังของแคว้นนอกไปเรือยๆ จนเกือบจะเข้าถึงเมืองหลวงของโครเอเชียที่กรุง ซาเกร็บ

จุดเปลี่ยนอยู่ที่ แคว้นบอสเนียกลับประกาศแยกตัวออกจากรัฐบาลกลางของเซอร์เบีย ในระหว่างสงครามกับแคว้นโครเอเชียนั่นแหละ

ไม่มีใครรู้ว่าทำไม อาจจะเพราะบอสเนียเห็นว่าถ้าโครเอเชียพ่ายตอนนี้ คงไม่มีโอกาสที่บอสเนียจะแยกประเทศได้อีก หรือไม่ก็อาจจะเป็นการแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจอื่นๆ

แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าแคว้นบอสเนียนีอยู่ตรงกลางของคาบสมุทรบอลข่าน แม้ว่าคนกลุ่มใหญ่จะเป็นชาวมุสลิมจากออตโตมัน แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่าชาวโครแอตและชาวเซิร์บเดิมที่อาศัยอยู่ในบอสเนีย

ไม่มีชาวพื้นเมืองคนไหนอยากอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม ชาวโครแอตเองก็อยากไปรวมกับโครเอเชีย ชาวเซิร์บก็อยากไปรวมกับเซอร์เบียเดิม

เหตุการณ์จึงกลับจากหน้ามือเป็นหลังเท้า

กลายเป็นทั้งรัฐบาลเซอร์เบียและโครเอเชียกลับมาจับมือกันชั่วคราว เพื่อกำจัดชาวมุสลิมในแคว้นบอสเนียออกไปแทน !!

ทั้งหมดนำไปสู่สงครามของคาบสมุทรบอลข่านโดยสมบูรณ์ โดยมีสนามรบอยู่ในบอสเนีย กลายเป็นสงครามล้างเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่ของโลกอีกหนนึง

ถ้าใครมีอายุหน่อยคงเคยได้ยินเรื่องสงครามในกรุงซาราเยโวผ่านหูมาบ้าง นั้นแหละคือ 'สงครามล้างเผ่าพันธุ์ในยูโกสลาเวีย'

มันใช้เวลาอีกหลายปี กับการแทรกแซงของทั้งยูเอ็น นาโต้ รัสเซีย นักรบมูจาฮีดีน เพื่อที่ทำให้สงครามสงบลงอย่างที่สุด จนสุดท้ายประเทศต่างๆ ค่อยๆ แยกตัวออกจากเซอร์เบียอย่างที่มันควรจะเป็น

เหตุการณ์พวกนี้เกิดขึ้นและจบลงในระยะเวลา 20 กว่าปีเท่านั้นเอง แม้จะบอกว่ามันจบลง แต่ก็ดูเหมือนจะยังพูดได้ไม่เต็มปาก กระทั่งตอนนี้แคว้นบอสเนียก็ยังคงใช้ชื่อประเทศว่า บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, โดยดินแดนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนั่นแหละ แต่จังหวัดที่เป็นที่อยู่ของชาวเซิร์บ อย่างเฮอร์เซโกวีนานั้นก็ยังคงต้องเพิ่มเข้าไปในชื่อประเทศ เพื่อป้องกันการแยกประเทศอีก แบบเดียวกับ ชื่อประเทศเซอร์เบียและมอนเตเนโกร ก่อนหน้านี้

เมื่อลองมองย้อนและจินตนาการถึงวันเวลานั้น ที่เพื่อนบ้านต่างเชื้อชาติ ที่เคยอยู่ด้วยกัน กลับกลายมาเป็นศัตรูกันเอง หลายๆ ประเทศเกือบล่มสลาย อีกหลายที่ก็ค่อยฟื้นตัว สร้างตัวใหม่ออกจากเถ้าถ่าน

มันเป็นประวัติศาสตร์ที่เหมือนแผลที่เพิ่งเอาผ้าพันแผลออก ก็ด้วยสาเหตุนี้คำว่า ทีมยูโกสลาเวีย ดูเหมือนจะไม่มีทางเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ บางทีอาจจะไม่มีทางเกิดขึ้นตลอดไป

ไม่น่าประหลาดใจที่ประเทศเล็กๆ อย่างโครเอเชีย ที่เพิ่งฟื้นตัวมาไม่กี่ปี นักเตะหลายคนนั้นในตอนเด็ก ที่คงโตมากับเสียงปืน ไซเรนและหลุมหลบภัย กีฬาอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ไม่ทำให้พวกเขาเป็นบ้าไปซะก่อน จะมีผู้เอาใจช่วยหรือแอบเอาใจช่วยอยู่ไม่น้อย เพราะถ้ามันเกิดขึ้นจริง มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล

แต่ก็อาจจะเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าของโลกนี้เลยก็ได้
SHARE

Comments