ปรัชญาว่าด้วยความรู้และวิธีวิจัย: ความรู้คืออะไร และ มาจากไหน ?


มนุษย์แต่ละคน ต้องสูญเวลากว่าค่อนชีวิตในสถาบันการศึกษาเพื่อไขว่คว้าตามหา "ความรู้" ด้วยเชื่อว่า "ความรู้" จักบรรเทาความโง่เขลาและมอบแสงสว่างให้แก่ชีวิต จนเกิดปัญญาพาตนพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ทว่าแม้พากเพียรร่ำเรียนจนอ่านออกเขียนได้ ไฉนมนุษย์จึงยังหลงวนอยู่ในความมืดมน ความทุกข์ และความเจ็บปวด หรือว่า การศึกษายังไม่อาจพามนุษย์บรรลุถึง "ความรู้" ที่แท้จริง ? 

แล้วธรรมชาติ "ความรู้" ที่แท้จริงคืออะไร ? เกิดขึ้นอย่างไร ? เราจะแสวงหามันได้จากที่ใด ? 

ในประวัติศาสตร์อันยาวไกล นักปรัชญาเกิดคำถามเหล่านี้และพยายามค้นหาคำตอบ จนเกิดเป็นศาสตร์ทางปรัชญาที่เรียกว่า "ญาณวิทยา (Epistemology)" ภายใต้ความเชื่อว่า หากเราบรรลุถึง "ความรู้" เราก็จะเข้าถึง "ความจริง" ดังนั้นบางครั้งนักญาณวิทยาอาจจะใช้ "ความรู้" และ "ความจริง"  เพื่อหมายถึงสิ่งเดียวกัน

1. ธรรมชาติของ "ความรู้" คืออะไร ? : อัตวิสัย และ วัตถุวิสัย
เรารู้ว่าน้ำเปลี่ยนเป็นไอระเหยไปในอากาศและกลั่นลงมาเป็นหยดน้ำอีกครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกัน เราเห็นยอดใบเขียวผุดโผล่จากผืนดินเติบโตเป็นไม้ใหญ่และสักวันย่อมเหี่ยวเฉาลงกลายเป็นเศษดินอีกครั้ง 

ภาพที่เราเห็นและรับรู้ดูเหมือนว่าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันก็ดูราวกับว่ามิได้มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง หากแต่มีกฎที่แน่นอนบางประการคอยควบคุมอยู่ ทำให้นักญาณวิทยามากมาย ต่างถกเถียงอย่างไม่รู้จบว่า "ความรู้และความจริง" เป็นสิ่งที่ "เลื่อนไหล" หรือ เป็นสิ่งที่ "ตายตัว" กันแน่ ? 

ก. อัตวิสัย (Subjective) : ความรู้เป็นสิ่งเลื่อนไหล ตามการรับรู้ของมนุษย์ 
เราไม่สามารถก้าวลงไปในแม่น้ำสายเดียวกันได้สองครั้ง
เฮราคลีตุส (540-480 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นคนหนึ่งซึ่งสนใจปัญหาของ "การเปลี่ยนแปลง" เขาสังเกตเห็นว่าทุกสรรพสิ่งรอบกายล้วนเปลี่ยนแปลง เขาเลือกที่จะเชื่อถือความรู้สึกและศรัทธาการรับรู้ของตนเอง ด้วยเหตุนี้เขาจึงกล่าวว่า เราไม่สามารถก้าวลงไปในแม่น้ำสายเดียวกันได้สองครั้ง นั่นเพราะเมื่อก้าวเท้าลงแม่น้ำครั้งที่สอง ทั้งตัวเราเเละแม่น้ำก็ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว กล่าวคือทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงเลื่อนไหลนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แนวคิดของเฮราคลีตุสยังไม่นับว่าเป็นแนวทางอัตวิสัยที่สุดโต่ง เขายังเชื่อว่าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ยังมี "เหตุผลสากล" หรือ "กฎสากล" ที่เป็น "สารัตถะ" คอยกำหนดทุกสิ่งอยู่

ต่อมาในช่วง 450 ปี ก่อนคริสตกาล ณ เอเธนส์อันเป็นศูนย์กลางแห่งปรัชญา ได้เกิดนักปรัชญาที่เรียกตนเองว่า "โซฟิสต์" พวกเขาตั้งคำถามต่อการมีอยู่ของทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งใดถูก ผิด ดี ชั่ว ใครเป็นผู้กำหนด โซฟิสต์ชี้ว่ามนุษย์คือมาตรวัดของทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งใดตายตัว ทุกสรรพสิ่งต่างเปลี่ยนแปลง ความรู้เป็นสิ่งซับซ้อน และชีวิตมนุษย์ก็แสนสั้น มนุษย์จึงไม่อาจเข้าถึงความรู้ที่แท้จริง จึงควรวางใจให้สงบและแสวงหาทางหลุดพ้นเสียดีกว่า ซึ่งแนวคิดนี้เรียกว่า "วิมุตินิยม"  

ข. วัตถุวิสัย (Objective) : ความรู้เป็นสิ่งสากล ตายตัว เที่ยงแท้แน่นอน 
สิ่งที่เราเห็นว่าเปลี่ยนแปลง เป็นแค่ความรู้สึกที่หลอกลวง
ปาร์มีดินิส (540-480 ปีก่อนคริสตกาล) สนใจ "การเปลี่ยนแปลง" เช่นกัน เขาตระหนักด้วยประสาทสัมผัสว่าธรรมชาติรอบกายเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ทว่าเขาอธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ ดังนั้น หากต้องเลือกระหว่างความรู้สึกกับเหตุผลนั้น ปาร์มีดินิสเลือกเชื่อเหตุผลของตนเอง สิ่งที่เราเห็นว่าเปลี่ยนแปลง แท้จริงเป็นแค่ความรู้สึกที่ลวงหลอก  ทุกสิ่งยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หากแต่ประสาทสัมผัสต่างหากที่ลวงตา และความรู้สึกเชื่อถือไม่ได้ 

ช่วงที่เอเธนส์อันรุ่งเรือง โสกราตีส (470-399 ปี ก่อนคริสตกาล) อยู่ในยุคเดียวกับพวกโซฟิสต์ ต่างกันตรงที่ ในขณะที่โซฟิสต์ไม่เชื่อว่ามีความรู้ความจริงที่ตายตัว โสกราตีสกลับเชื่อว่ามีความรู้ที่ตายตัวและมีปทัสถานแน่นอน  และความรู้เหล่านั้นก็อยู่ในตัวของมนุษย์นั่นเอง ทั้งยังเชื่อมั่นอีกด้วยว่ามนุษย์มีเหตุผลพอที่จะเข้าถึงความรู้แท้จริงได้ เช่น ความสามารถในการแยกผิดถูก ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สถิตอย่างมั่นคงจริงแท้อยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนนั่นเอง

2. "ความรู้" มาจากที่ใด ? : เหตุผลนิยม และ ประจักษ์นิยม
ดังเห็นแล้วว่า นักปรัชญาในยุคที่ผ่านมามุ่งสนใจค้นหาธรรมชาติที่จริงแท้ หรือความรู้ที่แท้จริง ทว่าในท้ายสุดเเล้วก็ยากจะตอบได้ว่าแล้วสิ่งจริงแท้ที่สุดคือสิ่งใด ด้วยเหตุนี้นักปรัชญาจึงมุ่งสนใจว่าเราจะค้นหาความรู้ได้อย่างไร ? ส่ิ่งใดเป็นบ่อเกิดของความรู้กันแน่ ? จนนำไปสู่ข้อถกเถียงระหว่างกลุ่ม "เหตุผลนิยม (Rationalism)" ที่เชื่อว่า บ่อเกิดของความรู้มาจากโลกภายในติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด กับกลุ่ม "ประจักษ์นิยม (Empiricism)" ที่เชื่อว่า บ่อเกิดของความรู้มาจากโลกภายนอก มนุษย์รับรู้ความรู้ด้วยผัสสะและประสบการณ์

ก. เหตุผลนิยม : ความรู้มาจากโลกภายใน ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด
 "ความรู้จากข้อเท็จจริง" ที่เข้าถึงด้วยผัสสะ ทำให้เรารับรู้โลกในมุมมองจำกัด แต่ "ความรู้จากเหตุผล" ที่เข้าถึงด้วยญาณหยั่งรู้นั้นจะทำให้เราเข้าถึงความจริงแท้
เพลโต (428-347 ปี ก่อนคริสตกาล) ได้ต่อยอดแนวคิดเรื่องความรู้ในตัวมนุษย์ของโสกราตีส และเชื่อเช่นเดียวกันว่า มนุษย์มีเหตุผลสากลในตัว เพลโตให้เหตุผลว่า นั่นเพราะมนุษย์มี "วิญญาณอมตะ" ที่มาจาก "อาณาจักรแห่งจิตวิญญาณ" กล่าวคือ "ในโลกแห่งสัมผัส" สรรพสิ่งที่เรารับรู้มิใช่ของจริง ดอกไม้บ้างเหี่ยวเฉา ต้นไม้มีรูปทรงพิลึกพิลั่น ม้าบางตัวพิกลพิการ  เพราะทั้งหมดเป็นเพียงภาพจำลองที่ไม่สมบูรณ์ ผ่านมาผ่านไป และไม่เที่ยงแท้ แต่ที่เรารับรู้ว่านั่นคือดอกไม้ คือต้นไม้ คือม้า  นั่นเพราะเรามีความทรงจำเกี่ยวกับ "โลกแห่งแบบ"  อันเป็นโลกแห่งอุดมคติ ทุกสรรพสิ่งเที่ยงแท้ สมบูรณ์ และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  วิญญาณของมนุษย์มาจากโลกนี้นี่เอง และรอวันที่จะหวนคืนอยู่เสมอ เราเรียกแนวคิดของเพลโตว่า "ทฤษฎีแบบ" แนวคิดของเพลโตเป็นรากฐานให้กับ "คณิตศาสตร์และเรขาคณิต" "จริยศาสตร์" และ "สิทธิตามธรรมชาติ" ในเวลาต่อมา 

เมื่อล่วงเข้าสู่ยุคกลาง นักบุญออกัสติน (ค.ศ. 354-430) ก็ได้นำแนวคิดของเพลโตมาเข้ารีตทางศาสนา ด้วยการย้ำ "โลกของแบบ" ตามทัศนะของเพลโต ก็คือ โลกในความคิดของพระเจ้านั่นเอง และการพยายามเข้าถึงโลกของแบบ ก็เป็นหนทางหนึ่งเพื่อจะเข้าถึงพระเจ้าเช่นกัน

กระทั่งยุคกลางสิ้นสุดลง และโลกเข้าสู่ยุคบารอค กลุ่มนักคิดภาคพื้นยุโรป ได้แก่ เดการ์ต (ค.ศ. 1596-1650) สปิโนซ่า (ค.ศ. 1632-1677) และ ไลป์นิซ (ค.ศ.1646-1716) ได้นำแนวคิดของเพลโตมาพัฒนาอีกครั้ง จนเกิดเป็นขบวนการ "เหตุผลนิยม" 

เดการ์ต แยกกายออกจากจิตให้เป็นอิสระต่อกัน เขาเชื่อว่าจิตของเราทุกคนต่างมีความคิดเกี่ยวกับสิ่งสมบูรณ์ เช่น เรามักมีภาพของรัฐในอุดมคติ ความดีในอุดมคติ ฯลฯ นั่นหมายความว่าสิ่งเหล่านั้นต้องมีจริง เช่นเดียวกันนั้น  เขาตั้งคำถามว่า "ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าชีวิตทั้งชีวิตของท่านไม่ใช่แค่ความฝัน ?" เขาสงสัยกับการมีอยู่ของสรรพสิ่งต่างๆ จนบรรลุขึ้นได้ว่า การที่เขาสงสัยแปลว่าเขากำลังคิด และเพราะเขากำลังคิด แปลว่าเขามีอยู่จริงนั่นเอง เขาจึงเชื่อว่า จิตของเขาที่กำลังคิด ย่อมจริงแท้กว่าโลกทางวัตถุซึ่งเป็นสิ่งไม่สมบูรณ์ 

สปิโนซ่าได้พัฒนาแนวคิดของเดการ์ต โดยชี้ว่าเราไม่ได้มีกายและจิตแยกจากกัน สิ่งใดๆ ในโลกล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งจิต กาย ดอกไม้ บทกวี ผู้คน ความรัก ล้วนเป็นละอองเล็กๆ ขององค์รวมที่ใหญ่กว่าซึ่งคอยกำหนดชักใยทุกสรรพสิ่ง และเราสามารถรับรู้องค์รวมนั้น ได้ด้วยญาณหยั่งรู้ในตัวเราเอง ในขณะเดียวกัน ไลบ์นิซ ซึ่งเป็นนักปรัชญายุคร่วมสมัยก็ได้เสริมพลังให้แนวคิด "เหตุผลนิยม" ความรู้ที่เราเข้าถึงได้มี 2 ระดับ ในขณะที่ "ความรู้จากข้อเท็จจริง" ที่เข้าถึงด้วยผัสสะ ทำให้เรารับรู้โลกในมุมมองจำกัด แต่ "ความรู้จากเหตุผล" ที่เข้าถึงด้วยญาณหยั่งรู้นั้นจะทำให้เราเข้าถึงความจริงแท้ได้

ข. ประจักษ์นิยม : ความรู้มาจากโลกภายนอก ด้วยผัสสะและประสบการณ์
มโนทัศน์ใดก็ตามที่ไม่มีประสบการณ์มารองรับหรือพิสูจน์ ถือว่าไม่เป็นความจริง
ในขณะที่เพลโต หมกมุ่นอยู่ใน "โลกของแบบ" จนหันหลังให้แก่โลกแห่งความเป็นจริง อริสโตเติล (384-322 ปี ก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเพลโตกลับสนใจ "โลกแห่งประสาทสัมผัส" เขาศึกษาธรรมชาติและสรรพสิ่งรอบตัวจนเป็นรากฐานให้แก่ "วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ" ในภายหลัง อริสโตเติลไม่เชื่อว่ามี "แบบของม้า" ก่อนที่จะมี "ม้าจริงๆ" แต่มนุษย์เรารู้จัก "ม้า" ก็เพราะเราเห็นม้าหลายๆ ตัว และสังเกตเห็นลักษณะเฉพาะที่เป็นลักษณะร่วมของม้าแต่ละตัว จึงสร้างมโนทัศน์เกี่ยวกับม้าขึ้นมาและเรียกสัตว์ประเภทนั้นว่า "สายพันธุ์ม้า" อย่างไรก็ตาม อริสโตเติลก็ไม่ได้เป็นนักประจักษ์นิยมสุดโต่ง เขาไม่ได้ปฏิเสธ "เหตุผล" โดยสิ้นเชิง แต่เห็นว่าเหตุผลของมนุษย์ว่างเปล่าจนกว่าเราจะได้รับรู้บางอย่างเสียก่อน อีกทั้ง อริสโตเติลยังได้สร้างรากฐาน "ตรรกศาสตร์" ขึ้นมาเพื่อพูดถึงการพิสูจน์ความสมเหตุสมผลอีก เรียกว่า “การอ้างเหตุผลแบบนิรนัย” (Deductive Reasoning) 

เมื่อล่วงเข้าสู่ยุคกลาง นักบุญอไควเนสก็ได้นำแนวคิดของอริสโตเติลมาเข้ารีตทางศาสนา ด้วยการย้ำว่าสิ่งที่เรารับรู้ด้วยผัสสะ คือภาพสะท้อนของพระเจ้า เราสามารถเข้าถึงความจริงบางเรื่องด้วย "เหตุผล" และบางเรื่องด้วย "ประสาทสัมผัส" การพยายามใช้เหตุผลและประสาทสัมผัสเป็นหนทางเข้าถึง "พระเจ้า" แต่สิ่งที่จะช่วยให้เข้าถึงพระเจ้าได้ย่ิงกว่าก็คือ "ศรัทธา"

กระทั่งยุคกลางสิ้นสุดลง และโลกเข้าสู่ยุคบารอค กลุ่มนักคิดภาคพื้นยุโรป ล็อค (ค.ศ. 1632-1704) เบิร์กเลย์ (1685-1753) และ ฮิวม์ (ค.ศ. 1711-1776) ได้นำแนวคิดของอริสโตเติลมาพัฒนาจนเกิดขบวนการ "ประจักษ์นิยม" 

เริ่มจากล็อค เขาเชื่อว่า "ไม่มีสิ่งใดเป็นจริงนอกจากผัสสะ" ล็อคชี้ว่าความรู้มี 2 ระดับ คือ "ความรู้ระดับปฐมภูมิ" ซึ่งเป็นความรู้แบบวัตถุวิสัย มีความจริงแท้แน่นอนและชั่วตวงวัดได้ เช่น ขนาด รูปทรง  และ "ความรู้ระดับทุติยภูมิ" เป็นความรู้แบบอัตวิสัยขึ้นอยู่กับการรับรู้และประสบการณ์ เช่น รส กลิ่น อย่างไรก็ตามความรู้ทั้งสองอย่างต้องถูกพิสูจน์ได้ด้วยผัสสะและประสบการณ์เท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นความรู้ที่จริงแท้ อย่างไรก็ตาม ล็อคยังคงเชื่อใน "สิทธิตามธรรมชาติ" และ "พระเจ้า" เพียงแต่เห็นว่าเป็นมโนทัศน์ที่กำลังรอการพิสูจน์เท่านั้น

เบิร์กเลย์ ได้ต่อยอดแนวคิดของล็อค ด้วยการชี้ว่า สิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยผัสสะและประสบการณ์เป็นสิ่งเลื่อนไหล เป็นอัตวิสัย ขึ้นอยู่กับการรับรู้ของแต่ละคน ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีโลกภายนอกหรือกฎสากลใดๆ นอกจากสิ่งที่เรารับรู้เท่านั้น นอกจากนี้ ขบวนการประจักษ์นิยมถูกเสริมทัพด้วยแนวคิดของฮิวม์ในเวลาต่อมาอีกด้วยว่า "ความคิดใดก็ตามที่ไม่มีประสบการณ์มารองรับหรือพิสูจน์ ถือว่าไม่เป็นความจริง" 

3. เราจะเข้าถึงความรู้ได้อย่างไร : นิรนัย และ อุปนัย 
ไม่ว่า ความรู้จะเป็นสิ่งเลื่อนไหลหรือเป็นสิ่งคงที่  มาจากโลกภายในหรือมาจากโลกภายนอก นักปรัชญาได้พยายามพัฒนาวิธีการเข้าถึงความรู้ จนก่อเกิดวิธีคิด 2 แบบ คือ วิธีคิดแบบนิรนัย (Deductive) และ วิธีคิดแบบอุปนัย (Inductive)

ก. นิรนัย : การเข้าถึงความรู้ด้วยการอ้างข้อเท็จจริง
อริสโตเติลได้พัฒนารากฐานตรรกศาสตร์ เรียกว่า “การอ้างเหตุผลแบบนิรนัย” (Deductive Reasoning) ภายใต้ความเชื่อว่า หากข้ออ้างสมเหตุสมผล ข้อสรุปย่อมเป็นความจริง เช่น "มนุษย์มีเกิดแก่เจ็บตาย นายแดงเป็นมนุษย์ ดังนั้นสรุปได้ว่า นายแดงย่อมต้องมีเกิดแก่เจ็บและตาย" วิธีการแบบนิรนัย เป็นวิธีการที่นักเหตุผลนิยม มักใช้เพื่อแสวงหาความรู้ ด้วยการยกอ้างความจริงทั่วไปหรือกฎสากล (Universal) เพื่ออธิบายตัวอย่างเฉพาะ (Particular) เช่น การใช้กฎคณิตศาสตร์เพื่ออธิบายสมการตัวเลข การใช้กฎจริยศาสตร์เพื่ออธิบายความดี และการใช้กฎสิทธิตามธรรมชาติเพื่ออธิบายสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ 

นักเหตุผลนิยมเชื่อว่า การใช้ญาณหยั่งรู้ (Intuition) ตรึกตรองด้วยเหตุผลเท่านั้น จะทำให้เราเข้าถึงกฎสากลได้ ส่วนประสาทสัมผัสทำให้เราเข้าถึงได้แค่ตัวอย่างเฉพาะเท่านั้น เช่น เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาทางจริยธรรม ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ จงใช้จิตของเราหยั่งหาความจริงสากล แล้วจะค้นพบว่าสิ่งใดคือความดี คุณธรรม และความถูกต้อง 
เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาทางจริยธรรม ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ จงใช้จิตของเราหยั่งหาความจริงสากล แล้วจะค้นพบว่าสิ่งใดคือความดี คุณธรรม และความถูกต้อง   
ข. อุปนัย : การเข้าถึงความรู้  
ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ฟรานซิส เบคอน (ค.ศ.1561-1626) เห็นว่าวิธีการแบบนิรนัย หลายครั้งนำไปสู่ข้อสรุปลวง และไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางปรัชญาได้ เขาจึงได้เสนอวิธีการใช้เหตุผลแบบอุปนัย (Inductive Reasoning) ภายใต้ความเชื่อว่า ถ้าตัวอย่างที่ยกมาเป็นข้อเท็จจริง ก็มีความน่าจะเป็นสูงที่ข้อสรุปจะจริง เป็นวิธีการที่นักประจักษ์นิยม มักใช้เพื่อแสวงหาความรู้ ด้วยการยกตัวอย่างเฉพาะ (Particular)  หลายๆ ตัวอย่างจากประสบการณ์หรือปรากกฎการณ์ใดปรากฎการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อหาความเป็นไปได้ของความจริงทั่วไปหรือกฎสากล (Universal) ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นั้น

นักประจักษ์นิยมเชื่อว่า การเอาลักษณะร่วมที่เรารับรู้ได้จากส่วนย่อย มายกให้เป็นลักษณะของส่วนรวมทั้งหมดจะทำให้เราเข้าถึงความจริงได้ เช่น หากเราดมกลิ่นดอกไม้ประเภทเดียวกันสักห้าถึงหกดอก และพบว่ามีกลิ่นหอมหวานเหมือนกัน ก็เป็นไปได้ว่า ดอกไม้ประเภทนี้มีกลิ่นหอมแบบเดียวกันทั้งหมด โดยที่เรามิได้เทียวดมดอกไม้ทั้งสวน ซึ่งการอ้างเหตุผลเช่นนี้ ได้กลายเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ในเวลาต่อมา

หากเราดมกลิ่นดอกไม้ประเภทเดียวกันสักห้าถึงหกดอก และพบว่ามีกลิ่นหอมหวานเหมือนกัน ก็เป็นไปได้ว่า ดอกไม้ประเภทนี้มีกลิ่นหอมแบบเดียวกันทั้งหมด โดยที่เรามิได้เทียวดมดอกไม้ทั้งสวน 
 4. จากญาณวิทยาสู่วิธีการวิจัยสังคมศาสตร์ : ปฏิฐานนิยม และ ปรากฎการณ์นิยม
ในยุคแห่งภูมิปัญญาได้เกิดแนวคิดปรัชญาใหม่ๆ ที่หลากหลาย ค้านท์ (ค.ศ. 1724-1804) ได้โจมตีเหตุผลนิยมที่เชื่อในความจริงที่เป็นวัตถุวิสัยจนหลงวนอยู่ในอ่างจนลืมโลกแห่งผัสสะ และโจมตีประจักษ์นิยมที่มองข้ามความรู้จากโลกภายในที่ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยผัสสะ ด้วยการกล่าวว่า "มโนทัศน์ที่ปราศจากการรับรู้ทางประสาทสัมผัสเป็นความว่างเปล่า ส่วนการรับรู้ทางประสาทสัมผัสที่ปราศจากมโนทัศน์ก็เป็นความมืดบอด"

มโนทัศน์ที่ปราศจากการรับรู้ทางประสาทสัมผัสเป็นความว่างเปล่า ส่วนการรับรู้ทางประสาทสัมผัสที่ปราศจากมโนทัศน์ก็เป็นความมืดบอด
ในขณะเดียวกันก็ได้เกิด ขบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นในตั้งแต่ยุคภูมิปัญญา ก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยผสมผสานจุดเด่นจุดด้อยของ ปรัชญาเหตุผลนิยม ประจักษ์นิยม ปฏิบัตินิยม สร้างสรรค์นิยม 

ค่านิยมในการแสวงหาความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ความเชื่อว่า มีความรู้ความจริงที่เป็น "วัตถุวิสัย" ที่แน่นอนสากล อันมีรากจากปรัชญาเหตุผลนิยม ร่วมกับความเชื่อว่า ความจริงต้องเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วย "ผัสสะและประสบการณ์" อันมีรากจากปรัชญาประจักษ์นิยม

ชาร์ล ดาร์วิน (ค.ศ.1809-1882) เป็นนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติยุคแรกๆ ที่ผสมผสานวิธิีการเข้าถึงความรู้ด้วย "วิธีอุปนัย" เข้ากับ "วิธีนิรนัย" กล่าวคือ "ตั้งสมมุติฐาน" จากกฎทั่วไปด้วยวิธีนิรนัยร่วมกับการ "สังเกตและทดลอง" ซ้ำๆ ด้วยวิธีอุปนัย เพื่อค้นหาความจริงทางวิทยาศาสตร์  ผลจากการสังเกตและการทดลอง จะพิสูจน์ให้เห็นว่าปรากฏการณ์สอดคล้องกับกฎทั่วไปหรือไม่  

ภายหลังได้มีการแบ่งแยกสาขาวิชาความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละสาขาก็พัฒนาไปตามศาสตร์ของตน ทั้ง "สาขาวิทยาศาสตร์" ที่สนใจโลกทางวัตถุที่พิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัส "สาขาสังคมศาสตร์" ที่สนใจพฤติกรรมมนุษย์ในฐานะสมาชิกในสังคม และ "สาขามนุษยศาสตร์"  ที่สนใจคุณค่า นามธรรม อารมณ์ ความคิดของมนุษย์

ทว่าเนื่องจาก "วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์" กำลังเป็นที่นิยม และได้รับความเชื่อถือ ทั้งสังคมศาสตร์ และ มนุษย์ศาสตร์ จึงพยายามปรับนำวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ มาประยุกต์ใช้ในศาสตร์ของตนเอง จนเกิดการถกเถียงว่าวิธีคิดแบบไหนเป็น "วิธีวิทยาศาสตร์" ที่น่าเชื่อถือที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการนำวิธีวิทยาศาสตร์มาใช้ในสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งนำไปสู่ข้อถกเถียงระหว่าง "ขบวนการปฏิฐานนิยม" (Positivism) และ "ขบวนการปรากฎการณ์นิยม" (Phenomenology) ในที่สุด 

ก. ปฏิฐานนิยมกับงานวิจัยเชิงปริมาณ
ออกุส ก๊องส์ (ค.ศ. 1798-1857)  เป็นผู้วางรากฐาน "ขบวนการปฏิฐานนิยม"  ภายใต้ความเชื่อว่า  "ความรู้เชิงประจักษ์" เท่านั้นเป็นสิ่งจริงแท้ โดยจะต้องสามารถสังเกต วัด  และวิเคราะห์ ด้วยเครื่องมือ  และระเบียบวิธีทางคณิตศาสตร์จากประสบการณ์ และมีความเป็น "วัตถุวิสัย" ไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึก อคติ ค่านิยม ความคิดเห็นของผู้ศึกษา 

ในยุคแรก ปฎิฐานนิยมมุ่งใช้ "วิธีอุปนัย" และ "เทคนิควิธีเชิงปริมาณ" (Quantity Research) ในการค้นหาความจริงจากตัวอย่างเฉพาะที่หลากหลายเพื่อสร้างกฎทั่วไป เช่น การสำรวจพฤติกรรมการฆ่าตัวตายของมนุษย์จากหลากหลายกลุ่มตัวอย่าง เพื่อค้นหาข้อสรุปที่อยู่เบื้องหลัง

ต่อมาภายหลังได้เกิดขบวนการปฏิฐานนิยมใหม่เชิงประจักษ์นิยม ซึ่งมุ่งใช้ "วิธีนิรนัย" ร่วมกับ "เทคนิควิธีเชิงปริมาณ" โดยพยายามรวบรวมนำความรู้ที่มีอยู่แล้วจากที่ได้มีการค้นคว้า ตั้งขึ้นเป็น สมมุติฐาน แล้วนำไปพิสูจน์ซ้ำ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในสนาม จากแบบสอบถามเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขแล้วนำมาวิเคราะห์หาวิธีการทางสถิติ 

อย่างไรก็ตามไม่ใช่วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่มีแนวทางแบบปฏิฐานนิยม การค้นพบกฎฟิสิกส์ของนิวตัน หรือทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ ก็มิได้มีรากฐานมาจากข้อมูลเชิงประจักษ์
ปฏิฐานนิยมเชื่อว่า ความรู้แบบวัตถุวิสัย ที่สามารถสังเกต วัด และวิเคราะห์ ด้วยเครื่องมือ และระเบียบวิธีทางคณิตศาสตร์จากประสบการณ์เท่านั้นเป็นสิ่งจริงแท้

ข. ปรากฎการณ์นิยมกับงานวิจัยเชิงคุณภาพ 
การนำวิธีคิดแบบปฏิฐานนิยมมาใช้ค้นหาความจริงในทางสังคมศาสตร์ได้ถูกโจมตีคัดค้านอย่างมาก ทั้งในหมู่นักสังคมศาสตร์ด้วยกัน เช่น แมกซ์ เวเบอร์ (ค.ศ.1864-1920) ที่เห็นว่า การศึกษาศาสตร์เกี่ยวกับมนุษย์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ไม่ควรจะใช้วิธีเดียวกัน จึงได้นำเสนอศาสตร์แห่งการตีความขึ้น

ในขณะเดียวกัน ก็มีการต่อต้านการใช้วิธีคิดแบบปฏิฐานนิยมในการค้นหาความจริงในสายมนุษยศาสตร์เช่นกัน โดยผู้นำขบวนการนี้คือ เอ็ดมุนด์ ฮุสเซิร์ล (ค.ศ.1859-1938) ซึ่งได้เสนอแนวคิดแบบ "ปรากฎการณ์นิยม" และต่อมาได้เป็นรากฐานของปรัชญา "อัตถิภาวะนิยม" ในภายหลัง

ศาสตร์แห่งการตีความและปรากฎการณ์นิยม มีจุดร่วมเดียวกัน กล่าวคือทั้งสองศาสตร์ต่างเชื่อว่า ความรู้แบบวัตถุวิสัยนั้น ไม่ว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่ ก็ไม่อาจเข้าถึงได้ เพราะต้องอาศัยตัวผู้วิจัยที่เป็นมนุษย์  ส่วนความรู้/ความจริงที่จะเข้าถึงได้นั้น  มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับอัตวิสัยและมุมมองของผู้ที่เข้าไปศึกษา และความรู้/ความจริงที่ค้นพบนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสร้างหรือตีความขึ้นจากผู้วิจัย หรือมีความเป็น "อัตวิสัย" นั่นเอง 

วิธีวิจัยของกลุ่มปรากฎการณ์นิยมนี้ จึงมุ่งใช้ "วิธีอุปนัย" ในการศึกษาและตีความจากปรากฎการณ์เฉพาะ เพื่อสร้างเป็นทฤษฎีฐานราก โดยใช้ "เทคนิควิธีเชิงคุณภาพ" (Quality Research) 

ปรากฎการณ์นิยมเชื่อว่า ความรู้/ความจริงที่จะเข้าถึงได้นั้น มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับอัตวิสัยและมุมมองของผู้ที่เข้าไปศึกษา และความรู้/ความจริงที่ค้นพบนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากผู้วิจัยนั่นเอง ส่วนความรู้แบบวัตถุวิสัยนั้น ไม่ว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่ ก็ไม่อาจเข้าถึงได้
รวบรวมและเรียบเรียงโดย 
อรุโณทัย วรรณถาวร
ที่มา
โยสไตน์ กอร์เดอร์.(2553).โลกของโซฟี: เส้นทางจินตนาการสู่ประวัติศาสตร์ปรัชญา.กรุงเทพฯ: คบไฟ.
นิศา ชูโต.(2540)การวิจัยเชิงคุณภาพ.กรุงเทพฯ: พี. เอ็น. การพิมพ์. 
สมศักดิ์ ศรีสันติสุข.(2550).ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. สมุทรปราการ: เดชกมลออฟเซ็ต. 
จารุณี วงศ์ละคร.(2550).ปรัชญาเบื้องต้น.เชียงใหม่: เวียงบัวการพิมพ์.
สุภางค์ จันทวานิช.(2557).วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ.กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์.
SHARE
Writer
MAYAROSE
วิญญาณ
ข้าพเจ้าเป็นเพียงวิญญาณล่องลอยผ่านมา เพื่อสังเกตและเฝ้ามองโลกมนุษย์

Comments

Nui_Napat
4 months ago
อ่านสนุกมากเลยครับ มีความสั้นกระชับืแต่ก็ทำให้เข้าใจภาพรวมของพัฒนาการทางความคิดในการเข้าหาความจริงแท้ของมนุษยชาติ
Reply