บทเรียนแห่งความทะเยอะทะยานที่ (ไม่เคย) จำหลังดู Jurassic World

ถ้าจะเปรียบเหมือนเด็กแสบประจำโรงเรียน คงจะด่าไปแล้วว่า

มึงยังไม่เข็ดใช่มั๊ย!!!
ผมกำลังพูดถึงหนังเรื่อง Jurassic World: Fallen Kingdom ที่เพิ่งได้ดูเมื่อวานนี้ หนึ่งในหนังชุดไดโนเสาร์ระดับตำนาน นับตั้งแต่ Jurassic Park ปี1993 ก่อนจะยกเครื่องสู่เรื่องราวครั้งใหม่ในชื่อ Jurassic World 

เรื่องราวของกลุ่มคนที่คิดจะสวมบทเป็นพระเจ้า กับการปลุกสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปหลายร้อยล้านปี ให้กลับมาในโลกปัจจุบัน ซึ่งตลอดที่ผ่านมาของหนังชุดนี้ ทุกคนจะได้เห็นเส้นบางๆระหว่างอนุรักษ์และกำไรเข้ากระเป๋า กับสิ่งที่อันตรายที่สุด 

ถึงได้บอกว่าต่อกี่ภาคๆ เรื่องราวเหมือนไม่เคยหลาบจำ แต่หายนะก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ 

นั่นคือสิ่งที่หนังคงอยากจะบอกคนดูนั่นเอง

อย่างในไตรภาคแรก Jurassic Park คือการพูดถึงความฝันทะเยอทะยานของ จอหน์ แฮมมอนด์ ที่ภายนอกเขาคือ วอลท์ ดิสนีย์ ที่อยากท้าทายตัวเองด้วยการสร้าง จูราสิค ปาร์ค ที่เจ้าตัวไม่ได้ให้คนมีเงินเข้าไป แต่เป็นสถานที่ทุกคนสามารถไปเรียนรู้สัตว์โลกล้านปี และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับไดโนเสาร์ได้ 

เป็นฝันที่สวยงามแต่น่ากลัวในเวลาเดียวกัน

นั่นทำให้เขาต้องเจอบทเรียนราคาแพง พร้อมกับฝันสลาย 

ความทะเยอทะยานก็ส่งต่อให้กับ ปีเตอร์ ลัดโลว์ ใน Lost World หลานชายที่คิดเหมือนแฮมมอนด์แต่บ้ายิ่งกว่ากับการจับไดโนเสาร์ ในเกาะอิสลา ซอร์นา เพื่อเอามาจัดแสดงในเมือง 

ก่อนที่ 22 ปี เหตุการณ์จะซ้ำรอบเหมือนในอดีตจนถึงภาคล่าสุด ซึ่งมันไปไกลชนิดว่าใช้เทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรม ก่อนจะเอาไปขายเพื่อถูกใช้ในวัตถุประสงค์บางอย่าง ซึ่งเคยคิดเล่นๆว่าใครมีเจ้านี่รับรองรา้ยกาจจนชนะทุกศึกเลยทีเดียว 

แต่หลังจากที่ออกจากโรงหลังดูจบ 

สิ่งที่พึมพำมาจากหัวคือ 

ความทะเยอทะยานไม่สิ้นสุดนี่ล่ะ
คือจุดเริ่มต้นแห่งความน่ากลัวที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาในอีกไม่ช้านั่นเอง


SHARE
Written in this book
POPCORN DIARY
เรื่องราวสนุกๆ ในโลกภาพยนตร์
Writer
DreamerWriter25
Rookie Writer
นักเขียน / นักฝัน (สมัครเล่น)

Comments