ตอน : เรือเล็กควรออกจากฝั่ง
Scene : 32
Location : ภูเก็ต
Date : 14 กันยายน 2017
Time : 13:00 น. (โดยประมาณ)
Weather : ฝน 8 แดด 4

บนความสูงที่ประมาณ 30,000 ฟุต เราชะโงกหน้ามองลงไปยังแผ่นดินเบื้องล่างและเฝ้าสังเกตภูมิประเทศที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ พร้อมกดหน้าจอมอนิเตอร์เบื้องหน้า เปิดดูเส้นทางการบินเฉลยให้เห็นว่าเรากำลังเดินทางข้ามผ่านน่านฟ้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บ้านเกิดของเรา ข้อมูลบนจอยังบอกต่อไปว่า อีกไม่ถึง 40 นาที เราจะถึงสนามบินภูเก็ต กัปตันประกาศถึงการลดระดับลงเพื่อเตรียมตัวลงจอดบนเกาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ร่างกายเราเริ่มสนองตอบต่อระดับความสูงที่เปลี่ยนแปลง หูของเราเริ่มอื้อทำให้การได้ยินเสียงเบาลงมาก คลับคล้ายเหมือนอยู่ในห้องอัดเสียง สถานที่ที่เราชอบมากๆเพราะว่ามันเงียบ เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจ เราชอบความเงียบ เสียงประกาศจากกัปตันบังคับให้เราต้อง กลืนน้ำลายแก้อาการข้างต้น เพื่อให้การรับฟังข้อมูลจากกัปตันถูกต้อง ไม่นานเกินรอเครื่องก็ลงจอด

หลังจากที่เราออกจากสนามบิน ก็เดินไปเช่ารถมอเตอร์ไซค์และตรงดิ่งมาที่เกสท์เฮาส์บริเวณอ่าวฉลอง จัดเก็บสัมภาระที่เตรียมมาอำนวยความสะดวกต่อภารกิจลากเรือในวันพรุ่งนี้ แล้วบึ่งตรงดิ่งมายังบริษัท Thai Sail หรือบ้านพี่เขตนั่นเอง เพื่อนัดแนะเวลาและวางแผนในการลากเรือท้องฟ้าไปขึ้นคาน เราแวะมาทักทายพี่เขตที่กำลังง่วนอยู่กับการสร้างใบเรือรุ่น walkbay ซึ่งมีออเดอร์มาจากบึงหนองบอน สถานที่ที่คอยแนะนำให้บุคคลที่สนใจเกี่ยวกับการแล่นใบได้รู้จักกับกีฬาประเภทนี้ มันตั้งอยู่แถวสวนหลวง ร.9 และที่สำคัญเราเคยไปแล่นใบที่นั่นมาแล้วและยังสมัครเป็นสมาชิกอีกด้วย ใบที่เหล่าชาวกรุงใช้จับลงส่งแรงขับเรือนั้นถูกรังสรรค์มาจากบ้านของพี่เขตนี่เอง
ไม่ทันที่เราจะได้ออกไปหาท้องฟ้าเพื่อตระเตรียมเธอให้พร้อมต่อการถูกนำพาไปขึ้นคานซ่อมแซม ฝนก็เทลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เราไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะเคยได้ยินคำพูดที่บอกต่อๆกันมาที่ว่า ฝนพังงา ฟ้าภูเก็ต นั้นเชื่อไม่ได้ และการบ้านที่เราตระเตรียมมาจากกรมอุตุนิยมวิทยาก็บอกถึงการมาของพายุที่มีนามว่า ทกซูรี ไม่ได้มาที่ภูเก็ตเต็มๆหรอก แต่ก็พอให้ได้รับอานิสงค์ด้วยบ้างไม่มากก็น้อย
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราจึงขออาสาเป็นลูกมือให้กับพี่เขต หาประสบการณ์เกี่ยวกับใบเรือไปในตัว อย่าลืมสิถ้าระหว่างแล่นรอบโลกแล้วใบเรือเราเกิดเสียหาย เราก็จะมีวิชาในการซ่อมมันได้บ้าง
ในการตัดใบเรือเพื่อตระเตรียมส่งไปยังบึงหนองบอนพี่เขตมอบหมายงานง่ายๆให้เราคือ การใส่ battens
battens จะเป็นตัวสร้างความแข็งแรงให้ใบเรือ พี่เขตเล่าให้เราฟัง พร้อมทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เราทำต่ออย่างเชื่องช้า กล้าๆกลัวๆเพราะเกรงว่าจะทำของเขาเสีย ใบที่หนึ่งผ่านไป ใบที่สองผ่านไป จนเริ่มเกิดความชำนาญ ไม่ช้าเราก็ใส่มันครบทุกใบ หลังจากนั้นเราก็ช่วยกันพับใบและแพคใส่ถุงเตรียมส่งไปที่บึงหนองบอน หากใครไปบึงหนองบอนและได้ลองเล่นเรือใบรุ่น walkbay ก็อย่าลืมนึกถึงเรากับพี่เขต ด้วยล่ะ
หลังจากนั้นพี่ตู่ก็ตามมาสมทบ พวกเราเริ่มคุยกันถึงแผนการลากเรือท้องฟ้าในวันพรุ่งนี้ พี่ตู่ให้เราโทรศัพท์ไปสอบถามรายละเอียดกับพี่นนท์ เจ้าของคานเรือ Phuket Premier Boatyard ที่เราจะพาเรือลำน้อยนามท้องฟ้าไปฝากไว้ ถึงรายละเอียดการเข้าพัก พี่นนท์ถามกลับมาว่าจะลากมาถึงกี่โมง “ตามแผนออกตอนเช้า น่าจะไปถึงช่วงเย็นครับพี่” เราตอบกลับไปยังปลายสาย พี่นนท์ตอบกลับมาว่าเดี๋ยวเขาโทรกลับ ขอไปเช็คตารางน้ำวันพรุ่งนี้ก่อน ไม่ถึง 5 นาทีพี่นนท์ก็โทรกลับมา “เย็นพรุ่งนี้น้ำลง ต้องเอาขึ้นคานอีกวัน” พี่นนท์แนะนำว่าให้เราลากท้องฟ้ามาจอดแถวนั้นก่อนสักหนึ่งคืนแล้วเช้าอีกวัน ค่อยเอาขึ้นคาน
ฝนยังคงปรอยลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ตกเบาๆพอให้ได้รำคาญใจ เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงหัวค่ำ พี่จ่าหินพระเอกของการลากเรือในครั้งนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรถ TOYOTA FORTUNER คันเก่งของแก แต่ก่อนที่เราจะเริ่มพูดคุยตระเตรียมแผนในวันรุ่งพรุ่งนี้ ข้าวปลาอาหารที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากฝีมือพี่จิ๋มภรรยาคนสวยของพี่เขต ก็ถูกจัดแจงวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อย กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราพูดคุยกันบนโต๊ะอาหารล้อมวงกินข้าวกันอย่างอบอุ่นท่ามกลางอากาศหนาวเย็นจากไอฝนต้องแรงลมอ่อนๆตลอดเวลา
เมื่อกับข้าวบนโต๊ะเริ่มร่อยหรอลง และความเร็วในการ ตัก เคี้ยว กลืน เริ่มช้าลง บ่งบอกถึงความอิ่มของพวกเราทุกคน มันคงถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มพูดคุยถึงภารกิจครั้งนี้
พี่จ่าหินเล่าว่าเขาได้ตระเตรียมเรือที่ใช้ลากท้องฟ้า พร้อมเชื้อเพลิงไว้เรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งนี้เราควรจะออกกันตั้งแต่เช้า เพราะจากการคาดคะเน เราน่าจะใช้เวลาในการเดินทาง ประมาณ 8 ชั่วโมง (ไม่รวมขากลับ) เราต้องกินข้าวกันบนเรือ เตรียมเสื้อกันฝนมาด้วย พรุ่งนี้ฝนตกหนักแน่นอน พี่จ่าหินกำชับ เราเอ่ยถามกลับไปว่า ถ้าอากาศไม่ดีแบบนี้ เราเลื่อนเป็นวันอื่นก็ได้นะพี่ จ่าหินหันมามองหน้าเราหลังสิ้นประโยคบอกเล่าที่เอ่ยไปพร้อมบอกว่า
“ตกลงกันไว้แล้ว ก็ต้องคำไหนคำนั้น ไปกับพี่ไม่ต้องกลัว”
พี่ตู่ก็หันมาย้ำกับเราว่า ไปกับพี่จ่าหินไม่ต้องห่วงอะไร ห่วงเรื่องของกินจะพอรึป่าวอย่างเดียวก็พอ คำกล่าวที่ว่าทำให้เรามั่นใจขึ้นมาเยอะเลย
หลังจากสรุปแผนการทั้งหมดของวันพรุ่งนี้แล้ว พวกเรา 4 คน ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน เรานัดเจอกันที่ท่าเรืออ่าวฉลองกันตอน 6 โมงเช้า รีบกลับไปนอนเอาแรงแล้วไปเจอกันที่นัดหมาย

Scene : 33
Location : Vipa House Phuket
Date : 15 กันยายน 2017
Time : 05:00 น.
Weather : ฝนตกหนัก

เสียงโทรศัพท์ดังร้องเตือนตามเวลาที่เรากำหนดไว้ที่ตี 5 ร้องเรียกเราให้ลุกขึ้นมาทำภารกิจยามเช้า จริงๆเรานอนกึ่งหลับกึ่งตื่นตลอดคืน กังวลใจว่าวันนี้ภารกิจจะราบรื่นดั่งใจนึกไว้หรือเปล่า ไม่มีแม้ความงัวเงียง่วงปะปน ในจิตตอนนี้มันมีแต่ความตื่นเต้น ฝนฟ้ายังคงส่งเสียงดังคะนองลั่นไปทั่ว
ตกหนักแบบนี้จะลากเรือกันได้เหรอวะ เราคิดขณะนั่งอยู่บนเตียงนอนขนาด 6 ฟุต พร้อมเสื้อกันฝนที่ใส่รอไว้เรียบร้อย ข้างตัววางกระเป๋ากันน้ำที่ภายในบรรจุของใช้ที่คาดว่าจำเป็นในการเดินทางครั้งนี้ และกล้อง Gopro ที่เราพามาเก็บบันทึกเรื่องราว ประมาณตี 5 ครึ่ง เสียงโทรศัพท์ของเราก็ร้องดังออกมาอีกครั้ง เราหยิบยกมันขึ้นมา หน้าจอปรากฎชื่อพี่ตู่
ครับพี่ เราตอบรับปลายสาย “ฝนตกหนักเลยวิน เดี๋ยวเรารอให้มันซากว่านี้ก่อนนะค่อยออกไปเจอกัน เดี๋ยวพี่โทรบอกอีกที” สิ้นเสียงจากปลายสาย เราลุกขึ้นจากที่นอน เดินวนไปวนมาในห้องรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าดั่งหนูติดจั่น กังวลใจว่าวันนี้จะทำตามแผนได้สำเร็จหรือไม่ เราเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบกระป๋องกาแฟที่อัดแน่นไปด้วยคาเฟอีน 80 มิลลิกรัม พร้อมขนมปังไส้เผือก ที่เราตระเตรียมไว้ก่อนจะเข้าที่พักเมื่อคืน มาเติมพลังไปพลางๆ
ไม่กี่อึดใจฝนก็เริ่มเบา พี่ตู่โทรหาเราอีกครั้ง บอกให้ไปเจอกันที่ท่าเรืออ่าวฉลอง เราลุกออกมาทันใดคว้าหมวกกันน๊อคจับมอเตอร์ไซค์ออกไปในฉับพลัน ซึ่งออกไปได้ถึงหน้าปากซอย เราก็พบว่าน้ำท่วม...จะเดินทางรอบโลกมันไม่มาหยุดที่หน้าปากซอยหรอกโว้ย เราให้กำลังใจตัวเองและเดินหน้าไปยังท่าเรืออ่าวฉลองตามคำมั่น
ตอนนี้เราไม่หลงเหลือความกลัวหรือความกังวลอีกต่อไปแล้ว มันแปรเปลี่ยนเป็นความเร้าใจ เราขับขี่ฝ่ากระแสน้ำหลากออกไปอย่างไม่เกรงกลัว วันนี้จะยังไง ฝนจะตกหนัก ลมจะแรงแค่ไหน ภารกิจของเราจะดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

Scene : 34
Location : ท่าเรืออ่าวฉลอง
Date : 15 กันยายน 2017
Time : 08:00 น.
Weather : ฝนตกหนักมาก

และเราก็มาถึงจุดนัดพบ เวลาล่วงเลยจากแผนที่วางไว้เกือบชั่วโมงครึ่ง ในท่าเรือตอนนี้แทบไร้ผู้คนอาจเป็นเพราะฝนฟ้าและเวลาที่ยังเช้าอยู่ ปลายสุดของท่ามีเรือ RIB (เรือยางขนาดใหญ่) จอดอยู่ท่ามกลางฝนพรำ ปรากฏชายในเสื้อกันฝนสีครีม กำลังวิดน้ำออกจากเรือ
พี่จ่าหินมารออยู่ก่อนแล้ว เขากำลังเอาน้ำฝนที่กระหน่ำมาทั้งคืนออกจากเรือ เราเดินเข้าไปหา ยกมือไหว้สวัสดี วางกระเป๋าสัมภาระ และลงมือช่วยพี่จ่าหินวิดน้ำออก
สักพักพี่ตู่และพี่เขตก็เดินทางมาถึงในชุดกันฝนสีสันสดใส แบกน้ำแข็งหนึ่งกระสอบพร้อมกับอาหารเครื่องดื่มที่มีไว้เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตพวกเราทั้งสี่คนในวันนี้
ตัวเลขดิจิตอลบนนาฬิกาข้อมือของเราตอนนี้บอกเวลา 8:30 น. พวกเราทั้ง 4 ออกจากท่าเรืออ่าวฉลองท่ามกลางเมฆสีเทาที่ปกคลุมไปทั่ว เวลาตอนนี้ล่าช้ากว่าแผนที่เราวางเอาไว้เยอะพอสมควร และสภาพอากาศก็ไม่เป็นใจเอาเสียเลย แต่มันก็ไม่ได้บั่นทอนจิตใจที่มุ่งมั่นและแน่วแน่ในการพาท้องฟ้า เรือของเราไปขึ้นคานซ่อมแซม อดทนหน่อยนะ อีกนิดเดียวเธอก็จะถึงบ้านใหม่แล้ว

Scene : 35
Location : ท้องฟ้า
Date : 15 กันยายน 2017
Time : 08:40 น.
Weather : ฝนตกหนัก

ไม่ถึง 10 นาที พวกเราทั้ง 4 ก็เดินทางมาถึงท้องฟ้า พี่จ่าหินเทียบเรือ เรารีบปีนขึ้นไปเปิดดูภายใน น้ำเข้ามาในท้องฟ้าเยอะพอสมควร เพราะฝนที่กระหน่ำมาตลอดทั้งคืน เรารีบต่อปั๊มน้ำเข้ากับแบตเตอรี่ ในขณะที่พี่ๆกำลังผูกเชือกยึดโยงท้องฟ้าเข้ากับเรือ RIB หลังจากนั้นพวกเราก็แบ่งกำลังคนออกเป็น 2 ทีม ทีมละ 2 คน โดยพี่เขตกับพี่ตู่ประจำการอยู่บนเรือท้องฟ้า ส่วนเรากับพี่จ่าหินประจำการอยู่บนเรือ RIB เมื่อทุกอย่างเข้าที่เราก็เริ่มออกเดินทางไปยัง Phuket Premier Boatyard ทันที ไม่มีเสียงปืนดังเป็นสัญญาณในการปล่อยตัว จะมีก็แต่เสียงฝนฟ้าคะนอง เปรี้ยง ปร้าง บ่งบอกให้เราออกเดินทาง


Scene : 36
Location : ปลายแหลมพันวา
Date : 15 กันยายน 2017
Time : 09:20 น.
Weather : ฝนตกหนัก

เราออกเดินทางออกมาจนถึงบริเวณปลายแหลมพันวา ฝนก็กระหน่ำตกลงมาอย่างหนักหน่วง ทุกอย่างขาวโพลนไปหมดมองอะไรไม่เห็น จนต้องเปิดโหมดเข็มทิศจากนาฬิกาข้อมือ และก็ต้องขอบคุณฟ้าฝนที่กระหน่ำตกยกยื่นแบบฝึกหัดการใช้เข็มทิศให้เรา พวกพี่ๆเริ่มคุยกันเป็นตัวเลข ซึ่งเด็กเรือหน้าใหม่อย่างเรางงมาก เราไม่ได้คุยกันว่าจะไปทิศเหนือ หรือใต้ มันทำให้เราเข้าใจตัวเลขบนเข็มทิศ ที่บ่งบอกถึงองศาได้อย่างไม่ยากเย็น การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงมันดีแบบนี้นี่เอง
พอเราเดินทางพ้นแหลมพันวา คลื่นลมก็เพิ่มเติมความแรงเท่าทวีคูณ ประเคนแบบฝึกหัดให้เราอย่างไม่ขาดสาย มันโยกทั้งเรือ RIB และท้องฟ้าให้โอนเอียงไปตามกระแสเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น
พวกเราทั้ง 4 ก็เช่นกัน แม้คลื่นจะลูกใหญ่ปานใด จะโถมถาเข้าหาสักกี่ที มันก็ไม่สามารถสั่นคลอนจิตใจของพวกเราได้เลย อากาศแบบนี้มันทำให้เรานึกถึงเพลง เพลงนึง ที่เราคิดว่าในช่วงเวลาแบบนี้คงไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่า “เรือเล็กควรออกจากฝั่ง”

เสียงลมคำราม ฟ้าครามพลันมืดมัว
หัวใจสั่นระรัว ฉันกลัวอะไร
ทะเลเอาจริง หรือเพียงจะวัดใจใคร
เหมือนคำขู่ท้าทาย ให้ยอมจำนน
พายุ ถั่งโถม อยู่ในใจ
จะออกไปแตะขอบฟ้า
แต่เหมือนว่าโชคชะตาไม่เข้าใจ
มองไปไม่มีหนทาง
ชีวิตฉันต้องล่มลงใช่ไหม
ตรงเส้นขอบฟ้าสีคราม
ความหวังยังนำทางฉันใช่หรือไม่
คำตอบอยู่กลางคลื่นลม
ชีวิตแม้ต้องล้มลงตรงไหน
แต่ฉันก็ยังยืนยันที่จะไป

Scene : 37
Location : กลางทะเล
Date : 15 กันยายน 2017
Time : 10:20 น.
Weather : ฝนตกหนัก

เราเดินทางฟันฝ่าคลื่นลมมาได้ซักพักใหญ่ เครื่องยนต์ที่ติดอยู่ทางด้านท้ายของเรือ RIB ก็ดับลง ยังไม่ทันที่เราจะหันไปเอ่ยถามถึงสาเหตุ พี่จ่าหินก็เฉลยเอ่ยคำตอบที่เรากำลังจะถามว่า “น้ำมันหมด” กลางทะเลแบบนี้คงจะหาปั๊มน้ำมันไม่ได้ จ่าหินลุกขึ้นมาจากที่นั่งคนขับ หยิบถังน้ำมัน 50 ลิตรขึ้นมาวางไว้แทน และบอกให้เราประคองถังน้ำมันไว้พร้อมกับเอามือปิดป้องไม่ให้น้ำฝนที่ยังคงตกอย่างต่อเนื่องเล็ดลอดเข้าไป หลังจากนั้นพี่จ่าหินก็เปิดที่เก็บของ หยิบสายยางขนาดเท่ากับด้ามไม้กวาดออกมา ปลายด้านหนึ่งยื่นให้เราเสียบเข้าไปในถังที่วางอยู่บนที่นั่งคนขับ ส่วนอีกด้านเอาเข้าปากตัวเอง พร้อมกับดูดน้ำมันออกจากถังและรีบยัดสายยางที่น้ำมันกำลังจะพุ่งออกมาอีกฝั่งใส่เข้าถังน้ำมันเรือ อย่างรวดเร็วและชำนาญ ถังที่เราจับอยู่ค่อยๆเบาลงเนื่องจากน้ำมันถูกถ่ายเทลงไป ไม่ช้าเราก็เติมน้ำมันลงไปจนเต็มถังและออกเดินทางกันต่อ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับเรา ในจังหวะที่เราไม่ได้ขับเรือ คลื่นทะเลมันโยกยกเรือเราแกว่งไปมา และกลิ่นน้ำมันเบนซิน ชวนให้เราเมาเรือ และก็เมาจริงๆ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด หลังจากที่เราแล่นผ่านแหลมพันวา ทะเลก็มอบคลื่นลูกใหญ่ให้เราอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพี่จ่าหินบอกว่า นี่ยังไม่ใหญ่ ถ้าจะไปรอบโลกจริงๆ เจอใหญ่กว่านี้เยอะ โอ้ยตาย...เราอุทานในใจ
เราทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ด้วยการวิดน้ำฝนที่ถูกส่งลงมาจากท้องฟ้าสีเทา ด้วยขวดน้ำอัดลม 1.5 ลิตรตัดครึ่ง วิดมันอยู่อย่างนั้นนานนับชั่วโมง ถ้าฝนยังไม่หยุด เราก็ยังหยุดไม่ได้ และบริเวณที่เหมาะที่สุดในการวิดน้ำก็อยู่บริเวณท้ายเรือ เพราะมวลน้ำจะมากองรวมตัวกันตรงด้านท้ายตามกฎของแรงดึงดูด วิดพลางสูดดมกลิ่นน้ำมันเบนซิน ไม่ช้าเราก็อ้วกคำเล็กๆออกมา
เราเริ่มปรับเปลี่ยนวิธี ให้สายตาได้จับจ้องกับพื้นที่ไกลๆสุดลูกหูลูกตาอย่างขอบฟ้า แต่มือยังคงทำหน้าที่วิดอย่างต่อเนื่อง พี่จ่าหินยังคงขับเรือด้วยกำลังเครื่องสูงสุดฝ่าเกลียวคลื่นและเม็ดฝน ซักพักแกก็เปิดกระเป๋ากันน้ำใบเล็กที่สะพายอยู่ หยิบยาดมพิมเสนกระปุกเท่าฝ่ามือยื่นให้เราโดยที่ไม่หันมามอง แบบในหนังจีน ดมซะ พี่จ่าหินพูดเสียงดังท้าเสียงคลื่นและเสียงเครื่องเรือ เราคว้าเอามาสูดบรรเทาอาการวิงเวียน และพี่จ่าก็กล่าวต่อ โดยที่ไม่หันมามองเราว่า “ทะเลมันน่ากลัว แต่ถ้าเรารักมันเข้าใจมัน มันก็จะรักเรา”
โคตรเท่ เหมือนกูมาฝึกวิชาไปด้วยเลย สักพักอาการเราก็ดีขึ้น ฝนฟ้าเริ่มเบาบาง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจากเทาเป็นขาว พอให้แสงแดดได้ลอดผ่านนำพาความอบอุ่นมาสู่ร่างกาย และเรือก็เงียบเสียงอีกครั้งเนื่องจากน้ำมันหมดอีกแล้ว เราทำแบบเดิมอีกครั้งแต่หลังจากเติมน้ำมันเสร็จ เพื่อเป็นการเรียนรู้ พี่จ่าหินเลยให้เราเปลี่ยนตัวกับพี่เขต สลับให้เราไปถือหางเสือเรือท้องฟ้าแทน พร้อมกับรับประทานอาหารกลางวันกันกลางทะเล

Scene : 38
Location : กลางทะเลบนท้องฟ้า
Date : 15 กันยายน 2017
Time : 14:00 น.
Weather : ฟ้าเปิด

ฝนที่กระหน่ำมาทั้งคืนหยุดตกแล้ว มันทำให้พื้นที่บนเรือที่ชุ่มโชกแห้งลง เรานั่งกินข้าวเติมพลังโดยมีพี่ตู่คอยช่วยถือห้างท้องฟ้าสลับกัน หน้าที่บนเรือที่โดนลากมีไม่มากนักแค่ต้องถือหางเสือให้ตรงกับเรือที่กำลังลากไม่ให้เฉไฉไปทางไหนแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ขณะนี้เราก็เดินทางมาจนอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของเกาะภูเก็ต ด้านขวาของเราตอนนี้คือเกาะยาวใหญ่ หัวเรือของเรามุ่งหน้าขึ้นเหนือไปทางพังงา

เรานั่งคุยกับพี่ตู่ไปเรื่อยๆ เราลากเรือไปพลันฟังคำบอกเล่าเรื่องฤดูกาลและทิศทางลมจากพี่ตู่ ช่วงเวลาระหว่างเดือนนี้ถึงเดือนนี้ลมจะเข้ามาทางนี้ ส่วนช่วงเดือนนี้ลมจะมาทางนี้ การรู้ทิศทางลมจะทำให้รู้ถึงที่จอดเรือ จอดหลบลมควรไปจอดตรงไหน พี่ตู่เล่าเรื่องราวถ่ายทอดวิชาจนเราเดินทางมาถึงที่หมาย

Scene : 39
Location : Papa Mama Restaurant
Date : 15 กันยายน 2017
Time : 17:00 น.
Weather : ฟ้าเปิด

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่บอกว่า “ทะเลไม่เคยหลับ” มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เขามีการเคลื่อนตัวบนเปลือกผิวโลกอยู่ตลอดเวลาโดยได้รับอิทธิพลจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ เนรมิตปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า น้ำขึ้นน้ำลง และในเวลานี้น้ำลงและยังไม่สามารถนำท้องฟ้าขึ้นฝั่งได้ แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไปว่าคืนนี้ท้องฟ้าจะไม่มีที่นอน เพราะพี่จ่าหิน ได้ติดต่อสหาย เจ้าของร้านอาหารริมทะเลนามว่าพี่นึก แห่งร้านป่าป๊า หม่าม๊า ร้านอาหารท้องถิ่นบรรยากาศดี เป็นบ้านไม้ของชาวเรือที่สร้างยื่นออกไปจากฝั่งเล็กน้อยได้กลิ่นอายจากลมทะเลพัดโชยเข้ามาตลอดเวลา แถมวิวดีสามารถมองเห็นท่าจอดเรือยอร์ช ที่มีเรือมากมายลอยอวดโฉมอยู่ในมารีน่า
พี่หินเล่าถึงความเป็นเฒ่าทะเลของพี่นึก บอกว่าทะเลไทยนี่พี่นึกรู้จักทุกตารางนิ้ว และยังเป็นบัดดี้ของพี่หินในการล่องเรืออ้อมแหลมมะละกาข้ามไปมาระหว่างอ่าวไทยกับอันดามันอีกด้วย
เรานำท้องฟ้ามาจอดไว้ที่ทุ่นของพี่นึกหน้าบ้านที่ถูกสร้างเป็นร้านอาหาร ผูกยึดโยงท้องฟ้าไม่ให้เถลไถลไปไหนอย่างแน่นหนาเข้ากับทุ่นของพี่นึก
หลังจากนั้นเราทั้งสี่ก็เอาเรือ RIB ไปเทียบกับท่าเรือเล็กๆของร้านป่าป๊าหม่าม๊า และเดินขึ้นบ้านไปสั่งเครื่องดื่มเย็นๆมาเติมความสดชื่นที่ดูเหมือนจะหมดไปพร้อมกับแสงของวันนี้
เรานั่งพักรับประทานอาหารที่พี่นุชเตรียมมาให้พวกเราทั้ง 4 คน พี่นุชเป็น 1 ในทีม SEA HUB พี่ตู่เล่าให้ฟังว่าพี่นุชคนนี้ล่องเรือใบมาแล้วครึ่งโลก ถ้าเรือแกไม่ไฟไหม้เสียก่อน แกก็น่าจะวนรอบโลกได้สำเร็จ
หลังจากที่พวกเราพักทานอาหารเย็นเรียบร้อย พวกเราทั้ง 4 ออกจากร้านป่าป๊าหม่าม๊าด้วยเรือ RIB ก่อนที่เรือท้องฟ้าของเราจะลับตา เราหลับตาเอ่ยวาจาในใจ อดทนหน่อยนะท้องฟ้า พรุ่งนี้เธอก็ได้พักผ่อนแล้ว
พวกเรามุ่งหน้ากลับอ่าวฉลองในความมืด แต่ก็ไม่มืดสักทีเดียว เพราะด้วยความที่เราเป็นคนที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ การมาลากเรือครั้งนี้เราก็ได้คิดไว้แล้วว่าถ้ามืดจะทำอย่างไร จึงได้นำไฟฉายคาดหัวพลังช้างสารติดมาด้วย แสงสว่างสามารถส่องข้ามเขาได้เลย แต่ทะเลก็ยังคงให้บทเรียนกับเราอย่างต่อเนื่อง ไฟฉายคาดหัวที่เราคาดว่ามันจะมีประโยชน์ กลับใช้ประโยชน์แทบไม่ได้กับทะเลสีดำ ที่มันแทบจะกลืนกินแสงไฟทั้งหมดของเราเข้าไป สิ่งที่เห็นตรงหน้ามีเพียงละอองน้ำหนาๆที่มีแต่จะบดบังทาง สักพักเราก็ปิดไฟฉายคาดหัวที่เป็นพระเอกที่หิมาลัย แต่ดันกลายมาเป็นตัวประกอบที่อันดามัน แต่พี่จ่าหินก็ตะโกนบอกให้เราเปิดแล้วส่องมันไปยังด้านหน้า ถึงแม้จะมองไม่เห็นทาง แต่ใช้มันเป็นสัญญาณบอกถึงการมีอยู่บนท้องทะเลสีดำของเรือเราได้

Scene : 40
Location : แหลมพันวา
Date : 15 กันยายน 2017
Time : 19:30 น.
Weather : กลางคืนมืดสนิท

เราขับเรือฝ่าความมืดมาจนถึงบริเวณแหลมพันวา จุดหมายต่อไปของเราคือการเอาเรือ RIB ไปเก็บ แต่ก่อนจะเลี้ยวเรือเข้าไปในอ่าวฉลอง เสียงเครื่องยนต์ก็เงียบลงอีกครั้ง น้ำมันหมดอีกแล้ว แต่การเติมน้ำมันครั้งนี้ถือว่าสบายกว่าครั้งก่อนๆเยอะ เพราะคลื่นลมตอนนี้สงบเงียบและเราก็ผ่านมาได้อย่างราบรื่น หลังจากเติมนำ้มันเสร็จเครื่องก็กลับมาคำรามใส่ท้องทะเลที่เงียบสงบอีกครา ไม่ช้า เราทั้ง 4 ก็เอาเรือขึ้นฝั่ง
พี่จ่าหินเตรียมการไว้หมดแล้ว เขาเดินหายขึ้นฝั่งไปในความมืดและบอกให้พวกเราทั้ง 3 รอก่อน ในไม่ช้าพี่จ่าหินก็ขับรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์คันโต ที่พ่วงด้านท้ายเข้ากับเทรลเลอร์ลากเรือ กลับรถพลิกตัวไปมาบนชายหาดมีเพียงแสงไฟหน้ารถที่สว่างพอให้เราได้คาดเดา พวกเรามาช่วยกันโบกรถส่งสัญญาณให้พี่จ่าหินถอยเทรลเลอร์ให้ตรงกับเรือที่ลอยเกยอยู่ เพื่อเป็นการช้อนเรือขึ้นมาไว้ข้างบน พอพวกเราช่วยกันดันเรือให้เข้าที่เข้าทางและยึดเรือด้วยการผูกมัดเข้ากับเทรลเลอร์เรียบร้อย พี่จ่าหินก็ส่งแรงบิดที่ส่งตรงจากคันเร่งลากเรือ RIB ที่มีพวกเรานั่งอยู่ด้านบน ให้พ้นบริเวณทะเล แล้วเดินทางเอาเรือไปเก็บ หลังจากนั้นก็แยกย้ายกลับไปพักผ่อน เราเดินทางกลับถึงที่พักประมาณ สามทุ่มครึ่ง อาบน้ำแล้วทิ้งตัวลงนอนหลับไหล วันนี้ทั้งวันจริงๆ โคตรเหนื่อยเลย ขอบคุณพี่จ่าหิน พี่เขต พี่ตู่ ที่มีน้ำใจมาเหนื่อยเป็นเพื่อนมาช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มจนจบวัน แต่งานพาท้องฟ้าขึ้นคานยังไม่จบ เช้าพรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้าและเดินทางไปยังคานให้พอดีกับจังหวะน้ำขึ้น และคนที่อาสาพาเราไปก็คือพี่ตู่ แต่ตอนนี้ขอสลบก่อนละกันพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน

Scene : 41
Location : Phuket Premier Boatyard
Date : 15 กันยายน 2017
Time : 08:00 น.
Weather : ท้องฟ้าสีเทา ฝนปรอย

พี่ตู่พาเราขับรถต่อสู้กับสายฝนใต้เมฆสีหม่นที่ดูเหมือนจะมีมนต์สะกดให้เราสองง่วงนอน แต่ก็ฝ่าฟันกันมาได้ด้วยเวลาชั่วโมงนิดๆ เมื่อมาถึงเราก็เข้าไปคุยกับลุงช้าง ผู้ดูแลคานเรือแห่งนี้ และวางแผนกัน ลุงช้างประเมินขนาดเรือและฟันธงเรื่องวิธีการซึ่งก็คือ เราจะใช้เรือยางดิงกี้เล็ก 2 ลำ ผูกมัดยึดโยงเรือท้องฟ้าจากทั้งสองกาบ และประคับประคองมันเข้าร่องน้ำ หลังจากเราเตรียมทุกอย่างพร้อม เรือยางสองลำก็แล่นออกมาจากคานเรือ Phuket Premier Boatyard มุ่งหน้าถือเข็มไปยังทุ่นหน้าร้านป่าป๊า หม่าม๊าที่ท้องฟ้าอาศัยเมื่อคืน
เมื่อถึงจุดหมาย บรรดานายช่างประจำคานก็ทำงานกันอย่างคล่องแคล่วว่องไว และลากเรือกลับไปยังคานที่ออกมาได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ตอนนี้เรือท้องฟ้าอยู่ในอ้อมกอดของคาน Phuket Premier Boatyard มันจอดแน่นิ่งบริเวณคลองที่คานได้ขุดไว้ เครื่องจักรสีเหลืองขนาดใหญ่ค่อยๆเคลื่อนตัวลงน้ำ มันเป็นฐานไฮโดรริคที่จะยกเรือขึ้นมา หลักการคล้ายๆที่เรายกเรือขึ้นเทรลเลอร์เหมือนเมื่อคืน แต่เช้านี้งานใหญ่กว่านั้นหลายเท่า นายช่าง 2 คนลงน้ำไปประจำตำแหน่งเพื่อดูลายของเทรลเลอร์ว่าสอดรับกับลำตัวของท้องฟ้าได้อย่างพอดีหรือไม่ ถ้ายังเขาจะให้สัญญาณมายังนายช่าง ที่ถือเชือกผูกโยงเข้ากับเรือไว้ คอยขยับให้เรือเข้าตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุด
เวลาผ่านไปไม่นานด้วยความเป็นมืออาชีพของนายช่างที่นี่ ท้องฟ้าก็ถูกลากขึ้นมาไว้บนบกดั่งบัวที่โผล่พ้นน้ำ ต่อไปก็หวังว่าเธอจะได้พบเจอแต่สิ่งดีๆกับคนดีๆนะ
สิ่งแรกสุดหลังจากท้องฟ้าขึ้นบกแล้ว นายช่างประจำคานจะเอาเครื่องพ่นน้ำแรงดันสูงทำความสะอาดเรือโดยเฉพาะเพรียงหนาหลายนิ้วที่เกาะกุมท้องเรือท้องฟ้ามาหลายเดือน นี่ขนาดเราว่างเมื่อไหร่ เป็นต้องเดินทางลงมาขูดเพรียงไปบ้างหลายรอบแล้ว แต่มันก็ยังเยอะอยู่ดีเรานั่งมองดูสักพักก็รู้สึกอยากลองไอ้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เราไม่รอช้าเข้าไปขอลองอุปกรณ์ที่ว่าจากนายช่างที่กำลังทำงานอยู่ พอได้เข้ามามองใกล้ๆมันคือกิจกรรมหนีตายของสัตว์ทะเลอย่างกุ้ง และปู ที่ถือเอาเพรียงใต้ท้องเรือของเราเป็นบ้าน
เพรียงที่โดนน้ำจากปืนฉีดแรงดันสูง กระจายตัวออกจากเรืออย่างไร้ทิศทางโชยกลิ่นคาวตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เศษเพรียงเล็กๆน้อยๆกระเด็นมาติดตามเสื้อของเราแถมกับกลิ่นคาวตอนนี้ตัวเรามีกลิ่นเหมือนสะพานปลาเดินได้ก็ไม่ปาน
หลังจากอาบน้ำให้ท้องฟ้าเสร็จ พี่นนท์เจ้าของคาน Phuket Premier Boatyard ก็เข้ามาคุยกับเราถึงระยะเวลาการจอดการซ่อม เราก็ตอบกลับไปแบบอ้ำๆอึ้งๆ และบอกไปตรงๆว่า ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันครับว่าจะใช้เวลาบนคานนานเท่าไหร่ เพราะก็หาเงินมาซ่อมตามกำลังที่มี เราอธิบายไปพี่นนท์ก็รับฟังอย่างเข้าใจ และใจดีให้เรากับท้องฟ้าอาศัยอยู่ที่นี่ได้ เขาเดินออกไปคุยกับช่างบอกว่าเรือเราควรจอดตรงไหนของคาน และใช้รถยกไปวางไว้ โดยวางไว้บนคานเหล็กที่คำ้เรือไว้ให้ตั้งตรงเมื่ออยู่บนบก แข็งแรงและมั่นคง พอทุกอย่างเข้าที่ เราก็เดินสำรวจคานอีกซักหน่อย ดูว่าห้องน้ำอยู่ตรงไหน ร้านค้าอยู่ตรงไหน จนไปเจอเข้ากับสาวน้อยนามฟิจิ ที่จอดแน่นิ่งอยู่ในคาน นี่เป็นเรือรุ่นเดียวกับเราเลย Jeanneau sunlight 30 เขาว่ากันว่า เรือรุ่นนี้ในไทยมีอยู่ 4 ลำ ตอนนี้เราเจอแล้ว 2 ตื่นเต้นจังเลย หวังว่าจะได้เจอกันอีกที ในท้องทะเลนะ ฟิจิ

เอาล่ะภารกิจอาทิตย์นี้ก็เสร็จสิ้นลุล่วงไปได้ด้วยดี หลังจากนั้นพี่ตู่ก็มาส่งเราที่เกสท์เฮ้าส์ และเราก็เดินทางกลับ กทม....โปรดติดตามตอนต่อไป

ครั้งหน้า ตอนรองบ๊วย เมื่อเราลงแข่งเรือใบรายการใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การแข่งเรือใบครั้งแรก เหนื่อยเหี้ยๆบอกเลย
เอาล่ะ ถ้าเรื่องที่เราเล่ามานี้มันจะมีประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งเราก็ยินดี แล้วถ้าใครอยากรู้เรื่องอัพเดท เราแนะนำให้ follow page ของเราด้วยนะ
https://www.facebook.com/Win7Seas/
ขอบคุณครับ
SHARE
Written in this book
BoatPacker ให้สายลมพาเดินทาง
เรื่องราวการเดินทางบนเส้นทางแห่งความฝัน การเดินทางรอบโลกด้วยเรือยอร์ช อาศัยสายลมขับเคลื่อนการเดินทาง ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือจากประสบการณ์ตรง เรียงร้อยถ้อยวลีเป็นเรื่องราวจากเรื่องจริง  
Writer
Win7Seas
Writer
เรื่องราวการเดินทางบนเส้นทางแห่งความฝัน การเดินทางรอบโลกด้วย ลม ใบเรือ และท้องทะเล

Comments